จาำก “คำอธิบายกรณีขายหุ้นชินคอร์ป” ของ “คนไทยเพื่อคนไทย” โดยปรับแต่งเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับ Web ตอนนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หากมีข้อคิดเห็นหรือคำแนะนำโปรดอีเมล tom.vamvanij@gmail.com
เนื่องจากเอกสารนี้ยาวและรายละเอียดมาก อาจไม่สะดวกกับทุกคน อ่านย่อสรุปนี้แล้วสนใจรายละเอียดค่อยไปดูแต่ละบทก็ได้
กรณีที่หนึ่ง ดร.ทักษิณและภรรยามีหุ้นชินคอร์ปฯ 49% ตั้งบริษัทเอง 22 ปีก่อน เข้าตลาดหุ้น 15 ปีก่อน หุ้นทั้งหมดนี้หากขายให้ลูก คือ พาน/พิณ ทั้งหมด 49% ในตลาดหุ้น จะไม่มีภาษี (เหมือนคนครึ่งล้านที่ลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ทุกวัน) เมื่อพาน/พิณขายต่อให้ใคร ก็ไม่มีภาษีอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้น เป็นสิทธิ์พื้นฐานที่มีอยู่แล้วของดร.ทักษิณและลูก คือนักลงทุนบุคคลไม่มีภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหุ้น
กรณีที่สอง ต้นปี 49 ที่จริงพาน/พิณสามารถขายแอมเพิลริช (ที่ถือหุ้นชินคอร์ปฯอยู่) ให้ผู้ซื้อในต่างประเทศได้เลย ไม่มีภาษี เป็นสิทธิพื้นฐานเช่นกัน แต่เงินจะอยู่นอกประเทศ (อาจโดนว่าเก็บเงินนอกประเทศ)
กรณีที่สาม ดังนั้น เพื่อจะขายให้เงินอยู่ในประเทศ พาน/พิณ ในฐานะเจ้าของแอมเพิลริช ทำการโอนหุ้นชินคอร์ปฯที่แอมเพิลริชถืออยู่ มาถือเองโดยตรง และเมื่อขายให้ผู้อื่นในตลาดหุ้น ทั้งส่วน 38% แรกที่ถือตรงอยู่แล้ว บวกกับอีก 11% ที่มาถือตอนหลังโอนมาจากแอมเพิลริช (คืนสู่เหย้า)รวม 49% ก็ไม่มีภาษี
| กรณีที่ 1 | กรณีที่ 2 | กรณี 3 |
|---|---|---|
| หากพาน/พิณถือหุ้นชิน โดยตรง 49% มาตลอด (ไม่มีแอมเพิลริช) แล้วขายในตลาดหุ้น ภาษี = 0 เป็นสิทธิ์พื้นฐาน | หากพาน/พิณขายแอมเพิลริชในต่างประเทศเลย (หุ้นชินส่วน 11% ติดไป) ภาษี = 0 (แต่เงินจะอยู่นอกไทย) | พาน/พิณซื้อหุ้นชินส่วน 11% คืนกลับจากแอมเพิลริช (เจ้าของเดียวกัน) แล้วขายในตลาดหุ้น ภาษี = 0 (เพื่อเงินอยู่ในไทย) |
| ไม่ต้องเลือกกรณีใดกรณีหนึ่งเพื่อลดภาษีเพราะทั้ง 3 กรณีไม่มีภาษีอยู่แล้ว | ||
ข้อกล่าวหาคือ การที่แอมเพิลริชโอนหุ้นชินคอร์ปฯให้พาน/พิณที่ราคาพาร์ 1 บาท ทั้งคู่ต้องเสียภาษีเพราะมีเงินได้เพิ่ม (ได้มา 1 บาท ขาย 49 บาท เป็นกำไร 48 บาทที่ต้องเสียภาษี) หรือจะเป็นเหมือนกรณีบริษัทออกหุ้นจูงใจพนักงานในราคาถูกพิเศษ (สต็อกออปชั่น หรือ ESOP) ว่า ต้องเสียภาษีส่วนต่างระหว่างราคาหุ้นชินคอร์ปฯที่ ซื้อขายในตลาดกับราคาที่ได้มา (ได้มา 1 บาท ในวันที่หุ้นชินคอร์ปฯราคา 42 บาท เป็นกำไร 41 บาท ซึ่งหากจะเสียภาษีต้องจ่ายวันที่ซื้อ ไม่ใช่วันที่ขายที่ 49 บาทไม่มีภาษีเพราะได้เป็นเจ้าของหุ้นนั้นแล้ว)
ข้อกล่าวหานี้ เป็นการตีความคนละหลักการ
หากแคลงใจในแง่กฎหมาย ก็ควรให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ไม่ควรเอาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองไปที่นายกฯและสรรพากร และเป็นสิทธิ์ของประชาชนตามกฎหมาย ที่มีหน้าที่เสียภาษีเท่าที่จำเป็น
หากเสียภาษีเกิน ยังไปเรียกคืนจากสรรพากรได้ ตามที่พวกเราทำยื่นแบบกันทุกปี (เปรียบเหมือนถนนข้างล่างว่างขับรถได้เร็วอยู่แล้ว แต่กลับถูกกล่าวหาว่าการไม่ขึ้นทางด่วนและเสียเงินค่าทางด่วน เป็นการหลีกเลี่ยง)
ตลาดหลักทรัพย์ตั้งใจส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาที่ซื้อขายหุ้นในตลาดไม่มีภาษีจากกำไร เพราะไม่งั้นเสียเปรียบบริษัทนิติบุคคลที่สามารถทำงบกำไรขาดทุน ที่สามารถนำการขาดทุน การเสียภาษีเงินปันผล การเสียภาษีกำไรขายหุ้น ไปหักลบในงบกำไรขาดทุน ทำให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง
ทั้งตัวดร.ทักษิณ ครอบครัว บริษัท และพนักงานกว่า12,000 คน เสียภาษีทุกรูปแบบ ทั้งเงินได้จากเงินปันผล เงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมถึงค่าสัมปทานต่างๆ ทั้งมือถือ ดาวเทียม ฯลฯ ปีละหลายหมื่นล้านบาท สิบกว่าปีนี้หลายแสนล้านบาท เป็นผู้จ่ายภาษีรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของประเทศไทย ร่วม 5% ของยอดจัดเก็บของสรรพกร ทำขนาดนี้ ทั้งผู้ก่อตั้งและตัวบริษัทเอง เป็นผู้เสียภาษีที่รักชาติไม่น้อยกว่าใครที่มาโจมตี (หลายปีก่อนตอนยังทำธุรกิจ ดร.ทักษิณเคยเป็นบุคคลที่เสียภาษีสูงสุดของไทยปีละหลายร้อนล้านบาทหลายปี)
กลุ่มบริษัทชินคอร์ปฯ ได้ชื่อว่า เป็นบริษัทดีเด่นของไทย มูลค่าทางตลาดรวมในตลาดหลักทรัพย์ (Market Capitalization) กว่า 350,000 ล้านบาท เท่ากับ 7% ของทั้งตลาดหุ้นไทย เป็นหนึ่งในสามบริษัทไทยที่ติด 500 อันดับแรกของบริษัทใหญ่ที่สุดในโลกจัดโดยฟอร์จูน (อีกสองบริษัทคือปูนซีเมนต์ไทยและปตท) ได้รับรางวัลจากตลาดหลักทรัพย์ไทยและสถาบันการเงินระหว่างประเทศจำนวนมาก ในความดีเด่นในแง่ผู้บริหาร การจัดการ ธรรมธิบาล การรายงานการเงิน ความเชื่อถือทางการเงิน (เครดิตทางการเงินของเอไอเอส ในเครือชินคอร์ปฯคอร์ป สูงกว่าของรัฐบาลไทย) ทำได้ขนาดนี้ ต้องมีความสามารถและจริยธรรมเพียงพอแน่
แอมเพิลริชเป็นบริษัทที่มีหน้าที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นชินคอร์ปฯเฉยๆ ไม่ได้มีกิจการค้าขายธุรกรรมอื่น ไม่มีรายได้ในไทย ในBVI หรือในประเทศใด จึงไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เสียในประเทศใด ขณะที่หุ้นชินคอร์ปฯที่ถืออยู่ เป็นของครอบครัวชินวัตรตั้งแต่ต้น สามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้โดยไม่มีภาษีอยู่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ใดๆที่จะตั้งแอมเพิลริชเพื่อการหลีกเลี่ยงภาษี
