คนไทย 600 ล้านคน | 22.03.05

หมานับเลขเป็น.

ใช่แล้วครับ นั่นคือผลสรุปจากการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญพฤติกรรมสัตว์ โรเบิร์ต ยัง และ รีเบคคา เวสต์ ตามรายงานของวารสาร New Scientist.

เลียนแบบการทดลองที่แสดงให้เห็นว่าทารกอายุ 5 เดือนนับเลขเป็น ยังและเวสต์วางอาหารสุนัขหนึ่งชิ้นไว้หน้าคุณหมา แล้วก็ยกฉากขึ้นมาบัง จากนั้นก็เติมอาหารอีกชิ้นหนึ่งลงไปต่อหน้าคุณหมาที่มองอยู่ เสร็จแล้วค่อยเอาฉากลง. เคล็ดของมันอยู่ที่ว่าระหว่างที่ฉากบังอาหารอยู่นั้น นักทดลองสามารถแอบเติมอาหารอีกชิ้นหนึ่งหรือดึงออกชิ้นหนึ่งโดยไม่ให้คุณหมาเห็น ทำให้มันดูเหมือนว่า 1+1=3 หรือ 1+1=1 ตามลำดับ. ผลของการทดลองแบบนี้กับสุนัขพันทาง 11 ตัวก็คือ คุณหมาจะมองอาหารด้วยอาการปกติถ้าการเติมอาหารเป็นไปตามธรรมดา (1+1=2) แต่จะแสดงอาการสับสนด้วยการจ้องอาหารนานเป็นพิเศษถ้าผลลัพธ์ถูกนักทดลองเล่นกลให้ไม่เป็นไปตามที่คาด. นี่บ่งชี้ว่าสุนัขมีความสามารถขั้นพื้นฐานในการนับ ซึ่งก็คือการจับคู่ตัวเลขเข้ากับวัตถุแต่ละอันและเข้าใจว่าตัวเลขแต่ละตัวคือจำนวนรวมของวัตถุตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนั้น.

นั่นเป็นข่าวดี. ครั้งต่อไปที่ไอ้เซลเลอร์มันเห่าหนวกหูตอนกลางคืน ผมจะบอกให้มันนอนนับแกะ.

* * *

เรารู้แล้วว่าหมานับเลขเป็น แต่แล้วคนที่ชอบเรียกตัวเองว่า “หมาเฝ้าบ้าน” ล่ะนับเป็นหรือเปล่า?

ก่อนจะตอบคำถามนั้น เราต้องไม่ลืมบทเรียนที่เราได้จากการทดลองข้างบน. การนับคือการเข้าใจ ความหมาย ของจำนวน ไม่ใช่แค่พ่นมันออกมาปาวๆ. นั่นคือเหตุผลที่การทดลองข้างบนถึงต้องซับซ้อนอย่างที่เห็น. ทั้งคุณหมาและทารก 5 เดือนพูดไม่ได้ แต่ทั้งสองนับเลขได้. กรณีกลับกันก็คือนกแก้วและนกขุนทอง ซึ่งสามารถถูกสอนให้ท่องตัวเลขได้แบบ … เอ่อ … นกแก้วนกขุนทอง แต่ไม่อาจเข้าใจความหมายของสิ่งที่มันท่อง[1]. สื่อมวลชนของเรานั้นพูดและเขียนตัวเลขเป็นแน่นอน แต่พวกเขาเข้าใจตัวเลขเหล่านั้นมากกว่านกแก้วนกขุนทองแค่ไหน?

ข่าวหน้าหนึ่งของ มติชน วันที่ 10 ตุลาคม 2546 นี้น่าจะให้คำตอบกับเราได้:

‘แม้ว’ปลื้มไทยปท.แรกในโลก เปิดค้าเสรี 2 ชาติยักษ์‘จีน-อินเดีย’

‘ทักษิณ’เจรจานายกฯอินเดียเปิดเขตการค้าเสรี บอกเป็นชาติแรกในโลกที่ทำกับ 2 พี่เบิ้มซึ่งมีพลเมืองรวมกัน 2.3 พันล้านคน ลดภาษีสินค้า 84 รายการเหลือ 0% ใน 2 ปี คาดส่งออกไป 2 ประเทศ กวาด 8 หมื่นล้านดอลล์

[ตัวเน้น ของผม]

ถ้านั่นยังไม่น่าอายพอ ซับเฮดในเนื้อข่าวช่วยตอกย้ำอีกที:

ฟันจีน-อินเดีย 8 หมื่นล.ดอลล์

* * *

บ.ก.: ไชโย ดีใจจริงวู้ย ต่อไปนี้เราไม่ต้องง้อตะวันตกแล้ว เห็นมั้ย 2 พี่เบิ้มเอเชียนี้ดีแค่ไหน 8 หมื่นล้านลอยมาเหนาะๆ

นักข่าว: อ้าว หนูยังนึกว่าบ.ก. ไม่ชอบการค้าเสรีซะอีก…

บ.ก.: ที่ไม่ชอบน่ะคือเสรีกับตะวันตก แต่นี่ฟันเอเชียด้วยกันถึงก็ต้องชอบสิครับคุณ ก็เราผิวเหลืองเหมือนกันนี่ วงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพาไงคุณ คุณเคยได้ยินมั๊ย?

* * *

ถึงแม้ “ข่าว” ชิ้นนี้จะบาดตายิ่งกว่าคอนแทคเลนส์แห้งๆ ผมเกรงว่าอาจมีคนที่ยังไม่ เก็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เรียกตัวเองว่า “นักข่าว” และ “นักวิชาการ”. ฉะนั้น เพื่ออธิบายให้กระจ่างชัด เราอาจทำการทดลองในจินตนาการที่คล้ายกับของยังและเวสต์ โดยมี “หมาเฝ้าบ้าน” รับหน้าที่หนูทดลองแทนหมาพันทาง.

แรกสุด เราเอาชามอาหารออกมาวางต่อหน้าคุณ “หมาเฝ้าบ้าน” และก็บอกคุณเธอว่าอาหารในชามมีมูลค่าเท่ากับผลผลิตรวมในประเทศของไทยในแต่ละปีหรือจีดีพี (ชามค่อนข้างใหญ่และอาหารคือคาเวียร์). ดังนั้น ในปี 2545 (ปีล่าสุดก่อนข่าวเจ้าปัญหา) อาหารในชามมีมูลค่า 5,451,900 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่ารวมของสินค้าและบริการที่เราผลิตใช้เองในประเทศและที่เราส่งออกไปขายทั่วโลก.

จากนั้นเราก็ตักขนมมูลค่า 80,000 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 3,200,000 ล้านบาทขึ้นมาจากชาม แล้วบอกคุณ “หมาเฝ้าบ้าน” ว่าขนมเหล่านั้นคือผลผลิตต่อปีที่จะถูกส่งออกไปจีนและอินเดีย เพียง 2 ประเทศ ในอนาคตอันใกล้. ถ้าคุณ “หมาเฝ้าบ้าน” มองขนมที่ถูกตักขึ้นมา, ก้มลงมองชามที่พร่องไปเกินครึ่ง, แล้วก็ทำตาปริบๆ เหมือนจะบอกว่า “จะบ้าเรอะ?” นั่นแสดงว่าคุณเธอยังพอมีสามัญสำนึกและอาจช่วยดูแลบ้านให้คุณได้.

แต่ถ้าคุณเธอออกอาการระริกระรี้ กระดี๋กระด๋า แล้วรีบแจ้นเอา “ข่าว” นี้ออกไปอวดกับพรรคพวก นั่นแปลว่า “หมาเฝ้าบ้าน” ของเราเป็นพันธุ์ไทยแท้ — มีสติปัญญาพอๆ กับนกแก้วนกขุนทอง เพียงแต่ปากสว่างกว่ากันมาก. “หมาเฝ้าบ้าน” แบบนี้ไม่สามารถเฝ้าบ้านได้ แต่เก่งเรื่องเห่าหอนไร้สาระ. เมื่อนานเข้ามันก็ทำให้บ้านไร้สาระไปด้วย อย่างที่เค้าว่ากันว่า “หมาเฝ้าบ้านคุณภาพเพื่อคุณภาพของบ้าน”.

