อนุทิน: politics:
ผลการเลือกตั้ง 2549 | 5.04.06 [12]
สรุปผลการเลือกตั้งจากกระทรวงมหาดไทย ตามรายงานของ มติชน (cache):
| ไทยรักไทย | % | “โนโหวต” | % | บัตรเสีย | % | ผู้ใช้สิทธิ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ภาคกลาง | 3,770,134 | 51% | 2,152,382 | 29% | 325,137 | 4% | 7,413,212 |
| ภาคเหนือ | 3,562,880 | 62% | 1,305,637 | 23% | 421,775 | 7% | 5,739,720 |
| ภาคอีสาน | 7,048,692 | 75% | 1,236,916 | 13% | 544,896 | 6% | 9,338,385 |
| ภาคใต้ | 611,181 | 17% | 2,434,487 | 67% | 422,638 | 12% | 3,653,210 |
| กทม. | 1,253,481 | 48% | 1,269,722 | 48% | 50,818 | 2% | 2,620,979 |
| ทั่วประเทศ | 16,246,368 | 56% | 8,399,144 | 29% | 1,765,264 | 6% | 28,765,506 |
| ไทยรักไทย | % | “โนโหวต” | % | บัตรเสีย | % | ผู้ใช้สิทธิ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ภาคกลาง | 3,649,474 | 49% | 2,648,921 | 36% | 804,137 | 11% | 7,413,212 |
| ภาคเหนือ | 3,320,946 | 58% | 1,472,911 | 26% | 930,704 | 16% | 5,739,720 |
| ภาคอีสาน | 6,581,034 | 70% | 1,455,152 | 16% | 1,184,791 | 13% | 9,338,385 |
| ภาคใต้ | 645,751 | 18% | 2,314,256 | 63% | 476,081 | 13% | 3,653,210 |
| กทม. | 1,190,018 | 45% | 1,315,990 | 50% | 99,826 | 4% | 2,620,979 |
| ทั่วประเทศ | 15,387,223 | 53% | 9,207,230 | 32% | 3,495,539 | 12% | 28,765,506 |
คะแนนหายไปไหน ?
เมื่อเห็นว่าตัวเองแพ้ เหล่าพันธมิตรมหิงสาก็ชวนตีทันที. คนจำนวนหนึ่งที่บวกเลขเป็นและสอบผ่านชั้นป. 2 มาได้ (ซึ่งสำหรับคนในพันธมิตรฯ ต้องถือว่าปราดเปรื่อง) แสดงภูมิของตนโดยถามว่าทำไมคะแนนที่พรรคไทยรักไทยได้รับบวกกับ “โนโหวต” บวกกับบัตรเสียจึงไม่เท่ากับจำนวนผู้ออกเสียงออกเสียงเลือกตั้ง:
ความคิดเห็นที่ : 6 โดยคุณ : ชัย
♣ ตัวเลขแสนสับสน แบบบัญชีรายชื่อ 16.2 ล้าน + 8.3 ล้าน + 1.7 ล้าน = 26.2 ล้าน คะแนนหายไปไหนตั้งเกือบ 2.4 ล้าน จากที่มาใช้สิทธิ์ 28.7 ล้าน
แบบแบ่งเขต 15.3 ล้าน + 9.2 ล้าน + 3.4 ล้าน = 27.9 ล้าน คะแนนหายไปประมาณ 6.7 แสน จากที่มาใช้สิทธิ์
อย่าคิดว่า ปชช. โง่ เหมือนตัวเองเลย จะยกเมฆตัวเลขก็ให้มันแนบเนียนหน่อย
ความคิดเห็นที่ : 46 โดยคุณ : คนเสียภาษี
♣ มีผู้ไม่ไปใช้สิทธิ์ถึง 36.28% เชียวหรือนี่ เอแต่มันมีอะไรแปลกๆ หรือเปล่าเหมือนคะแนนมันหายนะ
-บัญชีรายชื่อ ทรท 16,246,368 + No vote 8,399,144 +|1,735,264 = 26,380,776 - 28,765,506 = -2,384,730
-แบบแบ่งเขต ทรท 15,387,223 + No vote 9,207,230 +|3,495,239 = 28,089,692 - 28,765,506 = -675,814
ส่วนต่างที่หายไปนี่หมายความว่าไงเอ่ย หรือเขาไม่รวมพรรคอื่นที่ได้คะแนน หรือเขาเหมามามั่วๆๆๆ
สงสัยต้องร้องเพลง มั่ว มั่ว นิ่ม มั่ว นิ่ม ให้รู้กันไปเลยประเทศไทย
ร้องไปคนเดียวเถอะคุณ. ถ้า “มั่ว มั่ว” ร้องลำบากจะเปลี่ยนเป็น “มอ มอ” ก็ย่อมได้.
