ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ | 1.02.05

“ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน …” กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้ง คริสติน่า อากีลาร์ ยังมีอายุพอๆ กับ คริสติน่า อากิเลรา ในปัจจุบัน เพลงนี้เป็นเพลงฮิตติดหูคนทั้งประเทศ. คุณสามารถได้ยิน ประวัติศาสตร์ ในทุกที่ที่คุณไป — ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนเปิด, ก็เพราะมีคนร้อง, ถ้าไม่มีคนร้อง, ก็มีคุณร้องเอง, หรือถ้าคุณไม่ร้อง เพลงมันก็ออกมาจากหูเฉยๆ อย่างนั้นแหละ (ก็บอกแล้วว่าติดหู). ทว่า ไม่นานหลังจากประวัติการณ์นี้เริ่มขึ้น ผู้รู้บางคนก็เริ่มบ่นพึมพำว่า “ประวัติศาสตร์” แท้จริงแล้วต้องออกเสียงสี่พยางค์ ไม่ใช่สามพยางค์แบบในเพลง. คุณเลือกเองได้ว่าคุณอยากออกเสียงแบบไหน[1] สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจ ณ ที่นี้ก็คือ มันต้องถึงกับใช้เพลงสุดฮิตจากนักร้องสุดฮ็อตจึงจะสามารถทำคำว่า “ประวัติศาสตร์” ให้เป็นที่แพร่หลายในภาษาพูดของคนไทย และถึงได้ดึงความสนใจมาสู่การออกเสียงของมัน.

ผมเรียนอยู่ ม. ต้น ในตอนนั้น และยังพอจำได้ถึงประสบการณ์ที่ตรงกันข้ามกับฮิตและฮ็อตของผมกับการเรียนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นส่วนเล็กๆ ของสิ่งที่เรียกว่าวิชา “สังคมศึกษา” อีกที (1 หน่วยกิต — เท่ากับ “งานเกษตรพื้นฐาน” พอดิบพอดี). ในความทรงจำอันลางเลือนเหล่านั้น เมืองหลวงของ “ไทย” เปลี่ยนจากสุโขทัยไปเป็นอยุธยาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย, ความผิดพลาดเพียงอย่างเดียวของผู้นำในการเสียกรุงของอยุธยา (ครั้งที่หนึ่งหรือครั้งที่สอง? — ใครจะไปรู้ล่ะ) คือมีอารมณ์สุนทรีย์เกินไป, และสงครามโลกสองครั้งเป็นเพียงตัวอย่างสั้นๆ ของคติพจน์ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”. เรื่องทะแม่งๆ เหล่านี้และอื่นๆ ทำให้ผมขาดความสนใจโดยสิ้นเชิงในประวัติศาสตร์ และลามไปถึงวิชาสังคมศึกษาโดยรวม. “สรุปให้ฟังหน่อยดิ สรุปให้ฟังหน่อยดิ” เป็นเสียงโหยหวนหน้าห้องสอบที่เพื่อนๆ มัธยมของผมได้ยินประจำ และผมก็ต้องขอบคุณพวกเขาสำหรับเกรดวิชานี้ที่ไม่เคยถึงกับน่าเกลียดของผม.

* * *

ที่พูดมาทั้งหมดนี้เพื่อที่จะบอกว่า ผมเข้าใจดีถึงความล้มเหลวของระบอบการศึกษาไทยในการสอนประวัติศาสตร์. (ถึงเพื่อนๆ ผมจะมีความรับผิดชอบต่อการเรียนสูงกว่าผม แต่ก็ไม่มีใครที่ชอบวิชาสังคมศึกษา ไม่ต้องพูดถึงได้อะไรจากมัน.) ดังนั้น ผมจะไม่โทษใคร หากเขาจะไม่รู้บางเรื่องที่ดูเหมือนควรต้องรู้ เป็นต้นว่า อาณาจักรสุโขทัยเริ่มต้นในศตวรรษที่เท่าไหร่. คนไทยส่วนใหญ่เป็นเหยื่อของปัญหา ไม่ใช่ผู้ก่อ.

