จับบุชได้เอ็นจีโอ | 7.03.05
ขุดบ่อได้คน
มีครอบครัวหนึ่ง ตั้งอยู่ไกลจากแม่น้ำหลายลี้ การใช้น้ำแต่ละวันต้องมอบหมายให้คนไปตัก
เพื่อตัดความยุ่งยากและประหยัดแรงคน เจ้าของบ้านจึงตกลงขุดบ่อน้ำขึ้นในบ้านบ่อหนึ่ง
เมื่อขุดสำเร็จ เขาก็เล่าให้เพื่อคนหนึ่งฟังว่า “เมื่อได้ขุดบ่อน้ำนี้แล้ว ทางบ้านข้าพเจ้าก็ไม่ต้องใช้คนไปตักน้ำไกลๆ อีก เท่ากับขุดได้คนคนหนึ่งทีเดียว”
เพื่อนคนนั้นได้เอาคำพูดเหล่านั้นไปถ่ายทอดให้เพื่อนคนอื่นๆ ฟังอีก แล้วเรื่องนี้ก็เล่าต่อๆ กันไปจากปากหนึ่งไปยังอีกปากหนึ่ง ไม่ช้าไม่นาน คำพูดเหล่านี้ก็กลายเป็นว่า “มีครอบครัวหนึ่ง ขุดข่อน้ำในบ้านและขุดได้คนหนึ่งขึ้นมา คนคนนี้สามารถหาบน้ำได้”
เมื่อข่าวนี้ลือไปเข้าพระกรรณของกษัตริย์ พระองค์ก็ทรงอยากจะดูให้แน่ว่าคนที่ขุดขึ้นมาได้จากบ่อน้ำนั้นรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร? จึงตรัสสั่งข้าราชบริพารให้ไปสืบดู ในที่สุดพระองค์ก็ทรงรู้สึกผิดหวังในข่าวลือ
— จากหนังสือ นิทานอุปมาจีนโบราณ
ตั้งแต่ผมอ่านนิทานเรื่องนี้ครั้งแรกตอนยังเป็นเด็กประถม “ขุดบ่อได้คน” ก็เป็นคติประจำใจที่ผมหวนนึกถึงเสมอเมื่อได้ยิน…
ไม่หรอก ผมล้อเล่น. ผมอ่านเรื่องนี้สมัยอยู่ชั้นประถมจริง แต่ผมลืมมันไปนานแล้ว. เพิ่งเร็วๆ นี้ที่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอีกทีหรอก ผมถึงจำได้. คุณหลายคนก็คงเคยได้อ่านเรื่องนี้หรือเรื่องทำนองนี้มาแล้วแต่ไม่เคยหวนคิดถึงมันอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่รับ “ข่าวสาร” ที่บรรดา “หมาเฝ้าบ้าน” ของเราคาบมาให้. นั่นชวนให้สงสัยยิ่งนักว่าทำไม. เพราะมันเป็น “แค่” นิทานหรือ? นิทานโบราณนี้ไม่อาจถูกประยุกต์ใช้กับชีวิตสมัยใหม่ของเราหรือ? หรือว่าสื่อมวลชนมืออาชีพไม่ควรถูกนำไปเปรียบกับชาวบ้านธรรมดา? ผมมีเรื่องจริงในยุคปัจจุบันเรื่องหนึ่งที่อาจช่วยให้เราตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีขึ้น.
* * *
16 ตุลาคม 2546 – สัปดาห์เอเปคเริ่มขึ้นแล้ว. ตลาดนัดการลงทุนเอเปคเริ่มเปิดตลาดวันนั้น, รัฐมนตรีเอเปคกำลังเตรียมตัวสำหรับการประชุมในวันถัดมา, ผู้นำเอเปคกำลังทยอยกันมาถึงกรุงเทพในระหว่าง 3 วันข้างหน้า, และโรงเรียน “วิชาชีพ” เอเปคในค่ายทหารก็กำลังรอจะปล่อยนักเรียนออกไปอยู่บนสะพานลอยตามเดิมหลังสัปดาห์เอเปคจบ. คนไทยทุกคนล้วนใจจดใจจ่ออยู่กับการแสดงศักดิ์ศรีอันยอดเยี่ยม ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ของประเทศครั้งนี้ ยกเว้นแต่คนที่กำลังเกาหัวแกรกๆ ด้วยสงสัยว่าเค้าบ้าอะไรกัน. ตัวผมเองอยู่ในพวกหลัง ชั่วแต่ว่าได้รับหางเลขของกระแสเอเปคพอที่จะทำสิ่งหนึ่งที่นานๆ ทีถึงจะทำ — นั่นก็คือเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ มติชน.