นอกจากพรรคไทยรักไทยแล้ว ยังมี พรรคการเมืองที่อาสาสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (pdf) อีก 7 พรรค และแบบ ส.ส. เขตอีก 17 พรรค. ใจคอจะไม่ให้พรรคเหล่านี้ได้คะแนนเสียงบ้างเชียวหรือ? ถ้าคนที่ออกมาเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์มีแต่คนที่เลือกพรรคไทยรักไทยหรือไม่ก็ “โนโหวต” หรือไม่ก็ทำบัตรเสียเท่านั้นแล้วละก็ คนอย่างคุณ ชิต ปุริโสดม พรรคคนขอปลดหนี้ เขาจะเอา 3,033 คะแนนมาจากไหนไม่ทราบ? ที่มีเสียง “หาย” ไปน่ะถูกต้องแล้ว. ถ้ามันไม่หายสิ จะ ซ.ต.พ. ได้เลยว่าไม่ชอบมาพากล.
เจอที่ “พรรคเล็กพรรคน้อย”
แต่แล้วคนเลือกพรรคเล็กพรรคน้อยมากเป็นแสนเป็นล้านเชียวหรือ? ลองมาดูกันชัดๆ ดีกว่าว่าคะแนนเสียงที่อัจฉริยะทั้งสองท่านบอกว่า “หาย” นั้นมันหายที่ใดบ้าง
| “หาย” | % | |
|---|---|---|
| ภาคกลาง | 1,165,559 | 16% |
| ภาคเหนือ | 449,428 | 8% |
| ภาคอีสาน | 507,881 | 5% |
| ภาคใต้ | 184,904 | 5% |
| กทม. | 46,958 | 2% |
| ทั่วประเทศ | 2,354,730 | 8% |
| “หาย” | % | |
|---|---|---|
| ภาคกลาง | 310,680 | 4% |
| ภาคเหนือ | 15,159 | 0% |
| ภาคอีสาน | 117,408 | 1% |
| ภาคใต้ | 217,122 | 6% |
| กทม. | 15,145 | 1% |
| ทั่วประเทศ | 675,514 | 2% |
จะเห็นได้ว่าภูมิภาคที่มี “บัตรหาย” น้อยที่สุดคือกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็สมเหตุสมผลอยู่เพราะคนกรุงเทพส่วนใหญ่แทบทั้งหมดคงจะคิดว่าการเลือก “พรรคเล็กพรรคน้อย” (ซึ่งถึงเล็กแค่ไหนก็ยังส่งผู้สมัครลงมากกว่า “พรรคใหญ่” 3 พรรครวมกัน) เป็นการเสียเวลาเปล่า. นั่นเป็นสิทธิของพวกเขา แต่จะเหมาให้คนทั้งประเทศคิดเหมือนคนกรุงเทพย่อมเป็นไปไม่ได้. กรุงเทพแม้จะมีข้อดีหลายๆ อย่าง แต่ก็มีข้อเสียหลายอย่างเช่นกัน อย่างหนึ่งก็คือคนโง่ๆ ที่ชอบแสดงความโง่ของตัวเองบนเว็บไซต์ต่างๆ อยู่กันหนาแน่นเป็นพิเศษในกรุงเทพฯ.
และกระทั่งในกรุงเทพฯ เมืองศิวิลัยแห่งนี้ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะ มี 1-2% ที่เลือก “พรรคเล็กพรรคน้อย”. อย่างน้อยที่สุด ผู้สมัครเหล่านี้เค้าก็มีญาติพี่น้องและผองเพื่อนเหมือนกัน ถ้าพวกเขาไปออกเลือกคนของเขาแล้วคะแนนไม่ขึ้นมา นั่นสิจะเป็น “เสียงหาย” อย่างแท้จริง. แล้วทำไมคนทั่วไปถึงจะไปเห็นแผ่นป้ายหาเสียงหรือ การแถลงนโยบายในโทรทัศน์ (pdf) หรือตัวจริงของผู้สมัครพรรคเล็กเหล่านี้แล้วเกิดถูกใจขึ้นมาไม่ได้ ? พรรคประชากรไทยมีป้ายอยู่ทั่วกรุงเทพเหมือนกัน, ถ้าคะแนนแค่หลักหมื่นยังไม่ได้ก็จะใจดำกันไปหน่อยล่ะ.
