อนุทิน: การเืมือง:

FTA Watch ห่วง FTA “ทำร้าย” เกษตรกร... ญี่ปุ่น | 5.03.07

จากบทความ “ตอบกลุ่มเอ็นจีโอเรื่องผลศึกษาเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น” โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์:

ส่วนในเรื่องเกษตร โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) เป็นความจริงที่ตามที่คุณจักรชัย [โฉมทองดี] กล่าวว่า JTEPA ไม่มีความตกลงด้านนี้ มีเฉพาะความร่วมมือ ซึ่งอาจจะทำให้การลดภาษีในหลายสินค้าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตาดู หากมีการลงนามความตกลงกัน โดยรัฐบาลไทยอาจต้องเจรจาต่อรองต่อไป เมื่อมีการทบทวนความตกลง หากพบว่าสินค้าเกษตรที่สำคัญของเราไม่ได้ประโยชน์จริง แต่ผมค่อนข้างแปลกใจกับการเปลี่ยนท่าทีของคุณจักรชัย เพราะถ้าจำไม่ผิด คุณจักรชัยเคยไปพูดที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับผมและผู้อำนวยการสำนักงาน JTEPA โดยคุณจักรชัยกล่าวว่า ไม่อยากให้มีการเจรจาการค้าสินค้าเกษตร เพราะไม่ต้องการ “ทำร้าย” เกษตรกรญี่ปุ่น ถ้าคุณจักรชัยยังคงเส้นคงวากับความคิดที่ว่า การค้าไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ร่วมกัน แต่เป็นการทำร้ายกันแล้ว ก็หมายความว่า ปัจจุบัน คุณจักรชัย อยากจะ “ทำร้าย” เกษตรกรญี่ปุ่น? ถ้าผมจำเรื่องนี้ผิด ก็ขออภัยมาล่วงหน้าด้วย [อ่านต่อ]

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ “ทางเลือก” ของ FTA Watch และเหล่า พันธมิตรภาคประชาชนทั้งหลาย:

  • ถ้าของไทยขายดีในเมืองนอก FTA ไม่ดีเพราะผู้ผลิตเมืองนอกถูก “ทำร้าย”
  • ถ้าของไทยขายไม่ออกในเมืองนอก FTA ไม่ดีเพราะไทยเสียเปรียบ
  • ถ้า FTA ทำให้ของถูกลง FTA ไม่ดีเพราะผู้ผลิตไทยสู้ไม่ไหว (“ผู้ผลิตไทย” นี้ในบริบทอื่นมักถูกเรียกว่า “นายทุน”)
  • ถ้า FTA ทำให้ของแพงขึ้น (ในกรณีส่วนน้อยมากที่ “ของไทย” ผลิตโดยการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา) FTA ไม่ดีเพราะผู้บริโภคเดือดร้อน

16:16 ▪ ▪ #

สภาทนายความเล่นงาน นพดล ปัทมะ | 7.02.07

ข้อหา แถลงข่าวมากเกินไป:

นายวินิจ กระทอง เลขานุการคณะกรรมการมรรยาท สภาทนายความ กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของนายนพดล ปัทมะ ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า มีการเฝ้าติดตามพฤติกรรมของนายนพดลอย่างต่อเนื่อง ว่าเข้าขอบเขตประพฤติผิดมารยาทสภาทนายความที่กำหนดไว้ 21 ข้อหรือไม่ หรือถ้าไม่เข้าข่ายจะเป็นการปฏิบัติตนเหมาะสม หรือดำรงตนสร้างความเสื่อมเสียต่อวิชาชีพทนายความหรือไม่ ประเด็นอยู่ที่คนทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของลูกความ แต่จะโอเวอร์เกิน ไป มีอะไรก็เปิดแถลงข่าวตลอด ทั้งที่วิชาชีพทนายความอาจจะไม่ถึงขั้นนี้ ไม่ต้องออกมาแถลงทุกเรื่อง สภาทนายความก็มองอยู่ว่าจะเกินหน้าที่หรือไม่ บางครั้งโดยมารยาทอาจจะไม่ผิด แต่จริยธรรมที่เป็นอุดมการณ์สูงสุดเหนือมารยาทอาจจะผิด

แต่ถ้าเกิดสภาทนายความจะแถลงข่าวเพื่อปิดกั้นสิทธิในการมีตัวแทนทางกฎหมายและจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกแทนรัฐบาลเผด็จการทหารล่ะก็ไม่ถือว่า “โอเวอร์” หรือ “เกินหน้าที่” แต่เป็นการยึดมั่นใน “จริยธรรม”

15:43 ▪ ▪ #

ไม่ถึง 50-50 ด้วยซ้ำ | 3.04.06  [30]

ถ้ามองย้อนกลับไปที่คะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์จาก การเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว คุณอาจจะคิดว่าการตั้งเงื่อนไข 50% ให้กับตัวเองของคุณทักษิณเป็นเพียงกลเม็ดหาเสียง. เพราะพรรคไทยรักไทยจะต้องชนะได้รับคะแนนเสียงมากกว่า 50 ของผู้มาใช้สิทธิ์อยู่แล้ว

พรรคคะแนนเสียงส.ส.
ไทยรักไทย18,993,07367
ประชาธิปัตย์7,210,74226
ชาติไทย2,061,5597
รวม28,265,374100

ในเมื่อเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ถูกแบ่งกระจายตามสัดส่วน พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียงถึง 67% ของทั้งหมด ถูกมั๊ย ?