แต่แล้ว มติชน ก็ยังเป็น มติชน อยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะเอเปคหรือไม่เอเปค. ผมเปิดไปได้แค่หน้า 2 ก็ต้องสะดุด: (จาก “ยาหอม‘จอร์จ บุช’”, 16 ต.ค. 2546)
หมายเหตุ – เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม “เนชั่นแชนนัล” สถานีโทรทัศน์ข่าว 24 ชั่วโมงของเครือเนชั่น รายงานสดจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จากการสัมภาษณ์ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้นำสหรัฐ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวจากประเทศไทยสัมภาษณ์ถึงทำเนียบขาว เนื่องในโอกาสที่จะเดินทางมาไทยเพื่อประชุมผู้นำเอเปคและเยือนเอเชียคือญี่ปุ่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย
●การเดินทางมาไทยและเข้าพบนายกรัฐมนตรีของไทยจะพูดประเด็นใดบ้าง
สหรัฐจะประกาศให้ประเทศไทยมีสถานภาพเป็นพันธมิตรพิเศษนอกกลุ่มนาโต้ (องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ) ที่อเมริกาเป็นสมาชิกอยู่ด้วย โดยพันธมิตรส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งเป็นเรื่องของความมั่นคงทางด้านทหารเป็นกรณีพิเศษ และตั้งใจว่าจะแสดงให้เห็นว่าไทยและอเมริกามีความสัมพันธ์มั่นคงเป็นพิเศษ และจะแจ้งให้กับสภาคองเกรสทราบต่อไปว่าไทยเป็นพันธมิตรพิเศษ
สิ่งที่ไทยจะได้รับคือสิทธิพิเศษทางทหารอุปกรณ์ทางทหารที่สั่งซื้อในยามคับขันเป็นการพิเศษได้ก่อนคนอื่น สามารถมีโอกาสและรับรู้ข้อมูลข่าวกรองร่วมกัน ใช้อาวุธที่สหรัฐฝากไว้ที่ไทยเป็นสิ่งที่ส่อว่าไทยเป็นเพื่อนและพันธมิตรพิเศษ
กลิ่นตุๆ ที่โชยมาจากทั้งหมายเหตุและคำสัมภาษณ์นั้นทำให้ผมต้องรีบแจ้นไปหาทรานสคริปต์ภาษาอังกฤษของการสัมภาษณ์นี้มาเปรียบเทียบทันทีที่อ่านจบ.
ผมขอให้คุณนั่งลงให้สบายๆ ก่อนที่จะอ่านต่อไป. นั่งดีหรือยัง? แจ๋ว ทีนี้ฟังนี่: ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียวในทั้งหมดที่คัดมาข้างบนที่มาจากการสัมภาษณ์ประธานาธิบดีบุชโดยคุณเทพชัย หย่อง แห่งเนชั่นกรุ๊ปในบ่ายวันที่ 14 ตุลาคม 2546 (เช้ามืดวันที่ 15 ในประเทศไทย). คำถามข้างบนไม่ใช่ของคุณเทพชัย และคำตอบข้างบนก็ไม่ใช่ของ มร. บุช. ประโยคเดียวก็ไม่เหมือนกัน. ศูนย์.
นี่คือคำถามและคำตอบแรกของการสัมภาษณ์นั้นตาม ทรานสคริปต์ฉบับทางการ จากกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา[1]
Q Mr. President, I understand that during your visit to Bangkok you’ll be announcing that your administration will designate Thailand as a major non-NATO ally. What does it mean to Thailand and to Thai-American relations?