ถึงแม้ตามกฎหมายบีวีไอ บริษัทแอมเพิลริชไม่มีหน้าที่ต้องทำงบบัญชียื่นให้ประเทศใด แต่แอมเพิลริชเป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ปฯ ซึ่งหุ้นเหล่านี้มีข้อมูลชัดเจนอยู่แล้ว ตามทะเบียนกระทรวงพาณิชย์และตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะตั้งเพื่อการหลบเลี่ยงการรายงาน ซ่อนหรือฟอกเงินหรือทรัพย์สินใดๆ
ประเทศไทยก็มีกฎหมายเปิดรับการจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษีในประเทศไทยเองเช่นกัน
ตลาดหุ้นสหรัฐเปิดรับบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษีจากทุกประเทศอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ห้ามหรือปิดกั้นอย่างที่กล่าวหา รวมถึงตลาดหุ้นสากลใหญ่ๆทุกแห่ง ทั้ง อังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐเองและต่างชาติ ที่เข้าระดมทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐจำนวนมาก ก็เป็นบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษี (ดู “บริษัทต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐที่ก่อตั้งนอกอาณาเขต” ในเอกสารประกอบ)
การเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐของชินคอร์ปเป็นแบบซื้อขายหุ้นของชินคอร์ป ในลักษณะใบรับฝากหุ้นอเมริกา (ADR: American Depository Receipt) เป็นการเข้าสองตลาดหุ้นขนานพร้อมกัน ระหว่างตลาดหุ้นไทยเป็นหลักและตลาดหุ้นสหรัฐเป็นรอง โดยใช้หุ้นชินคอร์ปส่วนที่แอมเพิลริชถืออยู่เป็นตัวเข้าตลาด
กรณีชินแซท เป็นการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐโดยบริษัทไอพีสตาร์ ซึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อเน้นธุรกิจบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ทความเร็วสูงผ่านดาวเทียมไอพีสตาร์ทั่วทั้งภูมิภาค บริษัทไอพีสตาร์จดทะเบียนในบีวีไอ เพราะความสะดวกในการ จัดตั้ง การขายและการลงทุนทั่วทั้งภูมิภาค และการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นสากล (แต่ชินแซทก็สามารถทำ ADR ได้)
กรณีที่นายกฯเคยพูดถึงรัฐสภาสหรัฐ กำลังแก้กฎหมายเรื่องการเก็บภาษีบริษัทนอกอาณาเขต ก็แสดงว่าที่ผ่านมาไม่ผิดกฎหมาย และไม่ใช่ทุกกรณีที่เลี่ยงภาษี
ข้อกล่าวหาเรื่องฟอกเงิน เพราะมีรายงานบางฉบับบอกว่า มีการใช้บริษัทนอกอาณาเขตแบบนี้เพื่อการฟอกเงิน ค้ายาเสพติด อาชญากรรมจำนวนมาก ก็ไม่ได้หมายถึงทุกบริษัทนอกอาณาเขตเป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมด
ครอบครัวดร.ทักษิณขายหุ้นชินคอร์ปที่ตนเป็นเจ้าของ 49% ให้กองทุนเทมาเสกและพันธมิตร
ชินคอร์ปถือหุ้นในเอไอเอส 43% ในชินแซทเทลไลท์ 41% ในไอทีวี 53%
การที่กองทุนเทมาเสกและพันธมิตรซื้อหุ้นชินคอร์ป และมีการทำการตรวจสอบประเมินมูลค่า (Due Diligence) ชินคอร์ป รวมถึง เอไอเอส ชินแซทเทลไลท์ และไอทีวี ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องให้รายละเอียดเครือข่ายที่เป็นความลับใดๆ ของทั้งตนเองและผู้ใช้บริการแก่ผู้ถือหุ้นชินคอร์ปแต่อย่างใด
สิงเทล หนึ่งในบริษัทลูกของเทมาเสก ถือหุ้นในบริษัทโทรคมนาคมทั่วภูมิภาคจำนวนมาก เช่น
| บริษัท | ประเทศ | สัดส่วนหุ้น | ธุรกิจ |
|---|---|---|---|
| SingTel Optus | ออสเตรเลีย | 100.00% | มือถือ โทรศัพท์ และดาวเทียมอันดับสองของออสเตรเลีย |
| Advanced Info Service | ไทย | 21.40% | มือถืออันดับหนึ่งของไทย |
| APT Satellite | ฮ่องกง | 20.30% | ดาวเทียมอันดับสองของจีน |
| Bharti Group | อินเดีย | 30.70% | มือถืออันดับหนึ่งของอินเดีย |
| Globe Telecom | ฟิลิปปินส์ | 44.60% | มือถืออันดับสองของฟิลิปปินส์ |
| Telkomsel | อินโดนีเซีย | 35.00% | มือถือ โทรศัพท์และดาวเทียมอันดับหนึ่งของรัฐบาลอินโดนีเซีย |
| New Century Infocomm | ไต้หวัน | 24.50% | |
| Pacific Bangladesh Telecom | บังคลาเทศ | 45.00% |
ประเทศอาเชียนเพื่อนบ้านเหล่านี้ ไม่ประท้วงการขายชาติหรือการขายสมบัติของชาติ ไม่ใช่เพราะโง่กว่าเราและเราฉลาดกว่า ที่เป็นชาตินิยม ปกป้องกีดกันการลงทุนจากต่างประเทศ
การมีต่างชาติถือหุ้นและร่วมบริหารในบริษัทโทรคมนาคมไทย ไม่กระทบหรือมีประเด็นความมั่นคงของชาติ เพราะใบอนุญาตและผู้ให้บริการโทรคมนาคมล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายไทยและเป็นเครือข่ายติดอยู่ในประเทศ (ถอดออกไปไม่ได้)
ดู บันทึกการประชุมครม. ของนายกฯ ชวน หลีกภัย ในวันที่ 14 มีนาคม 2543 ในเอกสารประกอบ
ดังนั้น ประเทศไทยต้องแยกเรื่อง “เงินลงทุนและผู้ถือหุ้น” ออกจาก “บริษัทและใบอนุญาต”
ประเทศไทยมีพันธสัญญาต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ตั้งแต่ปี 2538 ในเรื่องการเปิดเสรีโทรคมนาคม ภายในปี 2549 ต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่ทางเลือก มิเช่นนั้นจะมีปัญหาการค้ากับทั่วโลก
ปัจจุบัน ต่างชาติมีส่วนแบ่งการตลาดและความเป็นเจ้าของสูงมากในอุตสาหกรรมที่ดูเหมือนมีผลต่อความมั่นคงของไทย เช่นน้ำมัน ธนาคาร แต่ภาครัฐก็สามารถกำกับดูแลได้ดี
การใช้วงโคจรที่ได้รับสิทธิจากสหประชาชาติ (UN) และ ITU ต้องทำตามกฎนานาชาติ เป็นเรื่องสากล เพราะดาวเทียมมีพื้นที่บริการครอบคลุมหลายประเทศ รัฐบาลไทยเองก็เพียงได้สิทธิ์ในวงโคจรดาวเทียมที่หลังจากประสานงานกับชาติอื่นแล้ว ไม่ใช่เจ้าของโดยสมบูรณ์ จากนั้นจึงมอบหมายให้บริษัทส่งดาวเทียมขึ้นไปให้บริการมีกำหนดเวลาตามอายุดาวเทียม
ปัจจุบันดาวเทียมไทยคมมีลูกค้าและรายได้จากต่างประเทศ กว่า 60% และเมื่อไอพีสตาร์และไทยคม 5 ให้บริการเต็มรูปแบบ จะมีลูกค้าและรายได้จากต่างประเทศกว่า 95% จึงต้องเป็นสากลและเป็นกลางอย่างยิ่ง
การที่อ้างประเด็นการขายสมบัติของชาติ ที่ผ่านมารัฐบาลส่งเสริมบริษัทโทรคมนาคมไทยอย่างไร?