* * *

แต่แล้วลู่ทางการค้าระหว่างไทยกับจีนและอินเดียจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร? และตัวเลข “8 หมื่นล้านดอลล์” นี้มาจากไหนกันแน่? ในเนื้อข่าวของ มติชน ข้างบน “ฟันจีน-อินเดีย 8 หมื่นล.ดอลล์” พอดีเป๊ะ คนอ่านจะพบรายงานคำพูดของคุณอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น:

อินเดียได้ตั้งยอดไว้ว่า เมื่อสิ้นปี 2547 ไทยจะมีสินค้าเพิ่มขึ้น 70-80% โดยปัจจุบันนี้มีการค้ากันสองทางแค่ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ภายในปี 2547 จะต้องเป็น 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ(78,000 ล้านบาท)

นั่นน่าจะทำให้กระทั่งคนที่ไม่เคยมีรู้เรื่องการส่งออกของไทยมาก่อนเลยต้องฉุกคิด. ต่อให้เราคิดเสียว่า 2,000 ล้านดอลลาร์คือเป้าการส่งออกไปอินเดีย (ซึ่งที่จริงจะต้องน้อยกว่านั้นเนื่องจากตัวเลขการค้า สองทาง นั้นรวมการนำเข้าอยู่ด้วย) เรายังจะต้องส่งออกไปจีนถึง 78,000 ล้านดอลลาร์ถ้าเราอยาก “ฟันจีน-อินเดีย 8 หมื่นล.ดอลล์” ตามที่ มติชน บอกเราอย่างลิงโลด. คุณคิดว่ามันเป็นไปได้แค่ไหนที่การส่งออกไปจีนจะเป็น อย่างน้อย 39 เท่า ของการส่งออกไปอินเดีย?

เนื้อข่าวของ มติชน ไม่ได้พูดถึงตัวเลขการส่งออกไปจีนแต่อย่างใด แต่เราสามารถหาตัวเลขนั้นได้อย่างง่ายดายจากเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย . ข้างล่างนี้คือการส่งออกไปจีนเทียบกับไปเขตเศรษฐกิจอื่นๆ:

มูลค่าส่งออกปี 2545 ตามเขตเศรษฐกิจ (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
สหรัฐอเมริกา13,510
สหภาพยุโรป10,217
ญี่ปุ่น9,948
สิงคโปร์5,555
ฮ่องกง3,689
จีน3,555
มาเลเซีย2,834
อื่นๆ19,510
รวม68,818

* อินเดียไมได้ถูกแยกไว้ต่างหากในตารางของธนาคารแห่งประเทศไทย

นี่น่าจะตอกปะตูตัวสุดท้ายบนฝาโลงของความฝันเฟื่องของ มติชน ที่จะ “ฟันจีน-อินเดีย 8 หมื่นล.ดอลล์”. พร้อมๆ กันนั้น ตารางนี้ยังตอบคำถามที่ว่าตัวเลข 80,000 ล้านดอลลาร์มาจากไหนอีกด้วย. มันคือเป้าการส่งออกรวม ทุกประเทศ ไม่ใช่แค่จีนและอินเดีย. กระทั่งรายงานคำพูดคุณอดิศัยของ มติชน เอง (ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องตรงกับของจริง, โปรดอย่าลืมบทเรียนจาก “บทที่ 2”:) ก็ยังส่อความหมายนั้นค่อนข้างชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ่านร่วมกับคำพูดของเขาเกี่ยวกับอินเดียก่อนหน้านั้น. คนที่สามารถเข้าใจผิดแบบ มติชน ได้จะต้องไม่เพียงขาดความรู้ขั้นพื้นฐานที่สุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย แต่ยังขาดสามัญสำนึกอย่างแรง. ถ้าคุณไม่เชื่อผม โปรดตัดสินเองจากคำพูดคุณอดิศัยที่ มติชน รายงานใต้ซับเฮด “ฟันจีน-อินเดีย 8 หมื่นล.ดอลล์” ซึ่งผมคัดลอกมาทั้งดุ้น:

“ผมมีความมั่นใจว่าเราจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงมาก เนื่องจากสินค้าไทยทั้งหมดที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค เราสามารถส่งไปขายสองประเทศนี้ได้ ซึ่งจะทำให้การค้าของไทยเติบโตได้เร็วมาก แต่ประเด็นสำคัญที่จะย้ำ คือยอดส่งออกประมาณ 76,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นเงินไทย 3.2 ล้านล้านบาท และปี 2547 เมื่อเราทำเอฟทีเอกับสองประเทศแล้ว จะทำให้เราสามารถก้าวไปที่ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐอย่างรวดเร็ว และต่อไปผมก็ไม่ต้องหนักใจในเรื่องของการส่งออก แต่คงจะต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไร ให้สามารถขายได้กำไรมากขึ้น โดยที่มีสัดส่วนเรียกว่าเทรดบาลานซ์หรือดุลการค้าที่เป็นบวก ถ้าปีหน้าสามารถทำตัวเลขให้สูงขึ้น เป้าหมายของประเทศเราก็คงประมาณสิบพันล้านเหรียญสหรัฐในอนาคต” นายอดิศัยกล่าว

