อนุทิน: สื่อมวลชน:

ไม่ถึง 50-50 ด้วยซ้ำ | 3.04.06  [30]

ถ้ามองย้อนกลับไปที่คะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์จาก การเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว คุณอาจจะคิดว่าการตั้งเงื่อนไข 50% ให้กับตัวเองของคุณทักษิณเป็นเพียงกลเม็ดหาเสียง. เพราะพรรคไทยรักไทยจะต้องชนะได้รับคะแนนเสียงมากกว่า 50 ของผู้มาใช้สิทธิ์อยู่แล้ว

พรรคคะแนนเสียงส.ส.
ไทยรักไทย18,993,07367
ประชาธิปัตย์7,210,74226
ชาติไทย2,061,5597
รวม28,265,374100

ในเมื่อเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ถูกแบ่งกระจายตามสัดส่วน พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียงถึง 67% ของทั้งหมด ถูกมั๊ย ?

ต่อให้นั่นเป็นความจริง การที่คะแนนเสียงจะหล่นไป 17 จุดเปอร์เซนต์ (หรือหนึ่งในสี่) ก็เป็นความเป็นไปได้ที่สูงพอควรทีเดียว เนื่องจากครึ่งปีที่ผ่านมารัฐบาลทักษิณได้ถูกด้วยข้อกล่าวหาที่ หยาบช้า, เหลวไหล, และ งี่เง่า ที่สุด ซึ่งโดนใจ “คนชั้นกลางมีการศึกษา” ดีเหลือเกิน.

แต่ตัวเลข 67% นั้นยังดีเกินจริงไปมากด้วยซ้ำ เพราะ 28 ล้านข้างบนนั้นไม่ใช่คะแนนเสียงทั้งหมด, แต่เป็นแค่คะแนนเสียงที่เหลืออยู่ภายหลังบล็อกที่รวมกันแล้วต่ำกว่า 5 เปอร์เซนต์ได้ถูกตัดออกไปแล้วเท่านั้น.

ตัวเลขจริงของผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งในปี 2548 นั้นจะใกล้เคียวกับ 32,289,460 ซึ่งผมคำนวณจากการมาใช้สิทธิ 72% จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 44,846,472 คน. ดังนั้น พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเพียง 59% จากคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ทั้งหมดในปี 2548 เท่านั้น.

แน่นอน นั่นยังคงเป็นคะแนนที่มากเป็นประวัติศาสตร์อยู่ดี. แต่ อนิจจา ประวัติศาสตร์คงจะไม่ซ้ำรอยในคราวนี้.

สมมุติคนไทยออกมาใช้สิทธิในจำนวนเท่าเดิม พรรคไทยรักไทยเพียงแต่เสียคะแนนเสียงไป 9 เปอร์เซ็นต์ (หรือ 15% ของผู้ที่เลือกพรรคในปี 2548) เท่านั้นก็ “แพ้” การเลือกตั้งครั้งนี้แล้ว. ข้อเสนอสุภาพบุรุษ 50% ของคุณทักษิณได้ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการลงประชามติต่อตัวคุณทักษิณอย่างแท้จริง และทำให้ 3 พรรคฝ่ายค้าน, พรรคแค้นของคุณเสนาะ, สาวกของคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล, หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ, สหภาพแรงงานต้าน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ, สหภาพครูต้านการปฏิรูปการศึกษา, กองทัพธรรม® ต้านเบียร์ช้าง, ภาคประชาชน™, และพวกที่เรียกตัวเองว่า นักวิชาการ รวมตัวกันได้เหนียวแน่นในพรรคเฉพาะกิจชื่อว่า “ไม่เลือกใคร”. ในการหาเสียงครั้งนี้คุณทักษิณจึงเป็นการเข็นครกขึ้นภูหินร่องกล้ามาตั้งแต่ต้นแล้ว, และก็เป็นครกที่เขาเอามาใส่มือด้วยความเต็มอกเต็มใจอีกด้วย.

แต่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง นั่นไม่ใช่ภาพที่คนที่เรียกตัวเองว่า “นักข่าว” จะละเลงบนหน้าหนังสือพิมพ์พรุ่งนี้ และในวันต่อๆ ไป ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเช่นไรก็ตาม.