กรณี ยูคอม ดีแทค ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่อันดับสองของไทย 6 มีนาคม 2549 กรณีขายหุ้นชินคอร์ป บทที่ 3 จาก “คนไทยเพื่อคนไทย” หน้า 3
บทวิเคราะห์และคำอธิบายเหล่านี้ ตั้งใจให้ย่นย่อและเข้าใจง่ายขึ้น เน้นประเด็นหลัก หากมีผิดพลาดจุดใด ยินดีรับการแก้ไข ช่วยกันอ่านและเผยแพร่ต่อ
กรณีนายสนธิทำโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง ASTV แพร่ภาพในไทยโดยใช้ดาวเทียมต่างชาติ (New Sky Network) ผิดกฎหมายไทย สองกรณี
กรณีนายสนธิทำธุรกิจดาวเทียมลาวสตาร์ ในนามบริษัท ABCN (Asia Broadcasting & Communications Ltd)
ทั้งหมดนี้ นายสนธิได้ช่วยส่งเสริมความมั่นคงของชาติและการไม่ขายชาติตรงไหน ในการร่วมมือกับต่างชาติเพื่อทำสื่อข้ามประเทศเข้ามาประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย
นายสนธิยังผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรค 1 ทั้ง 4 ประเด็น เพราะ (1) พยายามล้มรัฐบาล (2) หมิ่นประมาทและละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอื่น (3) ก่อม็อบ และ (4) เนื้อหาหยาบคาย
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อ (1) รักษาความมั่นคงของรัฐ (2) เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น (3) เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ (4) เพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน
เดิมบริษัทโทรคมนาคมไทยที่เป็นสัญชาติไทย ต้องมีสัดส่วนหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 50% ไม่มีเจตนากีดกันหรือไม่ต้อนรับการลงทุนด้านโทรคมนาคมจากต่างชาติ
ต่อมาปี 2543 รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม เป็นการออกกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญใหม่ปี 2540 โดยสัดส่วนต่างชาติตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ปี 2542 (ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 50%)
สัดส่วนนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ พันธสัญญาต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ในการเปิดเสรีโทรคมนาคมปี 2549 รวมถึงแนวโน้มการลงทุนเทคโนโลยีโทรคมนาคมใหม่เพื่อให้ทันกับการพัฒนา เช่น บรอดแบนด์โทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 ซึ่งจะต้องมีการลงทุนเพิ่มอีกหลายแสนล้านบาท ขณะที่ทุนไทยจะมีข้อจำกัดอย่างแน่นอน ต้องอาศัยเงินลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก
การกล่าวหาว่าตั้งใจแก้กฎหมายแล้วขายหุ้นทันที ความจริงแล้วจังหวะเวลาที่กฎหมายมีผลใช้ใกล้เคียงกับการขายหุ้นชินคอร์ป เป็นความบังเอิญ ไม่ใช่การออกกฎหมายมาเอื้อการขายหุ้น
ตามที่กล่าวหาว่า ต่างชาติใช้ตัวแทนถือหุ้นชินคอร์ป เพื่อจงใจหลีกเลี่ยงและผิดกฎหมาย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปัญหาเกิดจากการเอาประเด็นกฎหมายสองฉบับมาปนกัน
ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปี 2542
ตามกฎ ก.ล.ต. เรื่องการครอบงำกิจการ
ประเด็นชินคอร์ป ตาม พ.ร.บ.. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
ประเด็นชินคอร์ป ตาม กฎ กลต. เรื่องการครอบงำกิจการ
แนวคิดอื่นๆในการแก้ปัญหา
ข้อเท็จจริงอื่นๆ
ดูรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ๆในตลาดหลักทรัพย์ มีคำว่า นอมินี (Nominee) ในบริษัทดังๆจำนวนมาก (ไม่มีชื่อว่านอมินีแต่เป็นก็มี) ดูข้อมูลประกอบ
| ลำดับ | ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ | จำนวนหุ้น (หุ้น) | % หุ้น |
|---|---|---|---|
| 1 | นายขรรค์ชัย บุนปาน | 4,991,700 | 24.35 |
| 2 | INVESTORS BANK AND TRUST COMPANY | 2,174,500 | 10.61 |
| 3 | SOMERS (U.K.) LIMITED | 1,936,663 | 9.45 |
| 4 | บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด | 1,470,267 | 7.17 |
| 5 | THE BANK OF NEW YORK (NOMINEES) LIMITED | 1,284,000 | 6.26 |
| 6 | N.C.B.TRUST LIMITED-RBS AS DEP FOR FS | 1,000,000 | 4.88 |
| 7 | นายไพโรจน์ สายทุ้ม | 739,068 | 3.61 |
| 8 | CHASE NOMINEES LIMITED 1 | 601,100 | 2.93 |
| 9 | BOSTON SAFE DEPOSIT AND TRUST COMPANY | 592,300 | 2.89 |
| 10 | HSBC (SINGAPORE) NOMINEES PTE LTD | 452,700 | 2.21 |
| 11 | CREDIT SUISSE FIRST BOSTON (EUROPE) LTD | 438,400 | 2.14 |
| 12 | น.ส.ปานบัว บุนปาน | 382,875 | 1.87 |
| 13 | นายปราปต์ บุนปาน | 382,800 | 1.87 |
| 14 | DBS VICKERS SECURITIES (SINGAPORE) PTE L | 258,200 | 1.26 |
| 15 | นางกมลทิพ พยัฆวิเชียร | 233,866 | 1.14 |
| 16 | DEUTSCHE BANK INTERNATIONAL LTD. | 200,000 | 0.98 |
| 17 | STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY | 188,900 | 0.92 |
| 18 | NORTRUST NOMINEES LTD. | 168,000 | 0.82 |
| 19 | นายวิชัย มิตรสันติสุข | 132,400 | 0.65 |
| 20 | นายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร | 130,666 | 0.64 |
| 21 | THE BANK OF NEW YORK NOMINEES LTD A/C BA | 127,700 | 0.62 |
| 22 | นางเพาพิลาส เหมวชิรวรากร | 110,000 | 0.54 |
แหล่งข้อมูล: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
กรณี ยูคอม ดีแทค ปลายปี 48 ตระกูลเบญจรงคกุล ได้ขายหุ้นอย่างซับซ้อน รวมถึงการใช้ตัวแทนนอมินีด้วย ทำให้ต่างชาติเป็นเจ้าของดีแทคเกือบทั้งหมด (มากกว่ากรณีชินคอร์ปมาก) ไม่มีใครพูดถึง
ตามที่กล่าวหา BOI ว่าช่วยเหลือพิเศษต่อชินแซท ข้อเท็จจริงมีดังนี้