โปรดสังเกตด้วยว่าถ้าคะแนนที่ “หาย” ไปให้กับ “พรรคเล็ก” ในระบบบัญชีรายชื่อมีสูงกว่าในการเลือกตั้งระบบเขตมาก กล่าวคือคิดเป็นมากกว่า 3 เท่า. คำอธิบายที่ง่ายที่สุดที่จะใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้ก็คือ “พรรคเล็ก” แต่ละพรรคลงแข่งขันชิง ส.ส. เขต ในเพียงไม่กี่เขต ในขณะที่มี 7 พรรคเล็กเป็นผู้แข็งขันปาร์ตี้ลิสต์ของทั้งประเทศ. ดังนั้น ผู้ใช้สิทธิจึงสามารถเลือก 7 พรรคนั้นได้เสมอในแข่งขันระบบบัญชีรายชื่อ ในขณะที่ในระบบแบ่งเขตบางเขตมีพรรคไทยรักไทยลงสมัครอยู่พรรคเดียวเท่านั้น (ถ้าไปเลือกพรรคอื่น ก็จะกลายเป็นบัตรเสียไป). นอกจากคำอธิบายง่ายๆ นี้แล้วยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ซับซ้อนกว่าเล็กน้อย ซึ่งผมจะพูดถึงในตอนหลัง. แต่สำหรับตอนนี้ เราน่าจะยอมรับได้แล้วว่าถ้าผลคะแนนนี้เป็นของที่แต่งขึ้นมา ก็เป็นการแต่งที่สมจริงมากพอควรทีเดียว ไม่ใช่เก๊แบบโต้งๆ อย่างที่คนโง่แบบโต้งๆ กล่าวหา.
ยังไงก็ไม่ถึง 2 ล้าน ?
ทีนี้ถ้าใครกำลังคิดจะยืนยันหัวชนฝาว่า 17 พรรคเล็กถึงจะแข่งทั่วประเทศยังไงก็ไม่มีทางได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์รวมกันถึง 2,354,730 เสียง, ผมขอให้ย้อนกลับไปดู ผลการเลือกตั้งคราวที่แล้ว เสียก่อน
| พรรค | คะแนนเสียง | ส.ส. |
|---|---|---|
| ไทยรักไทย | 18,993,073 | 67 |
| ประชาธิปัตย์ | 7,210,742 | 26 |
| ชาติไทย | 2,061,559 | 7 |
| รวม | 28,265,374 | 100 |
การเลือกตั้งครั้งนั้นมีผู้ลงคะแนนประมาณ 32,289,460 คน ซึ่งผมคำนวณจากการออกมาใช้สิทธิ 72% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 44,846,472 คน. คะแนนเสียง 4,024,086 หรือ 12% นั้นหายไปไหนไม่ทราบ? ก็ “หาย” ไปให้กับพรรคมหาชน (พรรคเล็กแต่ใจใหญ่), พรรคเล็กอื่นๆ, และก็บัตรเสีย. ผมยังหาคะแนนของพรรคมหาชนไม่เจอ แต่ในเมื่อพรรคถูกตัดออกจากการคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ นั่นก็ย่อมแปลว่าตัวเลขจะต้องต่ำกว่า 5% ของคะแนนเสียงทั้งหมดหลังตัดบัตรเสียออก. ถ้าเราจะยกประโยชน์ให้พรรคมหาชนแบบสุดๆ แล้วสมมุติให้เขาได้เสียง 4.99% (ปัดเป็น 5%) แล้วเอาไปคูณกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ ก่อนตัดบัตรเสียออก คะแนนเสียงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของพรรคมหาชนยังเป็นแค่ 1,614,473 (32,289,460 × 0.05) ซึ่งก็แปลว่ายังเหลือ “คะแนนหาย” ไปกับพรรคเล็กและบัตรเสียอยู่ถึง 2,409,613 เสียง (ขอย้ำว่าตัวเลขจริงจะต้องสูงกว่านี้ เพราะเราประมาณคะแนนให้มหาชนสูงเกินไป.)