03:55 ▪ ติ ชม ผสมโรง [30] ▪ #

ศัตรูของประชาธิปไตย | 7.03.06

วารสาร The Economist เริ่มบทบรรณาธิการเกี่ยวกับการชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร โดยบอกว่า “ไม่เคยเป็นแฟนตัวยง” ของเขา. ผมเองก็ไม่เคยเป็นแฟนตัวยงของบทบรรณาธิการของ The Economist เกี่ยวกับประเทศไทยเหมือนกัน (อ่าน “แปรรูปรัฐวิสาหกิจ” และ จดหมายถึง บ.ก.). แต่ถึงแม้ข้อมูลและความเห็นต่อตัวบุคคลจะไม่ตรงกัน อย่างน้อยเรายังมีหลักการร่วมกัน:

On February 24th Mr Thaksin responded by calling a snap election, barely a year after the last one and even though he has an unassailable majority in parliament. This may not be popular, but he has every constitutional right to seek a fresh mandate, and if voters do not like it then a simple and effective remedy will be available to them on polling day. What is more troubling for Thai democracy is the response of the main opposition parties and of the demonstrators in the streets. The former have announced that they will boycott the election, and the latter have said that they are not interested in elections at all. Unless Mr Thaksin resigns by March 5th, declares a group of unelected megaphone-wielders, they will organise mass protests to drive out this enemy of democracy.

[…]

Although the democratic idea is gradually striking deeper roots in East Asia, these could still be plucked up if people and parties refuse to accept the verdict of the ballot box. The danger in Thailand is that Mr Thaksin’s foes will try to achieve through “people power” what they do not have the numbers to achieve at the polls, or that the army will revert to its previous habit of interfering in politics. In either case, it would not be Mr Thaksin who is democracy’s enemy, but those who refuse to accept that he has won an electoral mandate.

ในวันที่ 24 คุณทักษิณตอบสนอง [ต่อเสียงเรียกร้องให้ลาออก] ด้วยการเรียกการเลือกตั้งใหม่อย่างรวดเร็ว เพียงปีเดียวหลังการเลือกตั้งคราวที่แล้วและถึงแม้ว่าเขาจะมีเสียงข้างมากเหลือเฟือในสภา. นี่อาจไม่ใช่วิธีที่ป็อปปูลาร์ แต่เขามีสิทธิเต็มที่ในการขอความชอบธรรมครั้งใหม่จากประชาชน, และถ้าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ชอบใจ, วิธีแก้ไขที่ง่ายและมีประสิทธิภาพก็อยู่ในมือของพวกเขาแล้วในวันเลือกตั้ง. สิ่งที่น่ากังวลใจกว่าสำหรับประชาธิปไตยในเมืองไทยก็คือปฏิกิริยาจากพรรคฝ่ายค้านและผู้ประท้วงบนท้องถนน. ฝ่ายแรกประกาศว่าจะคว่ำบาตรการเลือกตั้ง และฝ่ายหลังประกาศว่าพวกเขาไม่สนใจการเลือกตั้งเลยแม้แต่นิด. กลุ่มคนถือโทรโข่งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งประกาศว่า ถ้าคุณทักษิณไม่ลาออกภายในวันที่ 5 มีนาคม พวกเขาจะจัดการชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อกดดันให้ศัตรูของประชาธิปไตยรายนี้ออกไป.

[…]

แม้ว่าประชาธิปไตยจะกำลังค่อยๆ หยั่งรากลึกลงในเอเชียตะวันออก มันก็ยังอาจถูกรื้อถอนออกได้หากผู้คนและพรรคการเมืองไม่ยอมรับคำตัดสินของกล่องลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง. อันตรายในประเทศไทยอยู่ที่ศัตรูของคุณทักษิณอาจจะพยายามใช้ “พลังประชาชน” ทำในสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้ที่คูหาเลือกตั้ง, หรือกองทัพอาจจะหวนคืนสู่การแทรกแซงการเมืองตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิม. ไม่ว่าในกรณีใด, ศัตรูของประชาธิปไตยจะไม่ใช่คุณทักษิณ แต่เป็นพวกปฏิเสธที่จะยอมรับว่าเขาได้อำนาจอันชอบธรรมจากการเลือกตั้งต่างหาก.