อย่างไรก็ดี เหมือนกับสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ความเข้าอกเข้าใจอันนี้มีขอบเขต. และ มติชน ก็ดูเหมือนจะเขียนพาดหัวหลัก (หน้าหนึ่ง ตัวใหญ่สุด) ของ วันที่ 13 กันยายน 2546 จากในถ้ำ, หรือไม่ก็หลังเขา, หรือไม่ก็ที่ไหนซักแห่งที่สัญญาณแห่งความเจริญใดๆ ยังเข้าไปไม่ถึง:

หน้าหนึ่งของมติชน วันที่ 13 ก.ย. 2546

ทักษิณลั่นไม่สน‘ธีรยุทธ’
พวกร้านกาแฟ
‘ชัยอนันต์’ชี้ซีอีโอของไทย

มีมาตั้งแต่ร.5-ก่อนอเมริกาเกิด
ปชป.ไม่ลดตัวโต้ประเด็น‘ควาย’

เป็นไปได้ไหมว่ามีการเข้าใจผิดอะไรสักอย่าง เป็นต้นว่า คนเรียงพิมพ์สับสนระหว่างคำพูดของคณะตลกเชิญยิ้มกับคุณชัยอนันต์ สมุธวณิช? ผมเปิดดูข้างในแล้วพบนี่:

นายชัยอนันต์ สมุทวณิช กรรมการ ก.พ.ร. กล่าวถึงข้อวิจารณ์ของนายธีรยุทธที่ว่าการใช้ระบบซีอีโอเป็นการเดินตามก้นตะวันตกว่าไม่ใช่เป็นเรื่องการตามก้นใครและไม่ได้เป็นความคิดของฝรั่งเพราะความจริงๆ [sic] เป็นภูมิปัญญาของคนไทย ตั้งแต่อเมริกายังไม่ตั้งชาติด้วยซ้ำ คือเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 […]

* * *

บ.ก.: เห็นมั๊ยคุณ ไทยเราเจริญมาก่อนหรอก พวกฝรั่งมันยังไม่มีประเทศเลย ของเรามีซีอีโอแล้ว

นักข่าว: จริงค่ะ บ.ก. เท่าที่หนูดูนะ ไอ้ที่ตะวันตกเค้าทำๆ กันน่ะ ไทยเราทำมาก่อนแล้วทั้งนั้น

* * *

ดังนั้น แม้ผมจะไม่อาจทราบได้ว่า คุณชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้พูดจริงตามที่รายงานหรือไม่ (การ “รายงาน” คำพูดจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเป็นปฏิบัติที่พบได้ทั่วไปในบรรดา “หมาเฝ้าบ้าน” ดังที่คุณจะได้เห็นต่อไป) อย่างน้อยมันก็ปรากฏชัดว่า มติชน หมายความตามที่พาดหัวจริงๆ (การพาดหัวไม่ตรงกับเนื้อความเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ประจำ แต่ไม่ใช่ในกรณีนี้).

ผมเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่ของผมไม่ได้อยู่ในถ้ำหรือหลังเขา และก็คงกำลังส่ายหน้าดิกๆ กับความเท็จอันบาดตาของสิ่งที่กำลังถูกรายงาน ไม่ว่าคุณจะเข้าใจไอ้ที่เค้าเรียกกันว่า “ระบบซีอีโอ” หรือไม่ก็ตาม (ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่เข้าใจ — มันใช่หมาน่อยธรรมดาหรือเปล่า?). อย่างไรก็ดี, อาจมีบางคนที่จำเป็นต้องอาศัยการบอกใบ้เพื่อปลุกเสกความรู้เก่าออกมาจากหม้อ เช่นคำถามดังต่อไปนี้:

กิจการสำคัญใดในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งใช้เวลากว่า 30 ปีจึงจะลุล่วง และทำให้ลูกไทยทุกคนเป็นลูกไท? ตอนที่คุณเรียนนี่ในห้องเรียน อาจารย์พูดเปรียบเทียบถึงกิจการแบบเดียวกันในประเทศอื่นหรือเปล่า?