ผมไม่ทราบว่าบัตรเสียในปี 2548 มีเท่าไรแน่ แต่เข้าใจว่าคงจะต้องน้อยกว่าครั้งนี้พอสมควรทีเดียว (พวกที่พยายามบอกว่าบัตรเสียในครั้งนี้เป็นการแสดงการต่อต้านคุณทักษิณไม่มีสิทธิเถียงข้อนี้). ดังนั้น ไม่ว่ายังไงคะแนนเสียง รวม ของพรรคเล็กในคราวที่แล้วยังไงก็ต้องอยู่ในหลักล้าน. ในเมื่อคราวนี้พรรคเล็กยิ่งมีภาษีดีขึ้นเพราะเหลือพรรคใหญ่อยู่เพียงพรรคเดียวทำให้ถูกดึงความสนใจไปน้อยลง ทำไมตัวเลขจะขึ้นถึง 2,354,730 ไม่ได้ฮึ?
ไหนว่า “ฮั้ว” ไง ?
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้งครั้งนี้มีเงื่อนไขพิเศษอีก. ยังจำได้ไหมว่าเมื่อข่าวออกมาว่าผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์คนหนึ่งของพรรคไทยรักไทยลาออกไปบวชและหมดคุณสมบัติ เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ดังขึ้นทันทีว่าอาจจะมีการ “ฮั้ว” การเลือกตั้งเพื่อให้พรรคประชากรไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ถึง 5% จะได้มี ส.ส. ครบองค์ประชุมและเปิดสภาเลือกนายกรัฐมนตรีได้. คนที่เชื่อข่าวลือนั่นในเวลานั้น (ซึ่งสองหน่อข้างบนนั่นย่อมจะเชื่อ) ไม่น่ามาทำทีเหมือนกับพรรคเล็กไม่เคยมีตัวตนอยู่ในโลกในเวลานี้ โดยถึงกับบอกว่าคะแนนเลือกพรรคเล็กคือ “เสียงหาย”. แต่ก็อีก ความล้มละลายทางปัญญาแบบดังกล่าวย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเหล่า “ชนชั้นกลางผู้มีการศึกษา” ทั้งหลายที่เชื่อเข้าไปได้ว่า รัฐบาลทักษิณฝักใฝ่ทั้งทุนนิยมและคอมมิวนิสต์. สมองของคนเหล่านี้สำลักความโง่ของตัวมันเองตายไปนานแล้ว แต่ปากยังไม่ยอมหยุดพูด.
กลับมาถึงเรื่อง “ฮั้ว”, ผมเองไม่ทราบหรอกว่ามีการร่วมมือกันเป็นระบบหรือไม่, แต่คนที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยย่อมมีสิทธิที่จะคิดหาทางออกให้สภาเปิดได้. และถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรคเล็ก ผมย่อมจะเอาจุดนี้ไปเป็นจุดขายเลย, ซึ่งก็น่าจะขายดีพอสมควร. เฉพาะในภาคกลาง, เหนือ, และอีสาน 3 ภาคนั้นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเล็กก็ปาเข้าไป 2,122,868 เสียงแล้ว. ผู้ที่จ้องจะด่าเรื่อง “ฮั้ว” จงรู้ไว้ด้วยว่าถ้านี่เป็นการการลงคะแนนทางยุทธวิธีให้เพื่อช่วยพรรคไทยรักไทยแล้ว นั่นย่อมแปลว่าคะแนนนิยมที่แท้จริงของพรรคไทยรักไทยยิ่งสูงไปกว่าที่เห็นอยู่อีก. ผมไม่ขัดข้องใดๆ ทั้งสิ้นหากใครจะสรุปเช่นนั้น.
ทว่า ถ้าใครคิดว่า ส.ส. เขตของพรรคไทยรักไทย “ฮั้ว” โดยให้ผู้สนับสนุนลงคะแนนเขตให้ตัวแต่ลงคะแนนบัญชีรายชื่อให้กับพรรคเล็ก, ผมต้องขอบอกว่าผิดถนัด เพราะพรรคไทยรักไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของ มากกว่า ส.ส.เขต ในทุกภูมิภาคยกเว้นภาคใต้. คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่พรรคเล็กได้เพิ่มขึ้นจากระบบเขตดูเหมือนจะเป็นคะแนนที่มาจาก บัตรเสีย ที่ลดลงมากกว่า.