ต่อให้นั่นเป็นความจริง การที่คะแนนเสียงจะหล่นไป 17 จุดเปอร์เซนต์ (หรือหนึ่งในสี่) ก็เป็นความเป็นไปได้ที่สูงพอควรทีเดียว เนื่องจากครึ่งปีที่ผ่านมารัฐบาลทักษิณได้ถูกด้วยข้อกล่าวหาที่ หยาบช้า, เหลวไหล, และ งี่เง่า ที่สุด ซึ่งโดนใจ “คนชั้นกลางมีการศึกษา” ดีเหลือเกิน.

แต่ตัวเลข 67% นั้นยังดีเกินจริงไปมากด้วยซ้ำ เพราะ 28 ล้านข้างบนนั้นไม่ใช่คะแนนเสียงทั้งหมด, แต่เป็นแค่คะแนนเสียงที่เหลืออยู่ภายหลังบล็อกที่รวมกันแล้วต่ำกว่า 5 เปอร์เซนต์ได้ถูกตัดออกไปแล้วเท่านั้น.

ตัวเลขจริงของผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งในปี 2548 นั้นจะใกล้เคียวกับ 32,289,460 ซึ่งผมคำนวณจากการมาใช้สิทธิ 72% จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 44,846,472 คน. ดังนั้น พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเพียง 59% จากคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ทั้งหมดในปี 2548 เท่านั้น.

แน่นอน นั่นยังคงเป็นคะแนนที่มากเป็นประวัติศาสตร์อยู่ดี. แต่ อนิจจา ประวัติศาสตร์คงจะไม่ซ้ำรอยในคราวนี้.

สมมุติคนไทยออกมาใช้สิทธิในจำนวนเท่าเดิม พรรคไทยรักไทยเพียงแต่เสียคะแนนเสียงไป 9 เปอร์เซ็นต์ (หรือ 15% ของผู้ที่เลือกพรรคในปี 2548) เท่านั้นก็ “แพ้” การเลือกตั้งครั้งนี้แล้ว. ข้อเสนอสุภาพบุรุษ 50% ของคุณทักษิณได้ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการลงประชามติต่อตัวคุณทักษิณอย่างแท้จริง และทำให้ 3 พรรคฝ่ายค้าน, พรรคแค้นของคุณเสนาะ, สาวกของคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล, หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ, สหภาพแรงงานต้าน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ, สหภาพครูต้านการปฏิรูปการศึกษา, กองทัพธรรม® ต้านเบียร์ช้าง, ภาคประชาชน™, และพวกที่เรียกตัวเองว่า นักวิชาการ รวมตัวกันได้เหนียวแน่นในพรรคเฉพาะกิจชื่อว่า “ไม่เลือกใคร”. ในการหาเสียงครั้งนี้คุณทักษิณจึงเป็นการเข็นครกขึ้นภูหินร่องกล้ามาตั้งแต่ต้นแล้ว, และก็เป็นครกที่เขาเอามาใส่มือด้วยความเต็มอกเต็มใจอีกด้วย.

แต่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง นั่นไม่ใช่ภาพที่คนที่เรียกตัวเองว่า “นักข่าว” จะละเลงบนหน้าหนังสือพิมพ์พรุ่งนี้ และในวันต่อๆ ไป ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเช่นไรก็ตาม.

03:55 ▪ ติ ชม ผสมโรง [30] ▪ #

แอมเพิล ริช | 21.03.06  [9]

สำหรับเหล่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาทัณฑ์ทักษิณ คำคำนี้ในตัวของมันเองก็เป็นหลักฐานที่เพียงพอแล้วของการหลีกเลี่ยงภาษีของนายกรัฐมนตรีและครอบครัว. แรกๆ ก็มีคนอย่างคุณ กรณ์ จาติกวณิช บอกว่า “ขาดจริยธรรม” แม้ไม่ผิดกฎหมาย. หลังๆ นี้รู้สึกว่า “ขาดจริยธรรม” จะฟังดูสุภาพไปหน่อย เลยเปลี่ยนเป็นคำว่า “โกง” แทน.

แต่ “โกง” ยังไงแน่ ?