นักชาตินิยมไทยมีความคิดอยู่เสมอว่า “สื่อฝรั่ง” รวมหัวกันบ่อนทำลายประเทศไทย. สมัยที่คนกลุ่มนี้จำนวนมากยังเป็นผู้สนับสนุนคุณทักษิณ เขาจะบอกว่าที่สื่อมวลชนต่างประเทศทางเสนอข่าวทางลบเกี่ยวกับคุณทักษิณส่วนใหญ่นั้นเป็นเพราะต้องการสกัดดาวรุ่ง. เมื่อตอนนี้ที่นักชาตินิยมส่วนใหญ่ได้กลายเป็น สาวกของคุณสนธิและคุณเอกยุทธ ไปหมดแล้ว คนพวกนี้ย่อมไม่ตะขิดตะขวงใจใดๆ ที่จะบอกว่า The Economist “เชียร์” คุณทักษิณเพราะว่าเขาเป็นไส้ศึกของอเมริกา, สิงคโปร์, เสรีนิยมใหม่, Dr. Evil ฯลฯ.

10:11 ▪ ติ ชม ผสมโรง#

เปิดตัวไอ้ โม้ เบียร์ช้าง | 19.01.06  [5]

ถ้าคุณจะทำโพลกับคนไทยแล้วอยากจะให้ผลออกมาเป็นที่ฮือฮา วิธีง่ายที่สุดคือตั้งคำถามแบบนี้: “คุณคิดว่า X นี้มีผลประโยชน์หรือวาระซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังหรือไม่?” ไม่ว่า X จะเป็นอะไร ตั้งแต่ การซื้อหุ้น มติชน ของแกรมมี่ หรือ การติดตั้งเครื่องขายถุงยางอนามัยในโรงเรียน หรือ การที่ล็อตตารี่งวดล่าสุดออก 99 ผมรับรองว่าคนที่บอกว่าเชื่อว่ามี “เบื้องหลัง” จะมีเป็นกอบเป็นกำ เฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่า 50% . ไม่ใช่ว่า คนไทยเรารู้เบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่องต่างๆ ทะลุปรุโปร่งไปหมดหรอก, จริงๆ แล้วตรงกันข้ามเสียมากกว่า. ยิ่งไม่รู้ก็ยิ่งต้องวางท่าว่ารู้ หรือถึงไม่รู้อย่างน้อยก็ต้องไม่ไร้เดียงสา. ยิ่งการพิสูจน์นิเสธพจน์ (negative proposition) แน่ชัดว่า ไม่ มี conspiracy นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่รู้ว่าจะไปเถียงกับคนที่บอกว่ามีให้เปลืองตัวทำไม. สู้เชื่อส่งเดชไปเลยไม่ได้. If you can’t beat them, join them.

X ที่จะพูดถึงกันในวันนี้ก็คือการประท้วง IPO ของบริษัทไทยเบฟเวอเรจ ตามบทความเรื่อง “เปิดอ้ายโม่งสกัด ‘ช้าง’ เข้าตลาดหุ้น” ของบล็อก onopen.com (ซึ่งมีผู้อ่านแนะนำผมให้อ่าน แต่ซึ่งผมขอไม่แนะนำต่อ). บทความเริ่มต้นในแบบที่พอจะเดากันได้:

เปิดศักราชใหม่ปี 2549 เบียร์ช้างหรือบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ฟันธงชัดเจนว่าจะไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ หลังจากที่อดทนอดกลั้นมาตลอดปี 2548 แต่อยู่ๆก็ฝันสลายที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ข่าววงในระบุว่า ม็อบต่อต้านเพื่อต้องการ “หยุด” ความยิ่งใหญ่ของเบียร์ช้าง หรือต้องการอะไร..? แล้วใครล่ะ..ที่อยู่เบื้องหลังทำให้ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ต้องถอยทัพและคิดนอกกรอบไปตลาดหุ้นสิงคโปร์

ข่าวเบียร์ช้างจะเข้าตลาดหุ้นมีมานาน แต่เริ่มมีความชัดเจนและเปิดตัวจริงๆจังๆปี 2547 เมื่อจัดโครงสร้างองค์กรลงตัว โดยคาดว่าจะเข้าตลาดหุ้นได้ในต้นไตรมาส 2 ปี 2548

เมื่อเห็นว่าเบียร์ช้างพร้อม กระแสต่อต้านถูกปลุกมาต่อเนื่องจนรุนแรงในช่วงเดือนกรกฎาคม 2548 ที่มีพระสงฆ์เป็นพันรูปมาประท้วงหน้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

แกนนำคนสำคัญคือพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้ซึ่งใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นอย่างดี

และก็จบลงในแบบที่น่าจะเดากันได้เช่นกัน:

คำถามที่สงสัยและติดใจว่าทำไม“เบียร์ช้าง”จะเข้าตลาดหุ้นไทยไม่ได้ ใครเป็นอ้ายโม่งเตะช้างไปสิงคโปร์ และทำไมต้องเตะสกัด…???