บัตรเสีย (และโนโหวต) ไม่จำเป็นต้องเกลียดทักษิณ
หากจะให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแสดงประชามติต่อนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เราย่อมจำเป็นต้องดูที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์. แต่ขณะนี้ในสื่อมวลชนหลายเจ้าพยายามบิดเบือนเอาผลของเขตมาใช้ โดยบอกว่า ทรท. “แพ้” ในกี่เขตกี่เขต (แพ้ใครไม่ทราบ? เราไม่มีพรรคการเมืองชื่อ “โน โหวต” และถ้ามีมันจะแตกคอกันเสียจนทำให้วังบัวบานกับวังน้ำเย็นดูชื่นมื่นไปเลย). ในทุกภาคยกเว้นภาคใต้ บัตรเสียและโนโหวตในระบบแบ่งเขต ลดลง ในระบบบัญชีรายชื่อและไปเติมคะแนนให้กับพรรคเล็กและทรท. (ทักษิณ) แทน. ที่บัตรเสียลดไปเติมให้พรรคเล็กนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการเลือกพรรคเล็กพรรคเดียวกันในบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบมีโอกาสสูงที่จะยังผลให้บัตรหนึ่งเป็นบัตรเสีย (เนื่องจากพรรคเล็กดังกล่าวไม่ได้ส่ง ส.ส. ในเขตนั้น) และบัตรหนึ่งเป็นบัตรดี. ส่วนการลดลงของ “โน โหวต” ในปาร์ตี้ลิสต์ที่ส่วนหนึ่งไปเติมให้กับไทยรักไทยนั้นน่าสนใจกว่าเพราะแสดงว่าบางคนแม้ไม่ต้องการเลือกผู้สมัครของไทยรักไทยก็ยังต้องการให้คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ดี. และนี้ก็เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในทุกภาคยกเว้นภาคใต้.
หากเราจะตั้งสมการเพื่อเปรียบเทียบระหว่างรูปแบบการลงคะแนนในระบบเขตกับในระบบบัญชีรายชื่อแล้ว มันจะออกมาในรูปนี้สำหรับ 4 ภูมิภาค (รวมกรุงเทพฯ):
ทรท. เพิ่ม + พรรคเล็กเพิ่ม = (โนโหวตลด) + (บัตรเสียลด)
(สมการอาจไม่ลงตัวพอดีเนื่องจากการปัดเศษ.)
ภาคกลาง
1.6% + 11.5% = (6.7%) + (6.5%)

พรรคเล็กเพิ่มขึ้นสูงสุด: 11.5% และโนโหวตตกมากที่สุด: 6.7% ในภาคนี้.
ภาคเหนือ
4.2% + 7.6% = (2.9%) + (8.9%)

บัตรเสียตกลงมากที่สุดที่นี่: 8.9%
ภาคอีสาน
5.0% + 4.2% = (2.3%) + (6.9%)

คะแนนไทยรักไทยสูงสุดที่นี่: 75.5% และโนโหวตต่ำสุดที่: 13.2%
กทม.
2.4% + 1.2% = (1.8%) + (1.9%)

ความแตกต่างระหว่างไทยรักไทยและโนโหวตเล็กน้อยที่สุดที่นี่: 0.6%
ภาคใต้
ภาคนี้เป็นภาคกลับตาลปัตรกับภาคอื่นแทบจะโดยสิ้นเชิง กล่าวคือคะแนนปารตี้ลิสต์เมื่อเปรียบเทียบกับแบบแบ่งเขตลดลงในทุกด้านยกเว้นโนโหวต. ดังนั้นสมการของเราจึงกลายเป็นแบบนี้
(ทรท. ลด) + (พรรคเล็กลด) + (บัตรเสียลด) = โนโหวตเพิ่ม
(0.9%) + (0.9%) + (1.5) = 3.3
แต่นี้ก็ยังมีเหตุผลอยู่ดีเพราะมันคู่ขนานกับภาคอื่นๆ เพียงแต่ในทางตรงกันข้าม. กล่าวคือในระดับท้องถิ่น (ระบบแบ่งเขต) ก็มีแฟนประชาธิปัตย์บางคนที่แตกแถวไปเลือกพรรคอื่นหรือกระทั่งไทยรักไทย แบบเดียวกับที่ในระดับท้องถิ่นภาคอื่นก็มีแฟนไทยรักไทยแตกแถวไปเลือกพรรคอื่นหรือไม่เลือกเลย แต่เมื่อถึงเวลาเลือกระดับชาติ (ปาร์ตี้ลิสต์) ผู้ใช้สิทธิ์ทั้งสองจำพวกก็แสดงความภักดีต่อพรรคที่ตัวเองชอบตามเดิม.

ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าทรท. ได้คะแนนต่ำสุดที่นี่: 16.7% ในขณะที่โนโหวตสูงสุดที่นี่: 66.6%
สรุป

พรรคไทยรักไทยก็ยังชนะการเลือกตั้งนี้การเลือกตั้งนี้อย่างท่วมท้น
ไม่ว่าจะดูจากคะแนนเสียงรวมที่ได้รับที่ปารตี้ลิสต์ (56%) หรือเขต (53%) พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างท่วมท้น. สัดส่วนนั้นมีแต่จะสูงขึ้นหากตัดบัตรเสีย (อย่างที่ปกติในสากลโลกต้องตัด) และพรรคเล็กออก (อันนี้ทำเพื่อเปรียบเทียบเฉยๆ).
| ไทยรักไทย | โนโหวต | พรรคเล็ก | บัตรเสีย | |
|---|---|---|---|---|
| ผู้มาใช้สิทธิ | 56.5% | 29.2% | 8.2% | 6.1% |
| บัตรเลือกตั้งที่สมบูรณ์ | 60.2% | 31.1% | 8.7% | - |
| ทรท vs. 3 พรรค | 65.9% | 34.1% | - | - |
| ไทยรักไทย | โนโหวต | พรรคเล็ก | บัตรเสีย | |
|---|---|---|---|---|
| ผู้มาใช้สิทธิ | 53.5% | 32.0% | 12.2% | 2.3% |
| บัตรเลือกตั้งที่สมบูรณ์ | 54.8% | 32.8% | 12.4% | - |
| ทรท vs. 3 พรรค | 62.6% | 37.4% | - | - |
อย่างที่ได้แสดงให้เห็นแล้ว การวิเคราะห์คะแนนเสียงโดยภาพรวมอย่างคร่าวๆ (แต่ก็ละเอียดกว่า 2 อัจฉริยะแห่งพันธมิตรมหิงสาเยอะ) ไม่พบจุดใดชวนให้กังขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น “คะแนนที่หายไป”.
นี้เป็นเพียงอีกตัวอย่างหนึ่งที่คนที่จริงจังต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากไปกับการตอบโต้ข้อกล่าวหาชุ่ยๆ และเลื่อนลอยของคนปากพล่อยและสมองตาย. ถ้าเอาคนแบบนี้แบบนี้สัก 2-3 หมื่นไปยืนตากแดดจนของขึ้น, เอาคนอย่างคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล และคุณ เอกยุทธ อัญชัณบุตร และ นักพากย์ประชาชน ทั้งหลายมาเป็นหัวขบวน. ยิ่งมีกองเสริมกำลังหนุนอย่าง พรรคประชาธิปัตย์, วีรบุรุษประชาธิปไตย เสนาะ เทียนทอง, ลูกหนี้ดีเด่น ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และ สื่อมวลชนไทย ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมเราถึงได้เห็นการโจมตีแบบ ไร้ จริยธรรม, ไร้เหตุผล, และ ไร้ยางอาย แบบที่เราได้เห็นอยู่ตอนนี้. ผมได้พยายามใช้ความจริงและเหตุผลตอบโต้กับสิ่งเหล่านี้เท่าที่จะทำได้, แต่ก็เหมือนกับพยายามแกว่งสารส้มในคลองแสนแสบ. แรงน่ะมีอยู่หรอก. สารส้มก็มี. แต่ไม่มีเวลา.
แต่เอาเถอะ ว่าคนอื่นมาเยอะแล้ว ผมเองก็ต้องยอมรับว่า เขียนโพสต์ที่แล้ว โดยมองโลกในแง่ร้ายเลยเถิดไปมาก. กระทั่งคุณทักษิณเองก็เหมือนกัน. แม้ตอนให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์จะร่าเริงกว่าผมเยอะ แต่ก็ยังไม่วายถล่มตัวเกินไปที่บอกว่า “โนโหวต” ได้ 10 ล้านเสียง. จริงๆ แล้วผู้ไม่ประสงค์จะเลือกใครในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีแค่ 8,399,144 เสียง ต้องบวกบัตรเสียอีก 1,765,264 จึงจะได้ประมาณ 10 ล้าน. เราต้องยอมรับความจริงครับท่าน. เราต้องยอมรับความจริงว่าฝ่ายเราชนะการเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้นเหลือเกิน แบบเดียวกับที่ต้องยอมรับว่าถึงท่วมท้นแค่ไหนคะแนนเสียงของเราก็ไม่มีความหมายสำหรับคนที่กำลังต่อสู้เพื่อ “ประชาธิปไตย™”.