ปกติ BOI ส่งเสริมให้บริษัทไทยและต่างประเทศลงทุนในประเทศในโครงการต่างๆจำนวนมากโดยเหตุผลหลายประการ รวมถึง เพื่อให้แข่งขันต่างประเทศได้ดีขึ้น เพื่อการส่งออก การสร้างรายได้จากต่างประเทศ (เป็นรายได้ที่ไม่ได้มาจากในประเทศอยู่แล้ว) ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีอื่นๆ และสิทธิพิเศษอื่นๆ
ปกติบริษัทโทรคมนาคมไทย ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จาก BOI เพราะไม่ได้สร้างรายได้จากต่างประเทศ
กรณี BOI ให้การส่งเสริม ดาวเทียมไทยคมของบริษัทชินแซท
กรณีตัวอย่าง ดาวเทียมเอเชียแซทของฮ่องกง คู่แข่งรายสำคัญของไทยคมในภูมิภาค
ไทยคมยังต้องยกทรัพย์สินและดาวเทียมให้รัฐ ทำให้ทำธุรกิจยาก ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เช่น ทรัพย์สินค้ำเงินกู้ผู้เอาประโยชน์การประกันภัย กลายเป็นรัฐ จะขายทรัพย์สินดาวเทียมทำได้ยาก เพราะยกให้รัฐแล้ว ฯลฯ
ไทยคมเจอต้นทุนแฝงพวกนี้สูงกว่าดาวเทียมต่างชาติมาก การยกเว้นภาษี 8 ปีแค่ช่วยปรับชดเชยต้นทุนแฝงให้ใกล้กันกับคู่แข่งต่างชาติได้บ้าง แต่ยังไม่ดีกว่า (คล้ายกับว่า เสียเปรียบอยู่ 100% เหลือ 50%) ช่วยการแข่งขันได้บ้าง อย่าลืมว่า ดาวเทียมเป็นธุรกิจนานาชาติไร้พรมแดนมาก ยิ่งวันยิ่งเปิดเสรียิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ประเทศไทยมีผู้ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของตนเองน้อยรายมาก ไอพีสตาร์เป็นการฉีกแนวจากที่เคยมีแต่การส่งออกอยู่แต่แถวๆ ข้าวและมันสำปะหลัง ไก่ต้มสุก กุ้งแกะเปลือก หรือแค่ค่าแรงโรงงานรับประกอบวงจรให้ต่างชาติ คำถามคือ ประเทศไทยจะส่งเสริมการพัฒนาและส่งออกสินค้าไฮเทคไหม?
มาเลเซียมี Multimedia Super Corridor (MSC) ที่ให้ผลประโยชน์ด้านภาษี ที่ดิน ทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) การส่งเสริมการตลาด แรงงาน มีเขตพิเศษ Cyberjaya มีเครือข่ายไอทีและโทรคมพิเศษให้ มีบริษัทชื่อดังของโลกเช่น Microsystems, Microsoft, Shell, NTT & DHL ไปลงทุน ทำวิจัย พัฒนา ผลิต สอน ฯลฯ
คำเบิกความ นักวิจัย TDRI คดี “ชิน vs สุภิญญา” ชี้ปมผลประโยชน์ทับซ้อน
มติชน 31 สิงหาคม 2548 หน้า 2
เป็นการเบิกความของนายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศ [sic] (ทีดีอาร์ไอ) ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ในคดีที่กลุ่มบริษัทในเครือชินคอร์ป เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ เป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาท
กรณีการส่งเสริมการลงทุนดาวเทียมไอพีสตาร์
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 ซึ่งเป็นปีที่สามของรัฐบาลทักษิณ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน)บีโอไอ( ได้มีมติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาวเทียม “ไอพีสตาร์ “ของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ซึ่งให้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เฉพาะรายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศ เป็นระยะเวลาถึง 8 ปี หรือเทียบเท่ากับสิทธิประโยชน์สูงสุดที่บีโอไอให้กับนักลงทุนที่ลงทุนในเขต 3 ซึ่งเป็นเขตท้องที่ห่างไกล มูลค่าเม็ดเงินที่บริษัทชินแซทเทลไลท์ได้รับการยกเว้นภาษีนี้สูงถึง 16,459 ล้านบาท
ตอบ:
| ล้านบาท | |
|---|---|
| หากให้ได้เม็ดเงินยกเว้นภาษี | 16,549 |
| ที่อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% จะต้องได้กำไรสุทธิ | 55,163 |
| หากกำไรสุทธิคิดเป็นประมาณ 20% ของยอดขาย จะต้องได้ยอดขาย | 275,817 |
| จำนวนปีที่มีกำไร 4 ปีเฉลี่ยจะต้องได้ยอดขายต่อปี | 68,954 |
การส่งเสริมการลงทุนนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นของชินแซทเทลไลท์ ได้ประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมหลายประการกล่าวคือ
หนึ่ง การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอไม่มีผลโน้มน้าวให้เกิดการลงทุนใดๆ เพิ่มขึ้น เพราะบริษัทได้ตัดสินใจลงทุนไปแล้ว
ตอบ:
สอง ดาวเทียมไอพีสตาร์ มีประสิทธิภาพดีกว่าดาวเทียมแบบเดิมถึง 30 เท่า ซึ่งหมายความว่า ไอพีสตาร์สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามากอยู่แล้ว การได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงไม่มีความจำเป็นเลย
ตอบ:
สาม ผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนคือผู้ใช้ต่างชาติ และผู้ถือหุ้นเท่านั้น โดยประชาชนไทยไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด
ตอบ:
นายสมเกียรติ หากไม่รู้เรื่องโดยสุจริตใจ ก็บิดเบือนปรักปรำอย่างยิ่ง ไม่ควรเป็นนักวิชาการนักโจมตีทางการเมืองเช่นนี้ และนี่คือตัวอย่างของการโจมตีแบบบิดเบือนปรักปรำสุดโต่งอีกจำนวนมากในสังคมของเราตอนนี้ ที่อาศัยกระแส อ้างสิทธิสื่อและเสรีภาพในการพูด โดยไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้องของเนื้อหา และการหมิ่นประมาทละเมิดสิทธิผู้อื่น และฉวยโอกาสความซับซ้อนของเนื้อหาที่เข้าใจยากสำหรับประชาชน กลายเป็นเข้าใจผิดว่าโกงไปกันใหญ่ นำประเทศสู่วิกฤตทางการเมืองอย่างตอนนี้
ตามที่กล่าวหาว่า รัฐบาลไทยเจรจา FTA เพื่อช่วยชินแซท ข้อเท็จจริงคือ
จนบัดนี้ ชินแซทยังไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆเป็นกรณีพิเศษจาก FTA ของรัฐบาลไทย
รายละเอียด FTA ไทย-ออสเตรเลีย ตุลาคม 2546 ส่วนโทรคมนาคม:
Communications services: Australia will not impose quotas on the number of satellite and mobile phone services and will permit unlimited Thai interest in Optus and Vodafone, but no commitment has been made on ownership by Thai nationals of Telstra.