THE PRESIDENT: First of all, you’re a pretty darn good reporter. Secondly, it’s probably best that I not reveal what the Prime Minister and I are going to talk about until after we talk about it.
However, having said that, Thailand and the United States are very close friends. The level of cooperation has been really strong, particularly in matters of common interests. We have a common interest to make sure our countries are secure from terrorism. As you know, the Thai government very capably — I emphasize “capably” — brought to justice Mr. Hambali, the planner of the Bali bombings in Indonesia, the killer of hundreds of innocent lives. And I really — and it was a piece of really good work. My only point is that we value our relationship and friendship on this key matter.
Of course, I’ll be talking economics, as well. Our non-NATO ally status is something I want to speak to privately first with the Prime Minister — and not on your TV screen, if you don’t mind, but it’s a very good question. (Laughter.)
[ถาม] ท่านประธานาธิบดี, ผมเข้าใจว่า ระหว่างการเยือนกรุงเทพฯ ของคุณ คุณจะประกาศว่ารัฐบาลของคุณจะประกาศให้ประเทศไทยเป็นพันธมิตรหลักนอกนาโต้. นี่มีความอย่างไรต่อความสัมพันธ์ไทย-อเมริกา?
ประธานาธิบดี : แรกสุดเลยนะ คุณนี่เป็นนักข่าวที่ไม่เบาเลยจริงๆ. ข้อสอง มันคงจะเป็นการดีที่สุดที่จะไม่เปิดเผยสิ่งที่นายกรัฐมนตรีกับผมจะคุยกันจนกว่าเราจะได้คุยกันไปแล้ว.
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาเป็นเพื่อนใกล้ชิดกันมาก. ระดับความร่วมมือเข้มแข็งเสมอมา โดยเฉพาะในเรื่องที่เรามีหิตประโยชน์ร่วมกัน. เรามีหิตประโยชน์ร่วมกันอันหนึ่งที่จะทำให้แน่ใจว่าประเทศของเราปลอดภัยจากการก่อการร้าย. อย่างที่คุณทราบ รัฐบาลไทยทำงานอย่างมีความสามารถมาก — ขอย้ำ “มีความสามารถมาก” — ในการจับกุมตัว มร. ฮัมบาลี[2], ผู้วางแผนของการวางระเบิดที่บาหลีในอินโดนีเซีย, ผู้ฆ่าชีวิตบริสุทธิ์เป็นร้อยๆ. และผมจริงๆ — และมันเป็นผลงานชั้นยอดจริงๆ. ประเด็นเดียวของผมคือว่า เราเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์และมิตรภาพของเราในเรื่องสำคัญนี้.
แน่นอน ผมยังจะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจอีกด้วย. เรื่องสถานะเป็นพันธมิตรนอกนาโต้ของเราเป็นสิ่งที่ผมอยาก[ขอ]พูดกับนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวก่อน — ไม่ใช่ในจอทีวีของคุณ, ถ้าคุณไม่รังเกียจ, แต่มันเป็นคำถามที่ดีมาก. (หัวเราะ.)
[แปลเป็นภาษาไทยโดยผมเอง; ตัวเน้น เป็นของผม; คำถามถูกทำเป็น ตัวหนา เพื่อให้เป็นแบบเดียวกับของ มติชน]
ก็บอกแล้วว่าไม่ตรงกันแม้แต่ประโยคเดียว.