ฉะนั้น ขวิดข้างฝาต่อไปเถอะ พวกท่าน. ท่านชนะแล้ว. ท่านคือตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน. ประชาชนไม่เลือกเหมือนท่านก็เป็นเพียงเพราะท่านถูกโกง ทำให้เสียงของท่านหายไป 2 ล้านกว่าเสียง ดังที่สองสหายอัจฉริยะท่านได้สังเกตไว้อย่างแหลมคมอย่างยิ่ง. และถึงอย่างไรความชอบธรรมมันก็ไม่ได้วัดกันที่คะแนนเสียงอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่ที่ตัวท่านเพียงเท่านั้น.
เอ้า ฮุยเลฮุย.
08:42
▪ ติ ชม ผสมโรง [12] ▪
![]()
ชัยอนันท์ สมุทวณิช | 27.03.06 [3]
ผมเพิ่งได้อ่านบทความเรื่อง “ตัวตนที่แท้จริงของ ชัยอนันท์ สมุทวณิช” (มี ก๊อปปี้อยู่บนเว็บ ภายใต้อีกชื่อหนึ่ง) ซึ่งพูดถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของเขากับคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล. อ่านแล้วรู้สึกเฉยๆ เนื่องจากผมเข้าใจว่าคุณชัยอนันต์สนิทสนมกับคุณสนธิมาตั้งนานนมแล้ว รวมถึงตอนที่คุณชัยอนันต์เป็นที่รู้จักกันในนาม “ยาสามัญประจำบ้าน” ของรัฐบาลทักษิณด้วย. ถ้าความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้คุณชัยอนันต์ไม่น่าเชื่อถือตอนนี้ ตอนนั้นก็ต้องไม่น่าเชื่อถือด้วย. ทำไมสมัยนั้นไม่ยักมีใครวิจารณ์ล่ะ?
เอ… หรือว่ามี?
ก็มีอยู่ตรงนี้คนหนึ่งล่ะ. เมื่อสามปีครึ่งที่แล้ว ผมเรียกคุณชัยอนันต์ว่า “idiot” (“ไอ้หน้าโง่”) ที่พูดว่าระบบซีอีโอเป็น “ภูมิปัญญาของคนไทย ตั้งแต่อเมริกายังไม่ตั้งชาติด้วยซ้ำ คือเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5”. หลังจากนั้นผมก็ชำแหละงี่เง่าของคำพูดนั้นในบทความเรื่อง “ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ” โดยไม่ใส่ใจว่าคุณชัยอนันต์พูดไปเพื่อปกป้องนโยบายของคุณทักษิณ ซึ่งผมก็สนับสนุนอยู่ในตอนนั้น (แม้จะไม่เท่าตอนนี้). สำหรับผมแล้ว เมื่ออดีตศาสตราจารย์รัฐศาสตร์จุฬา (อดีตคณบดี?) และอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่กำลังจะถูกฉีกทิ้ง) สามารถปล่อยไก่ตัวเท่าควายบนหัวข่าวหน้าหนึ่งของ “หนังสือพิมพ์คุณภาพ (ต่ำ) เพื่อคุณภาพ (ย่ำแย่) ของประเทศ” โดยไม่มีใครทักท้วง นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวทางปัญญาของสังคมไทยได้อย่างชัดเจนที่สุด.
ความล้มเหลวนี้เป็นศัตรูของอารยชนทุกหมู่ทุกเหล่า แต่มันเป็นทาสรับใช้ที่ดีที่สุดของคนอย่าง คุณสนธิ ซึ่งผมภูมิใจที่จะบอกว่าเห็นธาตุแท้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอบนโทรทัศน์สมัยที่เขายังเชียร์คุณทักษิณเป็นคุ้งเป็นแควอยู่แล้ว.
ดังนั้น ถ้าคุณต้องการโต้ตอบคุณชัยอนันต์ สมุธวณิชหรือศาสดาจอมปลอมคนใดก็ตามแต่ อย่ามัวไปขุดค้น เบื้องหลัง ที่ยากจะพิสูจน์อยู่เลย ตอบโต้ ความซื่อบื้อสุดจะบรรยาย ของพวกเขาที่โทนโท่อยู่ เบื้องหน้า ดีกว่า. นอกจากจะง่ายกว่าแล้ว ยังเป็นการตัดขุมกำลังของกองกำลัง มหิงสา อย่างยั่งยืนอีกด้วย.
16:04
▪ ติ ชม ผสมโรง [3] ▪
![]()
อาจารย์ธรรมศาสตร์หนุนทุนนิยมและเข้าข้างทักษิณ | 23.03.06 [8]
คุณอ่านถูกแล้ว และนี่ก็ไม่ใช่วันเมษาหน้าแตก (April’s Fool) ด้วย.