เพราะคนที่กดปุ่มให้เบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น และแกนนำม็อบต่อต้าน ก็เป็นคนกันเองด้วยกันทั้งน้าน…

ตกลงหลังจากพูดเป็นนัยวกไปวนมาทั้งเรื่อง ท้ายสุด “อ้ายโม่ง” ก็ยังเป็น “อ้ายโม่ง” อยู่นั่นเอง. แต่ถึงแม้จะเปิดช่องไว้ให้ดิ้นดุ๊กดิ๊กได้ในกรณีที่ถูกฟ้อง มันก็ชัดเจนพอสมควรว่าผู้เขียนกำลังกล่าวหาว่าคนรัฐบาลนี้จงใจเตะถ่วงไม่ให้เบียร์ช้างได้เข้าตลาด. อันธพาลก็แบบนี้แหละ จริงมั๊ย? เห็นดาวรุ่งแล้วเป็นต้องสกัด.

ปัญหาก็คือ เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว นิตยสาร Fortune ตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ชื่อว่า “Thai Exchange, Protesters at Lagerheads” โดยอ้างคน “วงใน” แบบเดียวกัน และแสดงภาพลบต่อรัฐบาลทักษิณเหมือนกัน (ผู้เขียน โรเบิร์ต ฮอร์น คือคนเดียวกับที่เขียน “A Royal Dressing-Down” ในนิตยสาร Time ในปี 2544) แต่ข่าว “วงใน” ที่ว่านี้กลับเป็นตรงกันข้ามไปเสียฉิบ:

Of the private companies slated to list on the Stock Exchange of Thailand (SET) this year, Thai Beverages is the most anticipated. Its $731 million IPO would be the biggest in the SET’s 30-year history. Punters want a taste of the firm because its Chang beer and its Mekong and Saengsom whiskies are dominant brands in Thailand. Economic planners, including Prime Minister Thaksin Shinawatra, were counting on the IPO to inject some fizz into a market that’s been flat for the past year and a half. For a Prime Minister whose poll numbers are inextricably linked to economic good times, a bear market is bad politics. Thaksin’s approval rating has plunged to 47%, a three-year low.

To make the SET one of the premier exchanges in Asia, as Thaksin wants to do, he will have to boost market capitalization, now only $113 billion, to levels comparable to South Korea’s or Singapore’s. One way to get there is to privatize and list state enterprises, a strategy that has run into opposition from unions. So Thaksin is courting large private firms with profit potential to go public.

ในหมู่บริษัทเอกชนที่จ่อจะเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในปีนี้ ไทย เบฟเวอเรจ เป็นบริษัทที่ถูกตั้งตาคอยมากที่สุด. IPO มูลค่า 731 ล้านดอลลาร์นี้จะเป็นอันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 30 ปีของ SET. นักเล่นหุ้นต้องการลิ้มชิมรสบริษัทนี้เพราะว่าเบียร์ช้างและเหล้าแม่โขงและแสงโสมเป็นยี่ห้อที่ครองตลาดในประเทศไทย. นักวางแผนเศรษฐกิจ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กำลังหวังพึ่ง IPO นี้ให้ช่วยกระตุ้นความซู่ซ่าให้กับตลาดที่นิ่งมาตลอดหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมานี้. สำหรับนายกรัฐมนตรีที่มีคะแนนนิยมผูกติดอยู่กับความฟู่ฟ่าทางเศรษฐกิจอย่างแยกไม่ออกนี้, ตลาดหมีคือสภาวะการเมืองที่ไม่ดี. อัตราความนิยมในตัวของทักษิณได้หล่นลงมาอยู่ที่ 47% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี.