ในนิทาน อย่างน้อยเจ้าของบ้านยังได้เล่าถึงการขุดบ่อจริงและพูดว่า “ขุดได้คน” จริง. แต่นี่สิ่งที่ มร. บุช ปฏิเสธ จะพูดถึงกลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกเขียนเป็นตุเป็นตะใน มติชน. ใช่ การประกาศสถานะพันธมิตรหลักนอกนาโต้สุดท้ายได้เกิดขึ้นจริง แต่นั่นไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า สิ่งที่ มติชน ตีพิมพ์ข้างบนไม่ได้มาจากการสัมภาษณ์. คุณอยากจะเม้าธ์, เดา, ลือ (ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า “วิเคราะห์” ในภาษาของ “หมาเฝ้าบ้าน”) เรื่องอะไรก็ได้ แต่คุณไม่มีสิทธิเอาคำพูดของตัวเองไปยัดใส่ปากคนอื่น, โดยเฉพาะในการรายงานการสัมภาษณ์, โดยเฉพาะเมื่อมันไม่ถูกต้อง (“มีโอกาสและรับรู้ข้อมูลข่าวกรองร่วมกัน ใช้อาวุธที่สหรัฐฝากไว้ที่ไทย[3]), และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าตัวปฏิเสธชัดเจนที่จะพูดถึงเรื่องนั้น.
โดยปกติแล้ว สิ่งที่เพิ่งเขียนไปนี้น่าจะเป็นไฮไลต์ของบท แต่นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะเรากำลังพูดถึงสื่อมวลชนไทยกันอยู่. ความมั่วระดับโลกข้างบนถูกต้องชิดซ้ายให้สิ่งที่ตามมาใน มติชน:
●ไปเมืองไทยจะเจอเอ็นจีโอและ ทางการไทยอาจจะจับกุมผู้ประท้วง
สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าชื่นชมที่ให้คนไทยมีสิทธิแสดงออกในความคิดเห็นของตัวเองได้ ข้าพเจ้ายอมรับว่าคนในโลกอาจไม่เห็นด้วยกับอเมริกา แต่สังคมควรให้สิทธิประชาชนแสดงความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สังคมไหนที่ให้ประชาชนแสดงความเห็นเช่นเอ็นจีโอไทย สังคมนั้นน่าชื่นชม
แต่ที่ว่าจะมาขู่จับ(เอ็นจีโอ)นั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย การประท้วงก็เป็นเรื่องปกติ และรู้ดีว่าจะมีคนมาประท้วงข้าพเจ้า เป็นเรื่องปกติ ไปที่ไหนก็มีคนมาประท้วง อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าทางการไทยจะให้ความปลอดภัยกับผู้นำประเทศเอเปคได้เป็นอย่างดี
[ตัวหนา ของ มติชน; ตัวเน้น ของผม]
เทียบกับของจริงข้างล่าง:
Q You may admire, Thaksin, the Prime Minister, for being supportive of the anti-terror campaign. But there are people in Thailand who are not happy with that, against the war in Iraq and, again, your policy of preemption. And there are people who plan to stage a demonstration to demand that you be arrested during your visit in Bangkok. How do you respond to these critics?
THE PRESIDENT: (Laughter.) Well, I’m — first of all, a society which allows for people to express themselves is the kind of society I admire. I don’t expect everybody to agree with my policies. And I appreciate the fact that they are able to express themselves. I’m not so sure I agree with their desire to have me arrested.
[. . .]
[ถาม] คุณอาจจะชื่นชมทักษิณ, นายกรัฐมนตรี, ที่สนับสนุนการต่อสู้กับการก่อการร้าย. แต่มีคนในประเทศไทยที่ไม่พอใจกับเรื่องนั้น, ต่อต้านสงครามในอิรัก, แล้วก็นโยบายตัดตอนของคุณ. และก็มีคนที่วางแผนจะเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้คุณถูกจับกุมตัวในระหว่างการเยือนกรุงเทพของคุณ. คุณจะตอบผู้คัดค้านเหล่านี้ว่าอย่างไร?
ประธานาธิบดี: (หัวเราะ.) อืม ผม – ก่อนอื่น สังคมที่ให้โอกาสผู้คนแสดงออก[ความคิดเห็นของ]ตัวเองเป็นสังคมแบบที่ผมชื่นชม. ผมไม่คาดหวังให้ทุกคนเห็นด้วยกับนโยบายของผม. แต่ผมซาบซึ้งกับความจริงที่ว่าเขากำลังแสดงออก[ความคิดเห็นของ]ตัวเอง. [แต่]ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าผมเห็นด้วยกับความปรารถนาของพวกเขาที่จะให้ผมถูกจับกุม.