ก็เห็นชัดๆ กันอยู่แล้ว. ไปตั้งบริษัทบนเกาะปลอดภาษี โอนหุ้นไป แล้วขายกลับมา… ไม่โปร่งใส… ถ้าบริสุทธิ์ใจแล้วทำไมต้องไปตั้งล่ะ? ทำไมไม่ขายตรงๆ ? ก็เห็นชัดๆ กันอยู่แล้ว…

petitio principii. นั่นคือภาษาลาตินแปลว่า: พวกซื่อบื้อที่ใช้เหตุผลไม่เป็นนั้นเหมาะแล้วที่จะไปเป็นสาวกของ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล และ คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร.

ผู้มีปัญญาที่ยังเหลืออยู่ย่อมต้องการพิจารณาความจริงตามตรรกวิธี. ในการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปทั้งหมด 49% ของครอบครัวชินวัตรให้กับเทมาเส็กนั้น มีหุ้นเพียง 11% หรือประมาณ 1 ใน 5 ที่บริษัท แอมเพิล ริช มีส่วนเกี่ยวข้อง กล่าวคือบริษัทขายมาให้คุณพานทองแท้ และพิณทองทาก่อนที่ทั้งสองจะไปขายต่อให้เทมาเสก. ที่เหลือครอบครัวชินวัตรขายหุ้นที่ถืออยู่ให้กับเทมาเสกโดยตรง.

ฉะนั้น หากเราจะเชื่อคำวินิจฉัยของตลาดหลักทรัพย์และกรมสรรพากรที่บอกว่าการขายทั้งก้อนไม่เป็นรายได้พึงประเมินภาษีแล้ว นั้นย่อมแปลว่าความเกี่ยวข้องของบริษัท แอมเพิล ริช ย่อมไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อ “โกงภาษี” หรืออาศัย “ช่องโหว่” ของภาษีเด็ดขาด เนื่องจากรายได้จากการขายตรงธรรมดาซึ่งคิดเป็นเศษ 4 ใน 5 ของการขายทั้งหมดก็ไม่เป็นรายได้พึงประเมินอยู่แล้ว. ตรงกันข้าม การมีบริษัทชื่อประหลาดๆ ที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอาจถูกนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามทั้งในและนอกสภาเอาไปใช้เป็นโคลนสาดได้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ.

แต่ว่าตลาดหลักทรัพย์และสรรพากรเชื่อไม่ได้เพราะล้วนถูก “หน้าเหลี่ยม” ซื้อไปหมดแล้ว จริงมั๊ย? โอเค อย่างนั้นเราควรหันไปเชื่อ สมุดปกขาว ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติและสภาทนายความดีกว่า เพราะปัญญาชนทั้งหลายล้วนเห็นตรงกันว่า หนังสือพิมพ์ไทย นั้นถูกต้อง แม่นยำ และเชื่อถือได้เสมอ. สมุดปกขาวบอกว่าส่วนต่างของราคาตลาดกับราคาที่แอมเพิล ริช ขายให้คุณพานทองแท้และพิณทองทางเป็นรายได้พึงประเมิน. ถ้าอย่างนั้นแล้ว แอมเพิล ริช ยิ่งเป็นไม่ใช่เครื่องมือโกงภาษีใหญ่. มีที่ไหน เดิมทีขายตรงๆ ก็ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว กลับมาขายทางอ้อมให้ถูตีความได้ว่าต้องเสียภาษีอีก ? “ช่องโหว่” น่ะเขาใช้เพื่อเลี่ยงภาษี ไม่ใช่ใช้เพื่อให้เสียภาษีเพิ่ม.

หรือถ้าเราจะเชื่อพวกที่เพี้ยนเข้าขั้นจริงๆ ที่เชื่อว่ารายได้จากการขายทั้งหมด 73,000 ล้านบาทเป็นรายได้พึงประเมินทั้งหมด ไม่ว่าจะขายโดยตรงหรือซิกแซก, แอมเพิล ริช ก็ยังไม่ใช่เครื่องมือในการเลี่ยงภาษีอยู่ดีเพราะตามทฤษฎีนี้ ต้องเสียภาษีทั้งขึ้นทั้งล่องอยู่แล้ว.

ถ้างั้น แอมเพิล ริช ถูกตั้งขึ้นมาเพื่ออะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เพื่อหนีภาษี?