เพื่อให้ SET เป็นหนึ่งในตลาดชั้นนำของเอเชีย, ซึ่งทักษิณต้องการ, เขาจะต้องเพิ่มมูลค่าของตลาด, ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ 113 ล้านดอลลาร์เท่านั้น, ให้ถึงระดับที่ใกล้เคียงกับของเกาหลีใต้และสิงคโปร์. วิธีหนึ่งที่จะไปถึงจุดนั้นก็คือแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชนและนำเข้าตลาดหลักทรัพย์, ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ได้ประสบกับการคัดค้านจากเหล่าสหภาพแรงงาน. ดังนั้นทักษิณจึงกำลังหวังพึ่งบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการทำกำไรดีให้เข้าตลาดหลักทรัพย์.

[คำแปลโดยผมเอง]

ดังนั้น ดาวรุ่งที่ onopen บอกว่าคุณทักษิณต้องการจะสกัด กลับกลายมาเป็นดาวรุ่งที่ Fortune บอกว่าเขาต้องการจะโปรโมต (เพื่อให้สโมสร SET มีดารามากขึ้น). มิหนำซ้ำ Fortune ยังบอกในช่วงท้ายของบทความว่า ดาวรุ่งเจริญเองหาได้อยากจะเทิร์นโปร… เอ๊ย… เข้าตลาดจนทนไม่ไหวเหมือนกับที่ onopen บอกไม่ แต่กลับเออออเพื่อเอาใจผู้จัดการทักษิณไปงั้นๆ เอง. ส่วน พล.ต. จำลองที่บอกว่า “ใกล้ชิด” น่ะ ก็ดูเหมือนจะใกล้ชิดเกินไปจนอึดอัด:

Which raises the question: Why does he need the capital markets? Charoen, who declined to be interviewed, has said the funds would be used to expand overseas production. But many analysts believe he’s cash-rich enough to do that already. “The SET needs him more than he needs the SET,” says Andrew Stotz, Thailand manager of Australia’s Macquarie Research. Some brokers say the listing is intended to shore up ties to Thaksin by supporting his ambitions for the SET and to reward Charoen’s allies with shares that are expected to skyrocket.

That, more than anti-alcohol sentiments, may be fueling Chamlong’s crusade. While Thailand as a nation does have a drinking problem — it ranks fifth in the world in per-capita alcohol consumption, according to the World Health Organization — the protests are, says economist Chris Baker, “a shot across Thaksin’s bow.” The Prime Minister, has floated the idea of legalizing gambling, prostitution, and other vices in order to tax them. With his protests, Chamlong, an advisor to Thaksin who helps deliver conservative Buddhist votes, is serving notice that the Prime Minister is alienating part of his base. “That’s all true,” Chamlong says.

ซึ่งก่อให้เกิดคำถามว่า: ทำไมเขา [เจริญ] ถึงจำเป็นต้องใช้ตลาดทุนด้วย? เจริญ, ผู้ซึ่งปฏิเสธจะให้สัมภาษณ์, ได้บอกก่อนหน้านี้ว่าเงินทุนจะถูกใช้ไปกับการขยายการผลิตในต่างประเทศ. แต่นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าเขามีเงินสดมากพอสำหรับนั่นอยู่แล้ว. “[SET จำเป็นต้องใช้เขามากกว่าที่เขาจำเป็นต้องใช้ SET” ตามคำของ แอนดรูว์ สต็อตซ์, ผู้จัดการของ Macquarie Research จากออสเตรเลีย. โบรกเกอร์บางคนบอกว่า การเข้าตลาดนี้เป็นความตั้งใจ [ของเจริญ] ที่จะเสริมสัมพันธ์กับกับทักษิณด้วยการสนับสนุนความต้องการพัฒนา SET ของทักษิณ และที่จะตบรางวัลให้พันธมิตรของเจริญด้วยหุ้นที่คาดกันว่าจะพุ่งขึ้นเป็นจรวด.