หรือถ้าคุณบังเอิญกำลังอ่านการ์ตูนใต้โต๊ะอยู่ตอนนั้น คุณยังจำการสมโภชแห่งปี 2525 ได้ไหม? คุณเคยได้ยินถึงการเฉลิมฉลองคล้ายๆ กันในประเทศอื่นบ้างหรือเปล่า?

ถึงตอนนี้เกือบทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าผมกำลังพูดถึงอะไร. สำหรับไม่กี่คนที่เหลือ — คุณเป็นนักข่าวหรือ “นักวิชาการ” ใช่เปล่า? — ไม่ต้องกลัว, ผมจะอธิบายให้ฟังอย่างช้า… ช้า… และ… ละเอียด… ละเอียด…

* * *

ประเทศสหรัฐอเมริกาถูกก่อตั้งขึ้นเมื่ออาณานิคมอเมริกัน 13 แห่งประกาศอิสรภาพจากราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2319 ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย (ค.ศ. 1776, ดังนั้น ชื่อทีมบาสเก็ตบอล Philadelphia 76ers). ฝรั่งเศสรับรองสถานภาพของสาธารณรัฐใหม่นี้ในปี 2320 และต่อมาอังกฤษเองในปี 2326. ราชวงศ์จักรีเริ่มต้นในยุคเดียวกันนั้น, กล่าวคือในปี 2325. ผมเองเกิดไม่ทันการฉลอง 200 ปีการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2519 แต่ผมโตพอที่จะใส่เสื้อยืดสีเหลืองที่เขียนว่า “สมโภช 200 ปีรัตนโกสินทร์” ในปี 2525 และหลังจากนั้นรู้ประสาพอที่จะเข้าใจข่าวการฉลอง 100 ปีเทพีเสรีภาพ ในปี 2529. อนุสาวรีย์นี้, ซึ่งคนฝรั่งเศสตอนแรกตั้งใจมอบให้เป็นของขวัญในวันเกิดปีที่ 100 ของอเมริกาเองอีกที, ได้ตั้งอยู่ในอ่าวนิวยอร์กมาตั้งแต่สมัย … เอิ่ม … รัชกาลที่ 5.

ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ…

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติในปี 2411, ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตั้งมาแล้ว 92 ปี และ — แน่นอน — ผู้ก่อตั้งประเทศอย่าง จอร์จ วอชิงตัน, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน, อเล็กแซนเดอร์ แฮมิลตัน, และ เบนจามิน แฟรงคลิน (ซึ่งมีรูปประดับอยู่บนแบงก์ 1, 2, 10, และ 100 ดอลลาร์ตามลำดับ) ก็ได้ถึงแก่อสัญกรรมไปเป็นทศวรรษๆ แล้ว. เพิ่ง 3 ปีก่อนหน้านั้น, ประธานาธิบดีลินคอล์นถูกลอบสังหาร, ฝ่ายเหนือชนะฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมือง, และบทแก้รัฐธรรมนูญที่ 13 (Thirteenth Amendment) เลิกทาสทั่วประเทศ. ด้วยการซื้ออลาสกาจากรัสเซียในปี 2410, อาณาเขตของสหรัฐอเมริกาเมื่อเริ่มต้นรัชกาลที่ 5 มีหน้าตาใกล้เคียงมากกับที่เห็นในทุกวันนี้: ในหมู่ดินแดนที่ประกอบเป็น 50 มลรัฐในปัจจุบัน มันจะขาดก็แต่ฮาวาย ซึ่งถูกผนวกในครึ่งหลังของรัชสมัย.

ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน…

แต่ทั้งหมดมันประวัติศาสตร์ “ตะวันตก” นี่. เราไม่สนหรอก เพราะเราต้องไม่ต้องการ “ตามก้น” ใคร (สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนคุณชัยอนันต์, คุณธีรยุทธ, และ มติชน ดูจะเห็นตรงกัน). ถ้าใครจะชอบอยู่ในกะลาแบบนั้น อย่างน้อยที่สุดเขาก็ควรรู้เรื่องภายในกะลาให้แตกฉาน. ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างไทย (สยาม) กับสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, เมื่อสนธิสัญญามิตรภาพและการค้าถูกทำขึ้นในปี 2375 (ความจริงที่นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เน้น เป็น พิเศษ เมื่อเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาในปี 2544). ประมาณสองปีหลังจากนั้น หมอบรัดเลย์ (แบรดลีย์) เดินทางมาถึงสยามประเทศ. มาถึงแล้วทำอะไรบ้างนั้นเกินกว่าจะพูด ณ ที่นี้ แต่คุณคงพอเคยได้ยินบ้างแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อปี 2547 เป็นปีครบรอบ 200 ปีของการเกิดของเขา. สถานกงสุลสหรัฐอเมริกาในสยามถูกตั้งขึ้นในสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี 2399 โดยมี สตีเฟน “หมอมะตูน” แมททูน เป็นกงสุลคนแรก. พระปิยมหาราชเองได้ พระราชทานการต้อนรับ ต่ออดีตประธานาธิบดี ยูลิซิส แกรนต์ ที่มาเยือนสยามในปี 2422 ในระหว่างทัวร์รอบโลกของเขา และต่อมาทรงมีที่ปรึกษาราชการทั่วไปเป็นชาวอเมริกันชื่อ เอ็ดเวิร์ด สโตรเบิล และตามด้วย เจนส์ ไอ เวสเตนการ์ด ผู้ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรีเป็นคนแรก.

เปลี่ยนไปเป็นฉันและเธอข้องใจกัน…

เบาะแสยังมีอยู่ทั่วไปหมดสำหรับมนุษย์เดินดินอย่างเราที่เลือกจะอยู่นอกกะลา ไม่ว่าความสนใจจะอยู่ที่ใด. นักอ่านรุ่นเล็กและใหญ่ แม้อาจไม่ใส่ใจประวัติศาสตร์ ก็ยังต้องมีสำนึกของกาลเวลาดีกว่านั้น: โมบี ดิ๊ค (Moby Dick) และ กระท่อมน้อยของลุงทอม (Uncle Tom’s Cabin) ถูกตีพิมพ์ไม่นานก่อนรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชสมภพ (ซึ่งบังเอิญครบรอบ 150 ปีหนึ่งสัปดาห์พอดีหลัง มติชน ฉบับเจ้าปัญหา) และ มาร์ค ทเวน เสียชีวิตในปีแห่งการสวรรคต (ซึ่งจะครบรอบ 100 ปีในปี 2553). นักเรียนรัฐศาสตร์ที่ไม่เคยอ่าน ว่าด้วยประชาธิปไตยในอเมริกา (De la démocratie en Amérique) ที่โทควิลล์เขียนในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็เหมือนกับนักเรียนวรรณคดีไทยที่ไม่เคยอ่าน พระอภัยมณี (และถึงอย่างไรรัฐศาสตร์ที่ปราศจากประวัติศาสตร์มันก็เหมือนฟิสิกส์ที่ปราศจากเลขอยู่แล้ว). หลุยส์ ซัลลิแวน เริ่มเทศน์วลีที่สถาปนิกทุกคนรู้จักขึ้นใจ (แม้อาจไม่ปฏิบัติตาม) ในสมัยรัชกาลที่ 5: “form follows function.” ชาว โฟร์ตีไนเนอร์ส ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ชื่อทีมอเมริกันฟุตบอลแห่งซานฟรานซิสโกไม่ได้แห่ไปขุดทองที่นั่นกันในปี ค.ศ. 1949 แต่ร้อยปีก่อนหน้านั้น. แล้วก็คงไม่มีแฟนเปียโนรายใดพลาดข่าวของการฉลองวันเกิด 150 ปีของสไตนเวย์แอนด์ซันส์ในปี 2546.