ออสเตรเลียจะไม่จำกัดโควตาของปริมาณบริการดาวเทียมและมือถือ และจะไม่จำกัดการถือหุ้นของไทยในบริษัท Optus และ Vodafone แต่จะไม่ผูกมัดในการให้ถือหุ้นโดยคนไทยในบริษัท Telstra
อ่านเผินๆดูเหมือนช่วยอะไรพิเศษ ข้อเท็จจริงคือ ออสเตรเลียไม่เคยจำกัดโควตาบริการดาวเทียมและมือถือกับประเทศใดอยู่แล้ว และไม่ได้พูดเจาะจงว่าการไม่จำกัดโควตานี้ทำให้ไทย
ตามที่กล่าวหาว่า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของไทย (Exim Bank) ช่วยเหลือชินแซทโดยให้เงินพม่าเพื่อซื้อของจากชินแซท ข้อเท็จจริงคือ:
ปกติ EXIM Bank มีภารกิจหลักในการสนับสนุนผู้ขายส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ด้วยการให้เงินกู้แก่ผู้ซื้อที่มีเครดิต ถึงแม้จะเป็นเอกชน (ไม่ใช่ภารกิจเอื้อแต่ชินแซท และยิ่งต้องสนับสนุนผู้ซื้อที่เป็นรัฐ)
ปกติเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ควรช่วยบริษัทไทย ที่ผ่านมาตั้งป้อมกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นประเด็นการเมืองแต่ต้น ช่วยน้อยมาก แต่ตอนนี้กลับมาอ้างสมบัติของชาติอีก
| ประเทศผู้ซื้อ | ประเทศผู้ขาย | ประเภท | มูลค่า (ล้านบาท) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|
| พม่า | จีน | โทรคม | 12,000 | ไฟเบอร์ มือถือ (Alcatel, Shanghai Bell, ZTE) |
| ไทย | สนามบิน | 4,800 | สมัยนายกบรรหาร มูลค่าสมัยนั้น 3,000 ล้านบาท (อิตัลไทย) | |
| ไทย | ACMECS | 4,000 | หลายโครงการ (ไอพีสตาร์เพียง 380 ล้านบาท) | |
| อินเดีย | โทรคม | 1,200 | โทรศัพท์ ระบบ DECT | |
| เกาหลี | โทรคม | 800 | ||
| กัมพูชา | ไทย | ACMECS | 4,000 | หลายโครงการ (ไม่มีไทยคมหรือไอพีสตาร์) |
| จีน | โทรคม | 2,000 | CDMA ให้บริษัท AZ เอกชนเขมร (หัวเหว่ย) | |
| ญี่ปุ่น | โทรคม | 1,200 | ไฟเบอร์ | |
| เกาหลี | สารสนเทศ | 800 | ||
| ลาว | ไทย | ACMECS | 4,000 | หลายโครงการ (ไม่มีไทยคมหรือไอพีสตาร์) |
| จีน | โทรคม | 2,000 | ไฟเบอร์ (Alcatel, Shanghai Bell) | |
| จีน | โทรทัศน์ | 2,000 | CCTV (ให้แพร่ภาพ CCTV ในลาวด้วย) | |
| ญี่ปุ่น | หลายอย่าง | 800 | ||
| อินเดีย | โทรคม | 400 | ||
| รวม 3 ประเทศ | ไทย | หลายอย่าง | 12,000 | หลายโครงการ (ไอพีสตาร์ 380 ล้านบาท คิดเป็น 3%) |
หมายเหตุ: ญี่ปุ่น เกาหลี จีน จะให้ดอกเบี้ยถูกกว่ามากขนาด 0.5% เพื่อผลักดันสินค้าจากประเทศตน
จาก มติชน 31 สิงหาคม 2548 หน้า 2:
เมื่อปี 2547 ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า(EXIM Bank) ของประเทศไทย ได้ปล่อยเงินกู้ประมาณ 4,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 12 ปี ในอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษร้อยละ 3 ต่อปี แก่รัฐบาลพม่า ตาม “โครงการเงินกู้เพื่อซื้อเครื่องจักรและพัฒนาประเทศพม่า” ตามมติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลทักษิณ จนถึงปลายเดือนสิงหาคม 2547 EXIM Bank ได้อนุมัติโครงการและสัญญาว่าจ้างไปแล้วประมาณ 2,377 ล้านบาท ในจำนวนนี้ ประมาณ 600 ล้านบาท เป็นการปล่อยกู้เพื่อให้กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคมของพม่า จัดซื้อจัดจ้างระบบอุปกรณ์ดาวเทียมความเร็วสูง เพื่อใช้กับบริการไอพีสตาร์ของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ในบริการโทรศัพท์ และบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ตามกฎหมายการลงทุนของพม่า ชาวต่างชาติไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดิน ตลอดจนโครงข่ายโทรคมนาคมในพม่าได้ ข้อกำหนดดังกล่าวทำให้การระดมทุนด้านโทรคมนาคมพื้นฐานในพม่าเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากรัฐบาลพม่าไม่สามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้ เพราะหากพม่าไม่ชำระหนี้ จะทำให้ผู้ให้กู้จากต่างประเทศต้องยึดโครงข่ายโทรคมนาคมหรือที่ดิน ซึ่งใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นของตนซึ่งเป็นการขัดกับกฎหมาย
ตอบ: พม่าก็เหมือนไทย บริษัทเอกชน พม่าหรือร่วมทุนต่างชาติ สามารถมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโทรคมนาคม (Bagan Cybertech เป็นเอกชนให้บริการ โทรศัพท์ บอร์ดแบนด์ บริการดาวเทียมไอพีสตาร์ Skylink เป็นเอกชนให้บริการ มือถือ) ธนาคาร โรงแรม โรงงาน มีบริษัทไทยไปร่วมทุนหรือลงทุน 100% ในพม่ามากมาย
ประเทศพม่ามีกฎหมายที่ต้อนรับการลงทุนต่างชาติ บางครั้งมากกว่าไทยด้วยซ้ำ ต่างชาติเข้าถือหุ้นหรือธนาคารต่างชาติให้กู้ได้ ถึงแม้ไม่มีประชาธิปไตยหรือการเลือกตั้ง ประเทศพม่ามีระบบเศรษฐกิจ ถึงแม้ไม่ใหญ่เท่าเรา รัฐบาลก็พอมีเงิน ถึงแม้ไม่มากเท่าเรา (ก็เหมือนกับตอนที่บ้านเราถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการทหาร เราก็เคยเป็น ก็มีกฎหมาย มีเศรษฐกิจ)
ทางเดียวที่พม่าจะสามารถลงทุนในการวางโครงสร้างพื้นฐานได้จึงต้องมาจากการขอสินเชื่อจากซัพพลายเออร์ (supplier credit) ซึ่งรวมถึงชินแซทเทลไลท์ที่ขายอุปกรณ์หรือโครงข่ายการสื่อสารต่างๆ ในพม่าอยู่ก่อนแล้ว ในกรณีที่ไม่มีสินเชื่อจาก EXIM Bank ซัพพลายเออร์เหล่านี้ต้องแบกความเสี่ยงจากการที่จะไม่ได้รับชำระหนี้จากรัฐบาลพม่าที่มีฐานะทางการเงินอ่อนแอด้วยตนเอง
ตอบ: การช่วยเหลือทางการเงินระหว่างรัฐต่อรัฐเป็นเรื่องที่มีกันมากมายทั่วโลก ประเทศผู้ให้กู้มีข้อพิจารณาต่อของรัฐบาลของประเทศผู้รับเงินกู้มากกว่าแค่เครดิตทางการเงิน เพราะไม่ใช่เป็นธนาคารที่ดูแต่เชิงค้าขายอย่างเดียว แต่ดูปัจจัยการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งการให้ความช่วยเหลือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแบบรัฐต่อรัฐ (G2G Soft Loan) ดีทั้งการเมืองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการส่งเสริมการส่งออก ได้สองต่อ เพราะมีรายได้เข้า ประเทศ ด้วย
ส่วนรัฐบาลพม่าไม่ได้มีปัญหาเครดิตทางการเงิน ที่ผ่านมาจ่ายครบถ้วนตลอด ไม่ว่ารัฐหรือเอกชนคู่ค้า เพียงแต่มีเงินน้อยก็ใช้เงินน้อย ไม่ควรไปตีความปรักปรำลอยๆต่อรัฐบาลประเทศอื่นว่าอ่อนแอ เครดิตไม่ดี โจมตีกันเองแบบบิดเบือนปรักปรำก็น่าเกลียดพอแล้ว ไม่ควรส่งออกพฤติกรรมนี้ไปประเทสอื่น