มากกว่าความรู้สึกต่อต้านแอลกอฮอล์ นั่นอาจกำลังผลักดันการต่อสู้ของจำลองอยู่อย่างแท้จริง. ถึงประเทศไทยจะมีปัญหาการดื่มหนักจริง — จัดอยู่ในอันดับ 5 ของการดื่มแอลกอฮอล์ต่อหัวสูงสุดตามสถิติขององค์การอนามัยโลก — การประท้วงเป็นการ “ยิงปืนเตือนข้ามหัวเรือของทักษิณ” ตามคำบอกเล่าของนักเศรษฐศาสตร์ คริส เบเกอร์. นายกรัฐมนตรีคนนี้ได้เสนอความคิดของการทำการพนัน, การค้าประเวณี, และบาปอื่นให้ถูกกฎหมายเพื่อจะได้เก็บภาษี. ด้วยการประท้วงของเขา, จำลอง, ที่ปรึกษาของทักษิณซึ่งช่วยนำคะแนนเสียงชาวพุทธอนุรักษ์นิยมมาให้, กำลังส่งคำเตือนไปให้นายกรัฐมนตรีว่าเขากำลังทำให้ฐานเสียงส่วนหนึ่งของเขาไม่พอใจ. “มันจริงทั้งหมดนั่นแหละ” จำลองบอก.

และนั่นก็คือสัจธรรมของเรื่องเบื้องหลัง หรือ conspiracy theory ทั้งหลาย. มันใช้อธิบายได้ทุกเรื่อง ทุกกรณีไป — โยนเหรียญออกหัวก็บอกว่ามีเบื้องหลัง, ออกก้อยก็ว่าเบื้องหลัง, เหรียญกลิ้งไปตกท่อก็เบื้องหลังอีก.

สำหรับพวกที่เชื่อว่ามี “เบื้องหลัง” ในการประท้วงเบียร์ช้างเข้าตลาดนี้ ไม่ว่าผู้อยู่เบื้องหลังนั้นจะเป็นรัฐบาลทักษิณ (onopen])หรือชาวพุทธเคร่งครัดที่แหนงหน่ายกับรัฐบาลทักษิณ (Fortune) ก็ตาม ผมยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเขาจะอธิบายเด็กนักเรียนมุสลิมที่ไปร่วมประท้วงหน้าตลาดหลักทรัพย์ว่ายังไง. แต่ที่ไม่ต้องสงสัยก็คือเขาอธิบายได้แน่นอน. ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรมาใหม่ คนพวกนี้ “เบื้องหลัง” พร้อมจะกระซิบดังๆ ให้คุณฟังอยู่เสมอ.

เด็กนักเรียนหญิงมุสลิมถือป้ายประท้วง ThaiBev เข้าตลาดหุ้น

ไอ้โม่งตัวจริงก็อาจจะมีบ้างเป็นครั้งคราว แต่มันเทียบกันไม่ได้หรอกกับไอ้โม้ที่มีอยู่ดาษดื่นไปหมด โดยเฉพาะในวงการสื่อมวลชน.

ป.ล. Fortune มั่วนิ่มทีเรียก คริส เบเกอร์ ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์. ขนาด ภรรยาของเขา ที่มีอาชีพสอนอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ นั้นผมยังจะไม่ยอมเรียกว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์เลย แล้วตัว มร. เบเกอร์ เองที่ โปรไฟล์ของ บางกอกโพสต์ บอกว่าเป็นแค่ “อดีต lecturer วิชาประวัติศาสตร์” และ “ได้ทำงานในวงการธุรกิจ” หลังจากออกจากมหาวิทยาลัย อยู่ดีๆ จะกลายเป็นนักเศรษฐศาสตร์ไปได้ยังไง? แล้วถ้าเรื่องเบื้องหน้าง่ายๆ แค่นี้ยังผิด แล้วยังจะมีหน้าเอาเรื่องเบื้องหลังที่ไหนมาพูดอีก. ส่วน onopen นั้นไม่ต้องกลัวหน้าแตกแบบนี้ เพราะไม่พูดถึงเบื้องหน้าและไม่โควตคำพูดของใครเลย เอาแต่อ้างลอยๆ ถึง “ข่าววงใน” อย่างเดียว (เลยไม่รู้ว่าเป็นวงโยธาวาทิตหรือวงแหวนรอบนอกกันแน่).

ป.ป.ล. ผมเองนั้นสนับสนุนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของไทยเบฟเวอเรจ. แต่ผมไม่มีข้อมูลเบื้องหลังใดๆ และไม่กระสันอยากจะมีด้วย (เอ่อ.. อันที่จริงก็เคยมีอยู่บ้าง แต่ผมไม่เคยเชื่อสักเท่าไหร่ และก็ดูเหมือนจะผิด). เรื่องของเรื่องก็คือเราไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นคนเลวที่เสแสร้งประท้วงโดยมีวาระซ่อนเร้น. แค่ว่าเขาโง่ก็พอแล้ว.

