กินไม่ได้ แต่สนเท่ห์ | 30.01.05
กาลครั้งหนึ่งเมื่อกลางเดือนธันวาคมปี 2547 กระทาชายนายหนึ่งนามว่า สรรพวร วามวาณิชย์ อีเมล 2 บทแรกของหนังสือเกี่ยวกับสื่อมวลชนไทยที่เขากำลังเขียนไปให้เพื่อน 2 คนเพื่อขอความคิดเห็น.
เขาปรารถนามานานแล้วให้มีคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องมาช่วยอ่านและติชมงานเขียนของเขาบ้าง แต่เมื่อได้ส่งอีเมลดังกล่าวออกไป เขาก็รู้สึกทันทีว่านั่นไม่ใช่วิธีการที่ดี. ในความคิดของเขา การส่งต้นฉบับไปให้ผู้คนมันเหมือนกับการชวนคนมาชิมอาหารในครัว — นอกจากจะรับคนได้จำนวนจำกัดแล้ว ยังไม่น่าดูอีกต่างหาก. มันน่าจะมีวิธีการที่ดีกว่านั้น, เขาบอกตัวเอง. วิธีที่ปล่อยให้คนในวงกว้างอ่านแต่ละบทที่เขาเขียนเสร็จได้ตามใจชอบโดยไม่ต้องรอเขาส่งไปให้, วิธีที่อนุญาตให้คนอ่านแต่ละคนแสดงความคิดเห็นไม่เพียงแต่ให้เขาฟัง แต่ยังให้คนอื่นๆ ได้รับรู้และร่วมวงสนทนาด้วย, วิธีที่อำนวยความสะดวกต่อใครก็ตามที่ต้องการค้นคว้าหรือตรวจสอบข้อมูลที่เขาอ้างอิง, วิธีที่จะส่งให้หนังสือของเขาโด่งดังเหมือนกับของ เดวิด เบ็คแฮม, จะต่างกันก็เพียงตรงที่เขา เขียนหนังสือเอง เท่านั้น…
โอเค ประการหลังสุดนี่เขายอมรับว่ายังมองไม่เห็นหนทาง. แต่ด้วย สาระสนเท่ห์ เขาได้พบคำตอบสำหรับความต้องการ 3 ประการแรกสำหรับหนังสือของเขาแล้ว.
แต่ทำไมถึงจะหยุดแค่หนังสือล่ะ? ทุกวันนี้เขามีเรื่องอยากพูดเยอะกว่าที่เขาสามารถจะบรรจุลงไปในหนังสือได้มากมายนัก โดยเฉพาะเกี่ยวกับผู้คนที่บิดาของเขาเรียกด้วยวลีคลาสสิกว่า “โง่แล้วเสือกมีไมค์”.
สรรพวรเชื่อว่าคนเราไม่ต้องมีไมค์ก็มีเสียงได้. เว็บไซต์นี้คือเสียงของเขา และด้วยเสียงนี้ เขาต้องการจะบอกให้โลกรู้ว่า…
เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป? สรรพวรจะพูดว่าอะไรกันแน่? โปรดติดตามตอนต่อๆ ไปได้ที่ สาระสนเท่ห์ ทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ที่เขาเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นภาษาคนได้สำเร็จ.
15:40 ▪ โปรดทราบ