ประวัติศาสตร์ในวันนี้จะแตกต่างจากวันนั้น…

ยังคงในปี 2546 คนที่ดูช่องแนชันนัลจีโอกราฟิกแม้เพียงครั้งคราวยังจะต้องรู้ว่าปีนั้นเป็นปีครบรอบ 100 ปีของเครื่องบินของพี่น้องตระกูลไรต์. ส่วนแฟนพันธุ์แท้ของแนชันนัลจีโอกราฟฟิกก็ย่อมทราบอยู่แล้วว่าชมรมนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2430 (ค.ศ. 1888) โดยมี อเล็กแซนเดอร์ แกรม เบลล์ เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง. ผมจะไม่อยากแม้แต่จะคิดถึงคน “มีการศึกษา” ที่ไม่รู้จักผลงานของเบลล์หรือของคนยุคเดียวกัน (เกิดปีเดียวกัน) อย่าง โทมัส เอดิสัน, แต่อย่างน้อยที่สุด ไม่ว่าจะมีการศึกษาหรือไม่ก็คงไม่มีใครไม่รู้จักรถยนต์ของ เฮนรี ฟอร์ด, มอเตอร์ไซค์ของ วิลเลียม ฮาร์ลีย์ (ฮาร์เลย์) และ อาร์เธอร์ เดวิดสัน, ซอสมะเขือเทศของ เฮนรี เจ ไฮนซ์, ยีนส์ของ ลีวาย สเตราสส์, แป้งเด็กของพี่น้องจอห์นสัน, และหมากฝรั่งของ วิลเลียม ริกลีย์, ซึ่งถึงตอนนี้คงไม่ต้องให้บอกว่าเริ่มวางตลาดในสมัยรัชกาลไหน. แน่นอน พจนานุกรมของ โนอาห์ เวบสเตอร์, รีวอลเวอร์ของ แซมมวล โคล์ต, จักรเย็บผ้าของ ไอแซค ซิงเงอร์ (ซิงเกอร์), และวิสกี้ของ แจ็ค แดเนียล ยังมาก่อนหน้านั้นอีก….

เรารักที่จะดักดานต่อไป…

* * *

ในฐานะที่เป็นพาดหัวหลักของวัน “ข่าว” เจ้าปัญหาชิ้นนี้ปรากฏอยู่ข้างๆ หัวหนังสือพิมพ์ มติชน และสโลแกน “หนังสือพิมพ์คุณภาพเพื่อคุณภาพของประเทศ”. ผมชอบสโลแกนนี้เสมอมา เพราะว่าทุกครั้งที่ผมเห็นมัน ผมนึกถึงคุณภาพของ มติชน และผมก็นึกถึงคุณภาพของประเทศไทย แล้วผมก็บอกกับตัวเองสั้นๆ ว่า “มิน่าล่ะ.”

“แต่ มติชน เค้าแค่รายงานตามที่คุณชัยอนันต์พูดนี่นา!” บางคนอาจกำลังแย้ง. ความเห็นแบบนี้แสดงให้เห็นถึงสองทัศนคติที่ทั้งส่งเสริมกันเองและขัดกันเองของคนไทยหลายคนต่อสื่อมวลชนไทย. อันที่หนึ่งคือ ความมั่นใจอันสูงลิบลิ่วต่อความแม่นยำของสื่อมวลชนในความหมายเคร่งครัด กล่าวคือสิ่งที่พูดอาจถูกหรือผิด แต่สื่อมวลชนรายงานคำพูดนั้นถูกแน่นอน. อันที่สองคือ ความคาดหวังอันต่ำติดดินต่อสื่อมวลชนในฐานะผู้เปิดเผยความจริงในระดับที่ยิ่งใหญ่ขึ้น กล่าวคือ สื่อมวลชนไม่มีหน้าที่และความสามารถที่จะตรวจสอบว่า บุคคลในข่าว พูดความจริง หรือไม่, ขอเพียงให้แน่ใจว่าเขา พูด-จริง ตามที่เป็นข่าวก็พอแล้ว. ผมจะทำลายทัศนคติที่ผิดมหันต์อันแรกในบทถัดไป ส่วนอันที่สอง, ซึ่งผิดไม่แพ้กัน, จะต้องรอถึงบทที่ XX กว่าจะได้สะสาง. สำหรับตอนนี้ ผมจะยกประโยชน์ให้ มติชน ด้วยการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าคุณชัยอนันต์พูดตามที่ถูกรายงานจริง [2] แล้วเสนอเพียงสองรูปการณ์ให้คุณพิจารณา:

  1. ผู้เกี่ยวข้องกับ “ข่าว” ชิ้นนี้ใน มติชน ตั้งแต่นักข่าวภาคสนาม, นักข่าวในห้องข่าว, รีไรตเตอร์, ซับเอดิเตอร์, บรรณาธิการโต๊ะการเมือง, บรรณาธิการหน้าหนึ่ง, ไปจนถึงบรรณาธิการใหญ่ล้วนเชื่อจริงๆ ว่าสมัยรัชกาลที่ 5 มาก่อนอเมริกาตั้งประเทศ.
  2. คนทั้งหมดนั่นทราบดีว่าถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นเท็จ แต่เลือกที่จะตีพิมพ์มันและกระทั่งจับมันลงหน้าหนึ่งโดยไม่คิดจะบอกผู้อ่านว่าความจริงคืออะไร. (อย่าลืมว่าไม่ว่าความเท็จนั้นจะโจ๋งครึ่มแค่ไหน มันยังอาจมีเด็กเล็ก, คนขาดการศึกษา, หรือกระทั่ง “นักวิชาการ” บางคนที่ไม่รู้.)

ไม่ว่าจะเป็นรูปการณ์ใด — ความเขลาสุดขั้วหรือความไม่รับผิดชอบสุดขีดหรือส่วนผสมเน่าๆ ของทั้งสอง — “หมาเฝ้าบ้าน” ตัวนี้มันไม่มีทางไม่มีทางดูแลบ้านให้เราได้. เรา ต้อง ได้รับสิ่งที่ดีว่านี้จากสื่อมวลชนของเรา. หรือถ้าไม่งั้น วัดใกล้บ้านผมยังมีที่ว่างพอให้คุณเอา “หมาเฝ้าบ้าน” หางกุดไปปล่อยได้อีกหลายตัว.

เหมือนอย่างผมในชั้นเรียนสังคมศึกษา เด็กหลายคนและกระทั่งผู้ใหญ่บางคนอาจเคยคิดว่า หลายสิ่งที่ครูสอนอยู่ในโรงเรียนนั้นไม่มีประโยชน์. แต่นั่นแปลว่าคุณต้องมีแหล่งความรู้อื่นใช่ไหม? คุณจะว่าอย่างไร หากลูกคุณ — หรือกระทั่งตัวคุณเอง — จะเรียนประวัติศาสตร์จากหนังสือพิมพ์ฉบับนี้? ในกรณีนั้น ใครจะเป็นผู้ก่อปัญหาและใครจะเป็นเหยื่อ? ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการการปรับปรุงการศึกษาในโรงเรียน แม้ว่าจะต้องฝากความหวังไว้ในมือของนักการเมืองและข้าราชการ เหตุใดเลยคุณจึงจะปล่อยให้การศึกษาในชีวิตจริงที่ยาวนานชั่วชีวิตของคุณอยู่ในสภาพเน่าเสียเช่นนี้ โดยไม่ใช้พลังที่คุณมีอยู่ในมือในฐานะผู้บริโภค? ใช่ คุณมีพลังนั้น. และถ้าคุณไม่ทราบว่าจะใช้มันยังไง
ผมจะบอกคุณเอง.

วารสารศาสตร์จะไม่ซ้ำ วารสารศาสตร์จะต้องเปลี่ยน…

[1] พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับล่าสุด (พ.ศ. 2542) ระบุคำอ่านทั้งสองแบบ แต่หนังสือ อ่านอย่างไรและเขียนอย่างไร ของราชบัณฑิตยสถานฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2533 (ปีเดียวกับที่เพลง ประวัติศาสตร์ ออกมา) ระบุเพียงคำอ่าน ประ-หวัด-ติ-สาด.

[2] ในกรณีนั้น คุณอาจอยากลองถามตัวเองดูว่า คุณชัยอนันต์ สมุธวณิช เป็นใคร และมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับสิ่งที่ตอนนี้คือกฎหมายสูงสุดของประเทศ. คำตอบที่ได้อาจนำไปสู่การอุทาน “มิน่าล่ะ” อีกหน.

แก้ไขครั้งล่าสุด: 30.05.05

บทตัวอย่างถัดไป: | จับบุชได้เอ็นจีโอ »