การที่ EXIM Bank ได้ให้สินเชื่อแก่รัฐบาลพม่าในการจัดหาระบบอุปกรณ์ดาวเทียมความเร็วสูง จึงเป็นการโอนถ่ายความเสี่ยงจากชินแซทเทลไลท์มายังกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันความเสี่ยงของ EXIM Bank ตามกฎหมาย (ในกรณีที่ความสูญเสียเกิดจาก EXIM Bank ให้สินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาล) มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้จึงทำให้บริษัทชินแซทเทลไลท์ได้ประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ปรากฏว่า รัฐบาลไทยได้กำหนดให้รัฐบาลพม่าต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างบริการโทรศัพท์ และบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง โดยให้ผู้ประกอบการไทยทุกรายสามารถเข้าแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทั้งที่สามารถทำได้ในฐานะเจ้าของเงิน แต่กลับปล่อยให้รัฐบาลพม่ากำหนดว่าต้องเป็นเทคโนโลยีดาวเทียมความเร็วสูงอย่างเดียว
ตอบ: รัฐบาลพม่าเป็นผู้ซื้อของ แล้วเลือกใช้เงินกู้ที่รัฐบาลไทยเสนอให้เป็นวิธีชำระ ไม่ใช่ฝั่งไทยจะไปเปิดประมูลจัดซื้อแทนรัฐบาลพม่า (ยกเว้นไปยกให้ฟรีแบบแกรนท์ (GRANT) ถึงทำเช่นนั้นได้)
แต่ละหน่วยงานมีภารกิจ ต้องทำตามภารกิจ สังคมต้องเข้าใจในภารกิจเหล่านี้
นโยบายส่งเสริมของรัฐจะไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ต้องขอก่อนค่อยทำ ทำก่อนค่อยขอก็ได้
ที่ SH 063/2542
11 มิถุนายน 2542
เรื่อง ขอชี้แจงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท
เรียน กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ตามแบบ 246-2 ที่ผู้ถือหุ้นได้แจ้งให้สำนักงาน กลต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบแล้วนั้น บริษัทฯ ขอชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อให้ทราบดังนี้
เดิม ใหม่ 1. นางพจมาน ชินวัตร 25.00% 25.00% 2. พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร 23.75% 11.88% 3. Ample Rich Investments Limited 0% 11.87% (ถือหุ้นโดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ทั้งหมด 100 %) 48.75% 48.75% การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ได้โอนหุ้นของบริษัทฯ จำนวน 11.87% ให้กับ Ample Rich Investments Limited ซึ่งผู้ถือหุ้นถือเป็นบุคคลเดียวกันกับเจ้าของเดิม แสดงให้เห็นว่ามิได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นดังกล่าวไม่มีผลต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นทั้งทางด้านส่วนตัวและบริษัทฯ โดยเฉพาะในส่วนของการบริหารงานบริษัท โดยเฉพาะในส่วนของการบริหารงานบริษัทฯ ยังคงเป็นเช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม เพื่อชี้แจงให้เห็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ว่า เป็นการเตรียมการเพื่อสนับสนุนการที่บริษัทฯ มีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินทุนจากต่างประเทศ ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อนำมาขยายการลงทุนด้านโทรคมนาคมในประเทศไทย ตามที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2542 ตามหนังสือเลขที่ SH 61/2542 แล้วนั้น
เพื่อให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินทุนจากต่างประเทศดังกล่าว บริษัทฯ มีความจำเป็นที่ต้องสำรองหุ้นบางส่วนจากผู้ถือหุ้นปัจจุบันทั้งรายใหญ่และรายย่อย เพื่อทดสอบความสำเร็จและสภาพคล่องของ ADR Level I ก่อนนำหุ้นที่เพิ่มทุนเข้าสู่ ADR Level III หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสหรัฐอเมริกาต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
ขอแสดงความนับถือ
(นายบุญคลี ปลั่งศิริ)
กรรมการ บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่นส์
^ กลับไปที่ “การเสียภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป”
ที่มา Kim-eng & Manager: 01/02/01
ชินคอร์ปเลิกไปแนสแดค ระดมทุนในไทยไร้ปัญหา
กลุ่มชินฯ บอกลาตลาดหุ้นแนสแดค อ้างเศรษฐกิจสหรัฐฯไม่ดี ส่งสัญญาณบริษัทที่เหลือคงพับแผน นักวิเคราะห์มองกลุ่มนี้ไม่ มีปัญหา แม้ต้องใช้ เงินขยายธุรกิจอีกมาก ด้วยสถานะดีระดมทุนในประเทศได้ไม่ยาก
บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SHIN ได้ตัดสินใจที่จะเลื่อนแผนการเข้าไปเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดแนสแดค จากเดิมที่จะต้องนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในต้นปีนี้ ทั้งนี้เป็นผลมาจากตลาดแนสแดคได้เข้าสู่ช่วงขาลง แหล่งข่าวจากกลุ่มชินฯ ให้เหตุ ผลว่า พวกเราประเมินกันแล้วว่าตลาดหุ้นของสหรัฐ โดยเฉพาะแนสแดคคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัว เห็นได้จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในแนสแดคส่วน ใหญ่มีรายได้ลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯที่อยู่ในช่วงชะลอตัว โดยที่ธนาคารกลางสหรัฐฯกำลังพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งซึ่งจะทราบผลในวันนี้
“หากตลาดแนสแดคดีขึ้นเมื่อไหร่ เราคง จะหันมาทบทวนแผนการระดมทุนอีกครั้ง” สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้นักลงทุนในสหรัฐฯให้ความสนใจหุ้นในกลุ่มนี้ลดลงและอาจจะเคลื่อนย้ายเงินลงทุนออกจากสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อราคาหุ้นที่จะนำไปเสนอขาย รวมไปถึงแผนที่ทางกลุ่ม เคยคิดที่จะออกตราสารแทนหุ้นบริษัทและเปิดให้ซื้อขายในต่างประเทศได้ ซึ่ง คงจะต้องเปลี่ยนแผนไปเช่นกัน
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์กล่าวว่า การถอยจากการระดมทุนในสหรัฐของกลุ่มชินฯ ถือว่า เป็นสัญญาณบอกกับบริษัทอื่นๆ ที่มีแผนจะนำเอาบริษัทไปจดทะเบียนที่แนสแดคว่าคงจะต้องคิดเหมือนกลุ่มชินฯ เพราะกลุ่มตั้งความหวังไว้ส่วนใหญ่จะมีสถานะเป็นรองกลุ่มชินฯ แทบทั้งสิ้นนอกจากนี้ตราสารของบริษัทในย่านเอเชียที่ออกเพื่อใช้ซื้อขายในสหรัฐฯเกือบทุกแห่งมีราคาตกลงเป็นอย่างมาก ดังนั้นการที่ตลาดหุ้นแนสแดคมีปัญหาเท่ากับเป็นการดับความหวังของบริษัทต่างๆ ที่คิดจะเข้าไประดมทุนในสหรัฐฯ แม้ว่ากลุ่มชินฯ จะปรับแผนไม่ไป ระดมทุนที่สหรัฐฯ แต่คงไม่สร้างปัญหาให้กับกลุ่มชินฯ ทั้งๆ ที่ทางกลุ่มจะต้องใช้เงินอีกจำนวนไม่น้อยเพื่อขยาย ธุรกิจ เนื่องจากโดยศักยภาพของกลุ่ม นี้สามารถที่จะแหล่งเงินทุนได้ไม่ยากนัก และบริษัทลูกก็สามารถออกหุ้นกู้ได้เอง