[. . .]
[ตัวเน้น เป็นของผม.]
จากจับกุมบุชกลายเป็นจับกุมผู้ประท้วงและเอ็นจีโอ? นี่มันเหมือนกับ “ขุดบ่อได้คน” เพี้ยนไปเป็น “ขุดบ่อแล้วคนตกลงไปตาย”.
นอกจากนี้ มันยังมีความมั่วอื่นๆ ในคำถามคำตอบนี้ซึ่งเราไม่ควรปล่อยให้ความมั่วหลุดโลกอย่าง “จับบุชได้เอ็นจีโอ” มาบดบังไปเสีย. สิ่งตามหลังที่ขีดเส้นใต้ — ตั้งแต่ “การประท้วงเป็นเรื่องปกติ…” ไปจนถึง “…ผู้นำประเทศเอเปคได้เป็นอย่างดี” — มาจากจินตนาการล้วนๆ ไม่ต่างจากคำตอบเรื่องพันธมิตรหลักนอกนาโต้ก่อนหน้านั้น. อันนี้จะน่าเกลียดกว่าด้วยซ้ำ เนื่องจากคำว่า “ประท้วง” ซึ่งปรากฏ 3 ครั้งติดต่อกันไม่เคยถูกเอ่ยถึงแม้แต่ครั้งเดียวใน 6 นาทีของการสัมภาษณ์ ไม่ว่าจะโดย มร. บุช หรือคุณเทพชัย. คำว่า “เอ็นจีโอ” ก็ไม่มีเช่นกัน. ดังนั้น มร. บุช ไม่เคยแสดงออกว่า “ชื่นชมเอ็นจีโอไทย” อย่างในหัวข่าวของ มติชน, เขาชื่นชม “สังคม” ไทยต่างหาก. ถ้าคุณไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง เอ็นจีโอ กับ สังคม, คุณหมาเฝ้าบ้าน, นั่นอาจเป็นเพราะคุณใกล้ชิดเกินไปกับอย่างแรก ในขณะที่ห่างเหินเกินไปจากอย่างหลัง.
เฮ้อ ยังดีนะเนี่ยที่ทั้งหมดนี้มาหลบอยู่ที่หน้า 2 ไม่ได้ถูกเอาไปประโคมบนหน้าหนึ่ง. ไม่งั้นผู้คนจะยิ่งเข้าใจผิดกันมากกว่านี้อีก. เฮ้ย เดี๋ยวก่อน…

(โปรดสังเกตบรรทัดใต้พาดหัวหลัก “บอกไม่เห็นด้วยไทยขู่จับม็อบ” และถ้อยคำ ในอัญประกาศ ข้างภาพถ่ายมุมขวาบนที่ว่า “สังคมไหนที่ให้ประชาชนแสดงความเห็นเช่นเอ็นจีโอไทยสังคมนั้นน่าชื่นชม”.)
* * *
ฉะนั้น ถ้าเมื่อตอนแรกที่ผมถามคุณเกี่ยวกับนิทานและเรื่องจริงแล้วคุณตอบทำนองว่า “ใช่ นิทานกับเรื่องจริงมันเปรียบกันไม่ได้หรอก” ผมต้องขอบอกว่า… คุณคิดถูกแล้ว! ด้วยการสื่อสารที่ฉับไว เครือข่ายอันกว้างไกล และวิทยาการสมัยใหม่ “หมาเฝ้าบ้าน” ของเราสามารถทำเรื่องให้ผิดเพี้ยนกว่า เร็วกว่า และด้วยคนน้อยกว่า. มันทำทั้งหมดที่คุณเห็นข้างบน — ตั้งแต่เสกคำพูดเป็นย่อหน้าๆ ขึ้นมาหน้าตาเฉยไปจนถึงแปลงเนื้อหาจากหน้ามือกลายเป็นหลังเท้า — ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง โดยผ่านผู้เกี่ยวข้องเพียง 3 ฝ่าย (หรืออาจจะ 2 ฝ่ายกับอีก 1 หน่อ). ถ้าพวกชาวเมืองในเรื่อง “ขุดบ่อได้คน” รู้เข้าคงต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ข้าน้อยขอคารวะ.”