* * *

สิ่งหนึ่งที่ผมเสียดายเกี่ยวกับการทดลองของยังและเวสต์ก็คือ พวกเขายุติการทดลองเร็วไปหน่อย. เรารู้ว่าสุนัขทั่วไปนับเลขได้ถึง 3 เป็นอย่างต่ำแต่เราไม่รู้ว่ามันนับได้สูงสุดเท่าไหร่. สถิติมีไว้เพื่อทำลาย. ถ้าหมาทั่วไปนับได้ถึง 3 มันก็ไม่แปลกที่จะมีบางตัวนับได้ถึง 4, และเมื่อมีตัวที่นับได้ถึง 4 มันก็ไม่แปลกที่จะมีตัวที่นับได้ถึง 5, เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในปรากฏการณ์ที่เราอาจเรียกว่า “เหนือหมายังมีหมา”. แต่โชคไม่ดีเลย ปรากฏการณ์นี้ทำงานในทิศทางตรงกันข้ามเช่นกัน. หากปัญญาของสุนัขไร้ขีดจำกัด ทุปปัญญาของของเหล่า “หมาเฝ้าบ้าน” ก็ปราศจากก้นบึ้ง. เมื่อกี้นี้ “หมาเฝ้าบ้าน” ที่ มติชน แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถรายงานตัวเลขที่คิดเป็นเกินครึ่งของจีดีพีและเกินจริงไปเป็น 10 เท่าโดยไม่ตะขิดตะขวงใจใดๆ ทั้งสิ้น มาคราวนี้พวกเขากลับมาทุบสถิติของตัวเองแหลกกระจุยในข่าวหน้าหนึ่งของวันที่ 14 กันยายน 2547:

‘สุเมธ’ตอกย้ำ‘โกง’รุนแรง
แถม‘เชิงสูง’

โครงสร้างการเมือง-นโยบายเอื้อ งาบโปรเจ็กต์ยักษ์12ล้านล้าน/ปี ‘เสธ.ยอด’ปูดฮั้ว‘เรือนจำ’4พันล.

[ตัวเน้น ของผม]

แม่นแล้ว และผลกระทบจากโปรเจ็กต์เหล่านั้นก็คร่าชีวิตคนไทยปีละ 120 ล้านชีวิต และทำให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์ปีละ 200 ล้านชนิด. แต่ไม่ต้องกลัว นักข่าวไทยผู้ปราดเปรื่องและกล้าหาญของเราจะช่วยกู้ชาติให้พ้นวิกฤติเอง. กู้ยังไงน่ะเหรอ? ก็ด้วยการรวมตัวกันแล้วก็… ป่าวร้องตัวเลขเหล่านี้ด้วยเสียงที่ดังที่สุดไง. เอ้า วี้ยยยยด บุ้ม 12 ล้านล้านสู้สู้ 120 ล้านสู้ตาย 200 ล้านไว้ลาย สู้ตาย 12 ล้านล้าน วี้ยยยยด บุ้ม (ปรบมือ). นี่เค้าเรียกว่า “สร้างจิตสำนึก” ให้กับประชาชนซึ่งเป็นงานที่สำคัญมากของ “หมาเฝ้าบ้าน”.

ไม่ล่ะ ขอบคุณ คุณสื่อมวลชนทั้งหลาย. คุณเก็บจิตสำนึกของคุณไว้ทำปุ๋ยคอกดีกว่า เพราะผมมีจิตสำนึกของผมอยู่แล้ว. และจิตสำนึกของผมก็บอกผมทันทีที่เห็นตัวเลข “งาบโปรเจ็กต์ยักษ์” ใน มติชน ว่ามันน่าเชื่อถือพอๆ กับตัวเลขคนตายและสัตว์ป่าสูญพันธุ์ที่ผมแต่งขึ้นเองเพื่อประชด (โน้ตถึงสื่อมวลชน: “ประชด” แปลว่าตัวเลขเหล่านั้น ไม่จริง. ไม่ต้องเก็บไปทำเป็นข่าวอีกนะ เข้าใจมั้ย?) เช่นเดียวกับ 80,000 ล้านในคราวที่แล้ว ผมเปรียบเทียบ 12 ล้านล้านของ มติชน โดยอัตโนมัติกับจีดีพีประเทศไทย ซึ่งผมคำนวณในใจได้จากตัวเลขจีดีพีต่อหัว (คร่าวๆ) และจำนวนประชากร (คร่าวๆ อีกเหมือนกัน) แล้วก็พบว่ามันเป็นอย่างน้อย 2 เท่า. ไม่ใช่ว่าผมเก่งมาจากไหนหรอก แต่ผมเชื่อว่าคนคนหนึ่ง จำเป็น ต้องมีสำนึกถึงความหมายของตัวเลข 12 ล้านล้านถ้าอยากจะเรียกตัวเองว่าเป็นคนมีการศึกษา (ซึ่งผมอยาก).