บทสัมภาษณ์ของ ประชาไท กับคุณ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ นี้อายุเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว และผมก็ไม่เห็นด้วยกับทุกอย่างที่เขาพูด แต่มันคงอีกนานกว่าจะมีอาจารย์ไทยคนใดเซอร์ไพรสผม (ในทางที่ดี) ได้เท่านี้:
อาจารย์เคยเขียนในบทความในที่ต่างๆ ว่า แท้ที่จริงแล้วความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นเวลานี้ คือจุดเปลี่ยนที่สังคมไทยต้องเลือกว่าจะก้าวไปสู่ทุนนิยมที่พัฒนาแล้ว หรือทุนนิยมล้าหลัง
ใช่ การต่อสู้ทางการเมืองที่เป็นอยู่ เป็นการต่อสู้ของ 2 ค่ายว่า แนวทางการพัฒนาสังคมจะเป็นไปตามโลกาภิวัตน์หรือไม่ อนาคตเราจะเป็นยังไง นี่คือเบื้องหลังที่สู้กัน แต่ข้างหน้าก็ชูธง ขายชาติๆ ชูธงเรื่องไม่โปร่งใส่ คอร์รัปชั่น จริยธรรม อะไรต่างๆ แต่ทีเป็นเบื้องหลังจริงๆ ก็คือ จะเอาโลกาภิวัตน์หรือไม่
มองในแง่ดีกระบวนการภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวได้สร้างความตื่นตัวทางการเมืองครั้งใหญ่ให้สังคมอีกครั้ง มันอาจจะช่วยให้การเมืองไทยพัฒนาไปอีกขั้น?
ผมว่ามันกำลังทำลายแล้วฉีกรัฐธรรมนูญอย่างนี้ จะเอารัฐบาลพระราชทาน ถึงขนาดให้มีทหารออกมา ใช่ไหม หรือคุณจะเถียงอีก ไอ้พวกนี้อยากให้ทหารปฏิวัติยึดอำนาจ แล้วเอารัฐบาลพระราชทาน
แต่มันมีหลายสายภายใต้กลุ่มเดียว ไม่เป็นเอกภาพ
ก็นั่นแหละ แล้วมันจะรวมกันอยู่ได้ยังไง แล้วถ้าใครจะเอาทหารออกมาปฏิวัติ เป็นเผด็จการ คุณก็ต้องไล่มันออก จะไปร่วมกับมันทำไม
ก่อนที่ทุกอย่างจะถึงจุดนี้ ตอนที่คัดค้านกันแรกๆ ก็เพียงเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก เพราะประเด็นปัญหา ‘จริยธรรม’ แต่นายกฯ ก็ไม่ออก อาจารย์มองประเด็นจริยธรรมยังไง
มันเป็นแค่เกมการเมือง ย้อนถามว่าไอ้พวกที่พูดมันมีจริยธรรมสักแค่ไหน
กระทรวงทรัพยากรฯ น่าจะคุ้มครองนักวิชาการอย่างคุณพิชิตยิ่งกว่าสัตว์ป่าสงวน เพราะเท่าที่เห็นมีอยู่รายเดียว แถมยังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษและมีศัตรูธรรมชาติเต็มไปหมด.
ป.ล. คำว่า “นักเศรษฐศาสตร์” นั้นมีความหมายในเมืองไทยกลับตาลปัตรกับประเทศทั่วไปในโลก. หากจะนับจากความเห็นที่ได้ลงบนหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว ความคิดแบบคุณ ผาสุก พงษ์ไพจิตร นั้นเป็น “กระแสหลัก” ในขณะที่แบบของคุณพิชิตนั้นเป็น “ทางเลือก” ที่ใกล้จะไม่มีโอกาศเลือกเต็มที.
00:20
▪ ติ ชม ผสมโรง [8] ▪
![]()
ชินคอร์ป | 11.03.06 [1]
ผมแปลงข้อมูลของคุณ “คนไทยเพื่อคนไทย” เป็น HTML เพื่อให้อ่านกันได้ง่ายๆ บนเว็บ: ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ทักษิณ ชินวัตร และ ชินคอร์ป.
ตอนนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่อย่างน้อยก็อ่านง่ายกว่าต้นฉบับเยอะ.
14:57
▪ พบปัญหาโปรดแจ้ง [1] ▪
![]()
|