ฝ่ายคุณทักษิณบอกว่า เพื่อเตรียมรับการเข้าตลาดแนสแดคของ ชิน คอร์ปอเรชั่น ซึ่ง หนังสือจากบริษัทชินคอร์ปถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ยืนยันตามนั้น. ผมไม่มีเหตุผลที่จะสงสัยเหตุผลดังกล่าว เพราะถึงแม้การตั้งบริษัทในบริติชเวอร์จินไอส์แลนด์ของ ผู้ถือหุ้น อย่างครอบครัวชินวัตรจะไม่มีผลต่อการเข้าตลาดของ บริษัท ชิน คอร์ป แต่มันก็ช่วยให้ตัวผู้ถือหุ้นเองทำธุรกรรมได้คล่องตัวขึ้น ซึ่งน่าจะหมายถึงความเป็นส่วนตัวเสียเป็นส่วนใหญ่ในกรณีนี้. การลดภาษี อาจ เป็นปัจจัยหนึ่งที่คำนึงถึงก็ได้ แต่ ไม่ใช่ ภาษีกำไรจากการขายหลักทรัพย์ (capital gains) ของสรรพากรไทยเพราะมันไม่มีอยู่แล้ว. หรือว่าคุณทักษิณจะต้องแสดงความ “รักชาติ” ด้วยการเลือกเขตภาษีต่างประเทศที่คิดภาษีนิติบุคคลสูงสุด เพื่อจะได้อุดหนุนรัฐบาลที่นั่นเยอะๆ ?

เรื่อง แอมเพิล ริช นี้ก็เหมือนกับเรื่อง ซี-130 และ manusaya.com ก่อนหน้านี้. กล่าวหาให้อื้อฉาวนั้นทำง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้กล่าวหาไม่รู้จักยางอาย แต่กว่าผู้ที่เคร่งครัดต่อความจริงจะโต้ตอบได้ เหล่าพันธมิตรผู้ต่อสู้แบบ มหิงสา ทั้งหลายก็ถูกต้อนไปหาเรื่องฉาวโฉ่เรื่องใหม่แล้ว.

ป.ล. อ่านเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับชินคอร์ป ได้ใน “ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ทักษิณ ชินวัตร และ ชินคอร์ป”.

อัพเดต ในความเห้นข้างล่างผมพูดถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ลืมพูดในโพสต์ดั้งเดิม จึงขอคัดลอกมาไว้บนนี้:

โปรดสังเกต​ด้วย​ว่าการตั้งบริษัทออฟชอร์​เพื่อ​ ถือหุ้น​ ก่อนขาย​ใน​ประ​เทศที่สามนี้​แตกต่าง​กับ​การตั้งขึ้นมา​เพื่อ​ ทำ​ธุรกิจ​ โดย​ไม่​เสียภาษี​เงินเงิน​ได้​นิติบุคคล​ทั้งๆ​ ที่ตัวบริษัทจริงๆ​ ก็​อยู่​ใน​ประ​เทศที่หนึ่ง​และ​ขายของ​ใน​ประ​เทศที่หนึ่ง​ ซึ่ง​เป็น​สิ่งที่คุณทักษิณเรียกว่า​ “​ไม่​รักชาติ​”. นี่ก็​เป็น​อีกครั้งหนึ่ง ที่ฝ่ายเกลียดทักษิณจับสิ่งที่​เขา​พูดมาบิดเบือนเพื่อเรียก​คะ​แนน​เก๊ๆ จาก​เหล่าสาวก.

21:02 ▪ ติ ชม ผสมโรง [9] ▪ #

หนีเสือ | 9.03.06  [5]

อีกหนึ่งพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย™ ผู้ทรงปัญญาใน บางกอกโพสต์ วันนี้:

Amornrat Wongsaenganan, 39, an office worker, said she will switch to DTAC next week. ”AIS is no longer a Thai firm, so there’s no reason for me to patronise it.”

อมรรัตน์ วงศ์แสงอนันต์ พนักงานบริษัทอายุ 39 ปีบอกว่าเธอจะเปลี่ยนไปใช้ DTAC สัปดาห์หน้า. “AIS ไม่ใช่บริษัทของไทยอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่ฉันจะเป็นลูกค้า.”

บริษัท เทเลนอร์ ของนอร์เวย์ ซื้อหุ้นใหญ่ใน DTAC ไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วครับ คุณนายตื่นสาย.

นี่คือ สัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ของ DTAC จากเว็บไซต์ของบริษัท:

ถือหุ้นทางตรงถือหุ้นทางอ้อม
จำนวนหุ้นร้อยละจำนวนหุ้นร้อยละ
บริษัท ยูไนเต็ด คอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน)197,538,59341.64--
บริษัท เทเลนอร์ เอเชีย พีทีอี142,024,80029.94339,563,39371.58
บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)42,829,0509.03--

ผมอยากจะแนะนำให้คุณอมรรัตน์เอากระป๋องนมตราหมีมาเจาะรูและร้อยด้ายเป็นโทรศัพท์ แต่ก็ติดที่ว่า เนสท์เล่ ก็เป็นบริษัทต่างชาติเหมือนกัน.

คติประจำวัน: “เราคนไทย ใช้อะไรก็เรื่องของเรา”

16:03 ▪ ติ ชม ผสมโรง [5] ▪ #

| หน้าถัดไป »