อย่างไรก็ดี แม้ความรู้คร่าวๆ แบบนั้นจะเพียงพอสำหรับผมในฐานะคนธรรมดาทั่วไป มันไม่อาจยอมรับได้สำหรับผมในฐานะคนที่ริจะเขียนหนังสือขายสาธารณะชน. ดังนั้น ผมยอมอุทิศ 3 นาทีเต็มๆ บนอินเตอร์เน็ตอย่างไม่อิดออดเพื่อหาข้อมูลที่แน่ชัดมาให้ผู้อ่านที่รักของผม. 12 ล้านล้านบาท:

  • เป็น 2.2 เท่าของผลผลิตรวมทั้งประเทศในปี 2545 (5.45 ล้านล้านบาท)
  • เป็น 12 เท่าของรายจ่ายรวมของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2545-2546 (996,168 ล้านบาท)
  • เป็น 71 เท่าของรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2545-2546 (168,994 ล้านบาท)
  • สามารถใช้สร้างสนามบินสุวรรณภูมิ (155,000 ล้านบาท) ได้ 77 แห่ง.

เห็นแบบนี้แล้วผมนึกอยากเปลี่ยนชื่อบทนี้เป็น “คนไทย 6,000 ล้านคน” ขึ้นมาตงิดๆ.

ในเมื่อ “หมาเฝ้าบ้าน” ไม่มีสำนึกถึงความเหลวไหลในระดับนี้ และไม่มีปัญญาที่จะตรวจสอบด้วยซ้ำ แล้วคุณคิดว่าเขาทำอะไรคุณได้บ้าง? จริงอยู่ที่คราวนี้มันดูเหมือนว่าคุณสุเมธ ตันติเวชกุล ได้พูดตามที่ มติชน และสื่อมวลชนรายอื่นๆ รายงานจริง แต่นั้นก็นำเรากลับมาสู่ประเด็นที่เราพูดถึงในท้าย บทที่ 1 อีกครั้งหนึ่ง — นั่นก็คือสื่อมวลชนมีหน้าที่เพียงแต่พูดซ้ำคำพูดคนเหมือนนกแก้วนกขุนทองเท่านั้นหรือ? ผมคงไม่ต้องบอกคุณผู้อ่านว่า นกแก้วนกขุนทองมันเฝ้าบ้านให้คุณไม่ได้หรอก. และที่น่าขำก็คือ มันต้องใช้ถึงคนอย่างนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และรัฐมนตรีมหาดไทย โภคิน พลกุล มา ชี้ ให้เหล่า “หมาเฝ้าบ้าน” เห็นถึงความเป็นไปไม่ได้อันโทนโท่ของตัวเลขที่ทำให้วีดว้ายกระตู้วู้กันไปทั้งวงการ ซึ่งชวนให้เราสงสัยว่าใครเป็นคนเฝ้าใครกันแน่.

* * *

“ช่วงนี้ปีนี้สื่อเพี้ยนไปเยอะ” คือคำวิจารณ์อันโด่งดังของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ต่อสื่อมวลชนในเดือนมีนาคม 2547. หนึ่งในข้อกล่าวหาของคุณทักษิณคือว่าสื่อมวลชนรายงานผู้ชุมนุมจากสหภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิตผิดจากของจริงที่คุณทักษิณบอกว่ามีแค่ 7,000 คนไปเป็น 50,000 คน.