^ กลับไปที่ “การเสียภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป”
| Africa | Asia and Pacific | Europe | Middle East | Western Hemisphere |
|---|---|---|---|---|
| Djibouti, Liberia (J), Mauritius (OG) (FSF), Seychelles (FSF), Tangier | Cook Islands (FSF), Guam, Hong Kong SAR (J) (OG) (FSF) , Japan1, Labuan, Malaysia (FSF) , Macao SAR (FSF), Marianas, Marshall Islands (FSF), Micronesia, Nauru (FSF), Niue (FSF), Philippines, Singapore2(J) (OG) (FSF), Tahiti, Thailand3, Vanuatu (J) (OG) (FSF), Western Samoa (FSF) | Andorra (FSF), Campione, Cyprus (OG) (FSF), Dublin, Ireland (FSF), Gibraltar (OG) (FSF), Guernsey (OG) (FSF), Isle of Man (OG) (FSF), Jersey (OG) (FSF), Liechtenstein (FSF), London, U.K., Luxembourg (FSF) , Madeira, Malta (OG) (FSF), Monaco (FSF), Netherlands, Switzerland (FSF) | Bahrain (J) (OG) (FSF), Israel, Lebanon (J) (OG) (FSF) | Anguilla (FSF), Antigua (FSF), Aruba (J) (OG) (FSF), Bahamas (J) (OG) (FSF), Barbados (J) (OG) (FSF), Belize (FSF), Bermuda (J) (OG) (FSF), British Virgin Islands (FSF), Cayman Islands (J) (OG) (FSF), Costa Rica (FSF), Dominica, Grenada, Montserrat, Netherlands Antilles (J) (OG) (FSF), Panama (J) (OG) (FSF), Puerto Rico, St. Kitts and Nevis (FSF), St. Lucia (FSF), St. Vincent and Grenadines (FSF), Turks and Caicos Islands (FSF), United States4, Uruguay, West Indies (UK) (J)5 |
1Japanese Offshore Market (JOM).
2Asian Currency Units (ACUs).
3Bangkok International Banking Facilities (BIBFs).
4U.S. International Banking Facilities (IBFs).
5Includes Virgin Islands, Anguilla, and Monserrat.
แหล่งข้อมูล: IMF
^ กลับไปที่ “การจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขต”
| จดทะเบียนในบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ | ตลาด | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| Asiacontent.com Ltd. | NMS | |
| Bonso Electronics International Inc. | NMS | |
| Claxson Interactive Group plc | NMS | |
| Deswell Industries Inc. | NMS | |
| DF China Technology Inc. | SM CAP | |
| Digital Star Inc. | OTC | |
| International Ltd. | NMS | |
| Euro-Tech Holdings Inc. | SM CAP | |
| Getgo Mail.com Ltd. | SM CAP | |
| Global-Tech Appliances Inc. | NYSE | |
| Guangzhou-Shenzen Superhighway Holdings Ltd. | OTC- Debt | |
| Highway Holdings Ltd. | NMS | |
| IWI Holding Ltd. | OTC | |
| Jinpan International Ltd. | AMEX | |
| Klinair Environmental Technologies Ltd. | OTC- Debt | |
| LJ International Ltd. | NMS | |
| MIH Ltd. | NMS | ผู้ถือหุ้นเดิมของ UBC |
| Nam Tai Electronics Inc. | NMS | |
| Net Matrix td. | OTC | |
| Novel Denim Holdings Ltd. | NMS | |
| OpenTV Ltd. | NMS | |
| Portal Net Ltd. | OTC | |
| Qiao Xing Universal Telephone, Inc. | NMS | |
| Quintalinux Ltd. | NMS | |
| Tramford International Ltd. | NMS | |
| UTi Worldwide Inc. | NMS | |
| จดทะเบียนในเบอร์มิวดา | ตลาด | หมายเหตุ |
| 3DLabs Inc. Ltd. | NMS | |
| APT Satellite Holdings Ltd. | NYSE | บริษัทดาวเทียมฮ่องกง |
| ArAMEX International Ltd. | NMS | |
| Arch Capital Group Ltd. | NMS | |
| Asia Pacific Resources International Ltd. | OTC | |
| Asia Pacific Wire & Cable Corp. Ltd. | NYSE | |
| Asia Satellite Telecommunications Holdings Ltd. | NYSE | บริษัทดาวเทียมฮ่องกง |
| Brilliance China Automotive Holdings Ltd. | NYSE | |
| Bunge Ltd. | NYSE | |
| China Convergent Corp. Ltd. | OTC | |
| China Enterprises Ltd. | NYSE | |
| China Yuchai International Ltd. | NYSE | |
| Chipmos Technologies (Bermuda) Ltd. | NMS | |
| Credicorp | NYSE | |
| Ek Chor China Motorcycle Company Ltd. | NYSE | บริษัทที่กลุ่ม CP ร่วมทุนที่จีน |
| Flag Ltd. | OTC | เครือข่ายใยแก้วโทรคมนาคมทั่วโลก |
| Frontline Ltd. | NYSE- Debt | |
| Glengarry Holdings Ltd. | OTC | |
| Global Sources Ltd. | NMS | |
| Gearbulk Holding Ltd. | OTC- Debt | |
| Knightsbridge Tankers Ltd. | NMS | |
| Med Net International Ltd. | OTC | |
| Nordic American Tanker Shipping Ltd. | AMEX | |
| Omninet International Ltd. | OTC | |
| Orient-Express Hotels Ltd. | NYSE | |
| PartnerRe Ltd. | NYSE |
NYSE New York Stock Exchange
AMEX American Stock Exchange
NMS Nasdaq Stock Market-National Market System
SM CAP Nasdaq Stock Market-Small Cap Market
OTC Over-the-Counter Market
แหล่งข้อมูล: U.S. Securities and Exchange Commission
| Country | No. | Country | No. |
|---|---|---|---|
| Canada | 497 | Greece | 6 |
| United Kingdom | 107 | Russia | 6 |
| Israel | 86 | Singapore | 6 |
| Brazil | 40 | Denmark | 5 |
| Mexico | 39 | Finland | 5 |
| Netherlands | 34 | Liberia | 5 |
| France | 33 | Philippines | 4 |
| Japan | 31 | Marshall Islands | 3 |
| Bermuda | 28 | Bahamas | 2 |
| Cayman Islands | 26 | Belgium | 2 |
| Australia | 24 | Belize | 2 |
| Chile | 23 | Colombia | 2 |
| Germany | 22 | Indonesia | 2 |
| British Virgin Islands | 21 | Netherlands Antilles | 2 |
| Argentina | 15 | New Zealand | 2 |
| Hong Kong | 15 | Peru | 2 |
| Switzerland | 14 | Portugal | 2 |
| China | 13 | Venezuela | 2 |
| Korea | 13 | Antigua | 1 |
| Sweden | 13 | Austria | 1 |
| Ireland | 12 | Czech Republic | 1 |
| India | 11 | Dominican Republic | 1 |