อัพเดต เนี่ยนะ “คนกันเอง” ของ Onopen? Fortune 1 : Onopen 0.

05:16 ▪ ติ ชม ผสมโรง [5] ▪ #

ชวนหลีกภัย (ในพม่า) | 23.12.05

ซับเฮดของ มติชน (อยู่ใต้หัวข่าวที่ไม่เกี่ยวกันตามเคย):

ปชป.โวยบัวแก้วมั่วข่าวพม่าระงับวีซ่าชวน

คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ:

ทางด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความสงสัย เหตุใดจึงปรากฏข่าวพม่าไม่ออกวีซ่าเข้าประเทศให้กับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ โดยกล่าวว่า จากการสอบถามนายชวน ได้รับคำตอบว่า ที่ตัดสินใจระงับการเดินทางไปพม่านั้น เนื่องจากต้องการอยู่ดูแลสถานการณ์น้ำท่วม ไม่ใช่ไม่ได้รับอนุญาตจากพม่า เพราะนายชวนถือหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตของทูต จึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือตรวจลงตราหรือวีซ่าใดๆ ทั้งสิ้น

“จึงค่อนข้างแปลกใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และแปลกใจที่ นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคนในรัฐบาลชี้แจงค่อนข้างไม่ตรงกับข้อเท็จจริง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

คุณกันตธีร์ ศุภมงคล:

นายกันตธีร์กล่าวว่า เท่าที่ทราบนายชวนจะเดินทางไปพม่าเป็นการส่วนตัว ซึ่งนายชวนเป็นอดีตนายกฯ สามารถเข้าประเทศโดยใช้หนังสือทางการทูต ไม่ต้องใช้วีซ่า แต่เรื่องนี้เป็นการตัดสินของพม่า โดยอ้างว่าสถานการณ์ไม่ปลอดภัย ส่วนคณะอื่นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้นั้น ก็ไม่ทราบเหตุผล อย่างไรก็ตาม ได้เชิญทูตพม่าประจำประเทศไทยมาพบแล้ว เพื่อบอกว่าไม่สบายใจอย่างยิ่งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น และให้ขอให้พม่าช่วยอธิบายข้อเท็จจริงให้ทราบ พร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่นายชวนอย่างเต็มที่ โดยระหว่างเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าและเศรษฐกิจ ที่ประเทศบังกลาเทศ ก็ได้สอบถามรัฐมนตรีต่างประเทศพม่า ได้รับคำตอบว่าไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นเช่นกัน จึงขอให้ช่วยติดตามเรื่องนี้ คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะมีความชัดเจน

คุณชวน หลีกภัย:

“จริงๆ ข่าวว่าปฏิเสธวีซ่าไม่จริง เพราะไม่ต้องขอวีซ่าเลย มีหน้าที่คือซื้อตั๋วและเดินทาง แต่ครั้งนี้ก่อนเดินทาง 2 วัน มีข่าวออกมาว่าเจ้าหน้าที่ของพม่าเขาทราบว่าผมจะไป ก็แจ้งมายังผู้ประสานการเดินทาง ให้แจ้งผมว่าขอให้เลื่อนไปก่อน ผมก็ถามเหตุผลว่าเพราะอะไร เขาให้เหตุผลว่าในฐานะผมเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ใหญ่ จำเป็นต้องมีความมั่นใจว่าผมเดินทางแล้วมีความปลอดภัย แต่ว่าสถานการณ์ด้านเขาไม่มั่นใจ 100% จึงขอให้เลื่อนไปก่อน เขาเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย พอดีเกิดน้ำท่วมตรัง จึงเห็นว่าถ้าเลื่อนได้ก็ดี ทุกคนก็ดีใจ ไม่ติดใจอะไร” นายชวนกล่าว

ตกลงใครมั่วกันแน่ท่านทั้งหลาย?