ผมไม่ทราบหรอกว่าจริงๆ จำนวนผู้ชุมนุมของใครถูกกันแน่ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับคำวิจารณ์ของคุณทักษิณ โดยเฉพาะในส่วนที่ว่า “ช่วงนี้ปีนี้”. ถ้าเขาใช้คำว่า “เพี้ยน” ในความหมายที่ว่า ไม่รู้เรื่องจริง ไม่มีสำนึกจะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองรายงานอยู่มันเหลวไหลแค่ไหน ไม่เคยคิดจะตรวจสอบ ไม่เคยแม้แต่จะสงสัย ไม่มีหน้าที่ใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากขายข่าวด้วยความหวือหวาโดยไม่สนใจว่าคนอ่านจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ ผมเสียใจที่จะต้องบอกว่า “หมาเฝ้าบ้าน” ไทยเป็นอย่างนี้มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเป็นเมื่อช่วงต้นปี 2547. สองตัวเลขที่คุณได้เห็นในบทนี้ (อันหนึ่งมาจากปี 2546 และอีกอันหนึ่งมาหลังคำวิจารณ์ของคุณทักษิณครึ่งปี) นอกจากจะคลาดเคลื่อนมากกว่าเรื่องที่คุณทักษิณบ่นมากแล้ว การรายงานและตรวจสอบยังง่ายกว่ากันมากอีกด้วย. ถ้าตัวเลขของสื่อมวลชนผิดจริงอย่างที่ถูกกล่าวหาในกรณี กฟผ. (ซึ่งดูจากประวัติแล้วจะไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใดเลย) มันจะไม่ใช่ตัวอย่างของการ “เพี้ยนไปเยอะ” อย่างที่นายกรัฐมนตรีพูด แต่จะเป็น “เพี้ยนน้อยไปหน่อย” เสียมากกว่า. (ทำไมไม่รายงานซักครึ่งล้านล่ะ? ไม่แน่จริงนี่หว่า…)

ผมจะเก็บการสืบหาความจริงเกี่ยวกับตัวเลข “งาบโปรเจ็กต์ยักษ์ 12 ล้านล้าน/ปี” นี้ไว้สำหรับบทที่ X และตอนนี้จะหวนกลับมาหาประเด็นที่ผมพูดถึงเมื่อเริ่มต้นบท. หลังจากสิ่งที่เราได้เห็นไปทั้งหมดแล้ว เราจะพูดได้ไหมว่า “หมาเฝ้าบ้าน” นับเลขไม่เป็น ไม่ต่างจากนกแก้วนกขุนทอง? และในเมื่อหมาตัวจริงอย่างไอ้เซลเลอร์ของผมมันนับเลขเป็น เราจะอนุมานต่อได้ไหมว่า “หมาเฝ้าบ้าน” มีสติปัญญาสู้หมาตัวจริงไม่ได้?

“ไม่ยุติธรรม!” นายกสมาคมหมาเฝ้าบ้านแห่งประเทศไทยอาจกำลังแย้ง “หมาสี่ขามันนับได้อย่างมากก็แค่หลักสิบ “หมาเฝ้าบ้าน” อย่างเราต้องเจอตัวเลขเป็นหมื่นเป็นล้านถึงจะจอด. โธ่ เป็นไอ้เซลเลอร์มันก็ไม่ไหวเหมือนกันน่ะแหละ.”

โดยรวมแล้วข้อโต้แย้งนี้ฟังขึ้น ถึงแม้ว่าตัวเลขหลักสิบก็สามารถสร้างปัญหาให้กับสื่อมวลชนไทยได้เช่นกัน ดังที่คุณจะได้อ่านในบทถัดไป. ดังนั้นผมจึงจะแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนกันไปเลย ณ ที่นี้ว่า:

  1. สื่อมวลชนไทยของเรานับเลข (ง่ายๆ) เป็น; และ
  2. สื่อมวลชนไทยมีไอคิวโดยเฉลี่ยสูงกว่าสุนัขอย่างไอ้เซลเลอร์.

จริงครับ ผมไม่ได้โกหก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ 2. นักข่าวไทยฉลาดกว่าสุนัขจริงๆ และบางคนอาจจะฉลาดกว่าลิงอุรังอุตังเสียด้วยซ้ำ. เชื่อผมสิครับ อย่าตัดสินสติปัญญาจากหน้าตา…

ปัญหาก็คือ คุณคิดว่าสติปัญญาที่เหนือกว่าสุนัข (หรืออุรังอุตัง) นี้เป็นเกณฑ์ที่เพียงพอสำหรับคนที่จะเสนอตัวมาป้อนอาหารสมองให้คุณทุกวันหรือเปล่า?

[1] รายงานชิ้นเดียวกันนั้นของ New Scientist บอกว่า แม้นกจะเข้าใจคอนเซปต์ของ ปริมาณ — รู้ว่ากองไหนใหญ่กองไหนเล็ก — มันไม่เข้าใจคอนเซปต์ของ จำนวน.

แก้ไขครั้งล่าสุด: 09.04.05

บทตัวอย่างถัดไป: « จับบุชได้เอ็นจีโอ |