| Italy | 11 | Hungary | 1 |
| Luxembourg | 10 | Panama | 1 |
| South Africa | 9 | Papua New Guinea | 1 |
| Spain | 9 | Poland | 1 |
| Norway | 8 | Turkey | 1 |
| Taiwan | 7 | Total | 1,240 |
ที่มา U.S. Securities and Exchange Commission
หมายเหตุ: ประเทศที่มีเครื่องหมายเป็นประเทศปลอดภาษีพันธุ์แท้เต็มรูปแบบ สังเกตว่าไม่มีบริษัทจากไทยเลย ยังต้องพัฒนาธุรกิจและการเมืองไทยอีกมากหากจะโกอินเตอร์
^ กลับไปที่ ข้อ 4 “การจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขต”
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ มีสาระสำคัญดังนี้
5. การกำกับดูแลและมาตรการบังคับผู้รับใบอนุญาต
กำหนดให้ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตรวจสอบการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้รับใบอนุญาตได้ และในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ คณะกรรมการอาจเข้าครอบครองและใช้อุปกรณ์ของผู้รับใบอนุญาตหรือจะสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ ให้เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติมีอำนาจสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้อง ถ้ายังฝ่าฝืนอีกให้กำหนดค่าปรับทางปกครองได้ และถ้ายังฝ่าฝืนอีกให้คณะกรรมการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต ส่วนกรณีที่มีการกระทำร้ายแรงนั้น ให้มีโทษทางอาญาด้วย
^ กลับไปที่ ข้อ 6 “การมีต่างชาติถือหุ้นใหญ่ในบริษัทโทรคมนาคม”
สภาผ่านร่างกฎหมาย กทช.แก้สัดส่วนต่างชาติถือหุ้น
สำนักข่าวเนชั่น Wednesday, September 14, 2005
เมื่อเวลา 13.30 น. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายโภคิน พลกุล ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธาน ที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ไม่มีการอภิปรายใดๆ เนื่องจากร่างดังกล่าวเป็นร่างที่ค้างการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว และรัฐสภามีมติเห็นชอบให้พิจารณาต่อไปตามมาตรา 178
โดยสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 เกี่ยวกับการปรับปรุงคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 2 และแบบที่ 3 ให้มีสัดส่วนการถือหุ้นของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 นั้น เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการระดมทุนจากการกู้ลงทุนต่างประเทศ หรือหากจะร่วมทุนกับต่างประเทศก็จะติดขัดปัญหาสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างด้าว ส่งผลให้ผู้รับในอนุญาตทั้งรายเดิมและรายใหม่ไม่สามารถพัฒนาโครงข่ายหรือเทคโนโลยีโทรคมนาคม เพื่อจัดการให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
จึงสมควรแก้ไขสัดส่วนการถือหุ้นเสียใหม่เพื่อเอื้อต่อการระดมทุนจากนักลงทุนจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ได้กำหนดห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตเรียกเก็บเงินประกันหรือเงินอื่นที่มีลักษณะเป็นเงินประกัน ส่วนการเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภคหรือประโยชน์สาธารณะ
“คณวัฒน์” ออกโรงป้องนายก โต้ไอซีทีไม่เกี่ยวข้องเรื่องแก้กฎหมายพ.ร.บ..คมนาคม แจงเริ่มแก้ไขมาตั้งแต่ปี 2544 แล้ว
สำนักข่าวอีนิวส์ – ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีขณะนี้ มีกระแสข่าวถึงความเข้าใจผิดว่า รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ได้เร่งรัดแก้ไขพระราชบัญญัติการกระกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 โดยเฉพาะประเด็นอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นจาก 25% เป็น 49% เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ครอบครัวของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเพื่อการขายหุ้นนั้น โดยในวันนี้ ( 20 ก.พ. ) นายคณวัฒน์ วศินสังวร ผู้ช่วยรมว.ไอซีที ได้จัดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้น
ผู้ช่วยรมว.ไอซีที เปิดเผยว่า การแก้ไขกฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ดังกล่าว เริ่มต้นที่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพีออเร้นจ์ จำกัด และ บริษัท ไทยเทเลโฟน แอนด์เทเลคอมมิวนิเคชั่น ได้เรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมแก้ไขกฎหมายดังกล่าว จำนวน 4 มาตรา คือ มาตรา 8, 58, 79 และ 80 เพราะเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับการเปิดเสรีและปิดกันการแข่งขัน ดังนั้น ไอซีทีจึงไม่ได้เร่งแก้กฎหมายเอื้อประโยชน์ใคร และขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณ
ส่วนลำดับขั้นตอนการแก้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ นายคณวัฒน์ กล่าวว่า เริ่มจากวันที่ 18 ธ.ค. 2544 กระทรวงคมนาคมเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ตามที่เอกชนทั้ง 3 รายเสนอ หลังจากนั้น วันที่ 8 ต.ค. 2546 สภาฯ ชุดเดิมรับหลักการและตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแต่ไม่เสร็จ เพราะสภาฯ หมดวาระในปี 2547 จนกระทั่งวันที่ 27 เม.ย. 2548 สภาฯ ชุดปัจจุบันจึงตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง ก่อนผ่านสภาฯ ในวันที่ 14 ก.ย. 2548 ผ่านวุฒิสภาวันที่ 14 พ.ย. 2548 และเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2549
“กระบวนการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ เริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 เพราะมีบริษัทโทรคมนาคมเรียก ร้องผ่านกระทรวงคมนาคม โดยหลังจากนั้น กระบวนการแก้ไขก็ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอย่างรอบคอบ ดังนั้น การแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จึงไม่ใช่การแก้กฎหมายอย่างเร่งรีบ เพราะถ้านับตั้งแต่กระทรวงคมนาคมเสนอขอแก้ไขจนถึงประกาศใช้รวมเวลาทั้งสิ้น 4 ปี แต่ถ้านับเวลาตั้งแต่สภาฯ ชุดที่แล้วรับหลักการต่อเนื่องมาถึงสภาฯ ชุดปัจจุบันใช้เวลาทั้งสิ้น 2 ปี 3 เดือน ” นายคณวัฒน์กล่าว
โดย เสาวณิต อังคะทายาท
^ กลับไปที่ ข้อ 4 “การออกกฎหมายให้ต่างชาติถือหุ้นบริษัทโทรคมนาคมไทยได้ไม่เกิน 50%”