แต่จะคารวะใคร? ใครมากใครน้อย? ผู้เกี่ยวข้องทั้งสาม — มติชน, เนชั่นแชนนัล, และคุณเทพชัย หย่อง — แต่ละฝ่ายมีบทบาทอย่างไรในเรื่องอื้อฉาวนี้? เราจะตอบคำถามเหล่านี้โดยละเอียดในบทที่ XX.
สำหรับตอนนี้ ผมอยากให้คุณตระหนักเพียงว่า มันเป็นไปได้ที่สิ่งที่คุณรับรู้มาจากสื่อมวลชนมันจะเป็นคนละเรื่องกันความจริง. ไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่น่าจะตรงไปตรงมาอย่างการรายงานคำสัมภาษณ์. และไม่เว้นแม้แต่คำสัมภาษณ์ของคนสำคัญที่ได้ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดและสามารถตรวจสอบได้อย่างในกรณีนี้. จากนั้นผมขอให้คุณนึกต่อไปถึงรายงานอย่างอื่นที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนคำสัมภาษณ์, แล้วก็ข้อมูลที่ถูกอ้างถึงแบบทีเล่นทีจริงในคอลัมน์ต่างๆ, แล้วก็การ “วิเคราะห์” ปากเปล่าเป็นคุ้งเป็นแควในวิทยุและโทรทัศน์? คุณคิดว่ามีความจริงเหลืออยู่เท่าไหร่ในสิ่งเหล่านั้น. เรื่อง “จับบุชได้เอ็นจีโอ” นี้มันเพียงพอหรือเปล่าที่จะทำให้คุณเลิกตอบว่า “ก็ฉันอ่านมานี่นา” หรือ “ก็ในทีวีเค้าว่าอย่างงี้นี่” เวลาที่มีคนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ “ข่าว” ที่คุณเก็บมาเล่าต่อ? ถ้าพอก็ดีแล้ว คุณจะได้ไม่เป็นเหมือนกษัตริย์และชาวเมืองในนิทาน. แต่ถ้าไม่พอ หนังสือเล่มนี้ยังมีอีก X บท.
[1] ซึ่งเหมือนกันทุกอย่างกับ ทรานสคริปต์ของ เดอะ เนชั่น ที่ลงพิมพ์ในวันที่ 19 ตุลาคม ยกเว้นแต่ว่า เดอะ เนชั่น ตัดสองครั้งที่บุชพูดสั้นๆ ว่า ] “Yes” และท่อนอำลา (เทพชัย: “Thank you very much for your time.” บุช: “I’m really looking forward to coming to your beautiful country.” ออก.
[2] “brought to justice” แปลตรงตัวว่า “นำ(ตัว)มาสู่ความยุติธรรม”.
[3] การแลกเปลี่ยนข่าวกรองเป็นสิ่งประเทศต่างๆ ทำกันเป็นปกติธรรมดา และไม่เกี่ยวข้องกับสถานะ พันธมิตรหลักนอกนาโต้ (MNNA) แต่อย่างใด. (ในกรณีนี้ เราแน่ใจได้เลยว่าการแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างไทยกับสหรัฐมีมานานก่อนปี 2546.) ความร่วมมือที่สถานะ MNNA อนุญาตเป็นพิเศษคือความร่วมมือใน โครงการวิจัยและพัฒนา ทางทหารและต้านการก่อการร้ายต่างหาก. ส่วนการ “ใช้อาวุธที่สหรัฐฝากไว้” ก็น่าจะทำให้ใครก็ตามที่มีสามัญสำนึกต้องเอะใจเช่นกัน. ประเทศ MNNA สามารถมีคลังอาวุธสำรองของอเมริกานอกฐานทัพสหรัฐได้ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าสามารถเอาของในนั้นไปใช้ได้.
แก้ไขครั้งล่าสุด: 09.04.05
บทตัวอย่างถัดไป: « ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ | คนไทย 600 ล้านคน »