10:42 ▪ ติ ชม ผสมโรง#

C-130 กับน้องทักษิณ | 9.12.05  [2]

ผมนึกว่านี่เป็นข่าวเก่าไปแล้ว แต่เมื่อได้ยินคุณสนธิ ลิ้มทองกุล หยิบมาเล่าอีก ในการถ่ายทอดเสียงจากสวนลุมพิณี (ที่ข้างบ้านเขาเปิดเผื่อ) ก็อดไม่ได้ที่จะเสนอความจริงสั้นๆ ดังนี้:

  1. แม่ผม ซึ่งเป็นแม่มืออาชีพและไม่เคยอยู่ในวงการเมืองหรือวงการไหนๆ กับใครเขา ได้รับการเสนอให้โดยสารเที่ยวบินกรุงเทพ-เชียงใหม่ของกองทัพอากาศเมื่อเร็วๆ นี้พร้อมๆ กับเพื่อนๆ จำนวนหนึ่ง. เจ้าของไร่ในเชียงใหม่ที่เหล่าสาวน้อย (แต่แก่ไม่น้อย) กำลังจะไปตากอากาศกันเผอิญมีน้องชายอยู่ในทอ. สุดท้ายเหล่าสาวๆ ปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป เราเลยไม่รู้ว่าถ้าไปจะไปเที่ยวบินเมล์หรือเที่ยวบินนักเรียนนายเรืออากาศกันแน่.
  2. คำขอโดยสารเที่ยวบิน อย่างเป็นทางการของเสนาธิการทหารอากาศ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ต่อผู้บัญชาการกองทัพอากาศแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เที่ยวบินที่คณะวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร 37 คนจะขอโดยสารไปด้วยในวันที่ 14 พฤศจิกายนนั้นเป็นเที่ยวบินที่ ได้ถูกกำหนดมาก่อนแล้ว สำหรับ “ภารกิจฝึกบิน” นักเรียนนายเรืออากาศ.
  3. วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นั้นในทางปฏิบัติก็คือสโมสรสำหรับข้าราชการที่ใช้อำนาจแสวงหาเงินและนักธุรกิจที่ใช้เงินแสวงหาอำนาจมาทำความรู้จักมักจี่กัน. พวกหลังนั้นจ่ายเงินไม่อั้นในเพื่อสนับสนุนกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ต่างๆ ของวปอ. ในขณะที่พวกแรกโชว์ความสามารถพิเศษของสังกัดด้วยการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกและกำลังคน. ยานพาหนะของกองทัพเข้าข่ายสิ่งอำนวยความสะดวกนั้น และงานขึ้นบ้านใหม่/วันเกิดก็เข้าข่ายกิจกรรม (ซึ่งมักไม่เข้าท่า) ดังกล่าว.
  4. คุณมณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล และ พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต เป็นศิษย์เก่าวปอ. รุ่นที่ 46 และแขก 37 คนในรายชื่อทำเรื่องขอโดยสารเครื่องบินในนาม “คณะวปอ. รุ่น 46” ซึ่งผมเข้าใจว่าทั้งหมดหรือไม่ก็ส่วนใหญ่ก็เป็นจริงๆ. (Thaiinsider.com ตั้งข้อสังเกตว่าผู้โดยสารในรายชื่อสุดท้ายอาจไม่ใช่ศิษย์เก่าวปอ. ทุกคน ซึ่งก็เป็นไปได้. แต่สำหรับราชการไทยแล้วนี่เป็นเรื่องเล็กมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเพียง 18 จาก 37 ในรายชื่อลงเอยบินจริงๆ.)
  5. นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ไม่น่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งหมดนี้ เนื่องจากการขอร่วมทางในเที่ยวบินแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ (ดูข้อ 1). หนังสือขออนุมัติของ พล.อ.อ. สุกำพล อ้างถึงอำนาจของผู้ช่วยผู้บัญชาการกองทัพอากาศในการอนุมัติให้ “บุคคลภายนอกโดยสารอากาศยานของ ทอ.” แทนผบ. ทอ. ซึ่งผช. ผบ. ทอ. คนหนึ่ง (อ่านชื่อไม่ออก) ก็เป็นผู้อนุมัติคำขอนั้นจริงๆ.

และนี่ก็คือความจริงเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่โด่งดังที่สุดของคนที่ประกาศตัวว่ากำลัง “สู้เพื่อในหลวง

23:37 ▪ ติ ชม ผสมโรง [2] ▪ #

| หน้าถัดไป »