จาำก “คำอธิบายกรณีขายหุ้นชินคอร์ป” ของ “คนไทยเพื่อคนไทย” โดยปรับแต่งเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับ Web ตอนนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หากมีข้อคิดเห็นหรือคำแนะนำโปรดอีเมล tom.vamvanij@gmail.com
เนื่องจากเอกสารนี้ยาวและรายละเอียดมาก อาจไม่สะดวกกับทุกคน อ่านย่อสรุปนี้แล้วสนใจรายละเอียดค่อยไปดูแต่ละบทก็ได้
กรณีที่หนึ่ง ดร.ทักษิณและภรรยามีหุ้นชินคอร์ปฯ 49% ตั้งบริษัทเอง 22 ปีก่อน เข้าตลาดหุ้น 15 ปีก่อน หุ้นทั้งหมดนี้หากขายให้ลูก คือ พาน/พิณ ทั้งหมด 49% ในตลาดหุ้น จะไม่มีภาษี (เหมือนคนครึ่งล้านที่ลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ทุกวัน) เมื่อพาน/พิณขายต่อให้ใคร ก็ไม่มีภาษีอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้น เป็นสิทธิ์พื้นฐานที่มีอยู่แล้วของดร.ทักษิณและลูก คือนักลงทุนบุคคลไม่มีภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหุ้น
กรณีที่สอง ต้นปี 49 ที่จริงพาน/พิณสามารถขายแอมเพิลริช (ที่ถือหุ้นชินคอร์ปฯอยู่) ให้ผู้ซื้อในต่างประเทศได้เลย ไม่มีภาษี เป็นสิทธิพื้นฐานเช่นกัน แต่เงินจะอยู่นอกประเทศ (อาจโดนว่าเก็บเงินนอกประเทศ)
กรณีที่สาม ดังนั้น เพื่อจะขายให้เงินอยู่ในประเทศ พาน/พิณ ในฐานะเจ้าของแอมเพิลริช ทำการโอนหุ้นชินคอร์ปฯที่แอมเพิลริชถืออยู่ มาถือเองโดยตรง และเมื่อขายให้ผู้อื่นในตลาดหุ้น ทั้งส่วน 38% แรกที่ถือตรงอยู่แล้ว บวกกับอีก 11% ที่มาถือตอนหลังโอนมาจากแอมเพิลริช (คืนสู่เหย้า)รวม 49% ก็ไม่มีภาษี
| กรณีที่ 1 | กรณีที่ 2 | กรณี 3 |
|---|---|---|
| หากพาน/พิณถือหุ้นชิน โดยตรง 49% มาตลอด (ไม่มีแอมเพิลริช) แล้วขายในตลาดหุ้น ภาษี = 0 เป็นสิทธิ์พื้นฐาน | หากพาน/พิณขายแอมเพิลริชในต่างประเทศเลย (หุ้นชินส่วน 11% ติดไป) ภาษี = 0 (แต่เงินจะอยู่นอกไทย) | พาน/พิณซื้อหุ้นชินส่วน 11% คืนกลับจากแอมเพิลริช (เจ้าของเดียวกัน) แล้วขายในตลาดหุ้น ภาษี = 0 (เพื่อเงินอยู่ในไทย) |
| ไม่ต้องเลือกกรณีใดกรณีหนึ่งเพื่อลดภาษีเพราะทั้ง 3 กรณีไม่มีภาษีอยู่แล้ว | ||
ข้อกล่าวหาคือ การที่แอมเพิลริชโอนหุ้นชินคอร์ปฯให้พาน/พิณที่ราคาพาร์ 1 บาท ทั้งคู่ต้องเสียภาษีเพราะมีเงินได้เพิ่ม (ได้มา 1 บาท ขาย 49 บาท เป็นกำไร 48 บาทที่ต้องเสียภาษี) หรือจะเป็นเหมือนกรณีบริษัทออกหุ้นจูงใจพนักงานในราคาถูกพิเศษ (สต็อกออปชั่น หรือ ESOP) ว่า ต้องเสียภาษีส่วนต่างระหว่างราคาหุ้นชินคอร์ปฯที่ ซื้อขายในตลาดกับราคาที่ได้มา (ได้มา 1 บาท ในวันที่หุ้นชินคอร์ปฯราคา 42 บาท เป็นกำไร 41 บาท ซึ่งหากจะเสียภาษีต้องจ่ายวันที่ซื้อ ไม่ใช่วันที่ขายที่ 49 บาทไม่มีภาษีเพราะได้เป็นเจ้าของหุ้นนั้นแล้ว)
ข้อกล่าวหานี้ เป็นการตีความคนละหลักการ
หากแคลงใจในแง่กฎหมาย ก็ควรให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ไม่ควรเอาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองไปที่นายกฯและสรรพากร และเป็นสิทธิ์ของประชาชนตามกฎหมาย ที่มีหน้าที่เสียภาษีเท่าที่จำเป็น
หากเสียภาษีเกิน ยังไปเรียกคืนจากสรรพากรได้ ตามที่พวกเราทำยื่นแบบกันทุกปี (เปรียบเหมือนถนนข้างล่างว่างขับรถได้เร็วอยู่แล้ว แต่กลับถูกกล่าวหาว่าการไม่ขึ้นทางด่วนและเสียเงินค่าทางด่วน เป็นการหลีกเลี่ยง)
ตลาดหลักทรัพย์ตั้งใจส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาที่ซื้อขายหุ้นในตลาดไม่มีภาษีจากกำไร เพราะไม่งั้นเสียเปรียบบริษัทนิติบุคคลที่สามารถทำงบกำไรขาดทุน ที่สามารถนำการขาดทุน การเสียภาษีเงินปันผล การเสียภาษีกำไรขายหุ้น ไปหักลบในงบกำไรขาดทุน ทำให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง
ทั้งตัวดร.ทักษิณ ครอบครัว บริษัท และพนักงานกว่า12,000 คน เสียภาษีทุกรูปแบบ ทั้งเงินได้จากเงินปันผล เงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมถึงค่าสัมปทานต่างๆ ทั้งมือถือ ดาวเทียม ฯลฯ ปีละหลายหมื่นล้านบาท สิบกว่าปีนี้หลายแสนล้านบาท เป็นผู้จ่ายภาษีรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของประเทศไทย ร่วม 5% ของยอดจัดเก็บของสรรพกร ทำขนาดนี้ ทั้งผู้ก่อตั้งและตัวบริษัทเอง เป็นผู้เสียภาษีที่รักชาติไม่น้อยกว่าใครที่มาโจมตี (หลายปีก่อนตอนยังทำธุรกิจ ดร.ทักษิณเคยเป็นบุคคลที่เสียภาษีสูงสุดของไทยปีละหลายร้อนล้านบาทหลายปี)
กลุ่มบริษัทชินคอร์ปฯ ได้ชื่อว่า เป็นบริษัทดีเด่นของไทย มูลค่าทางตลาดรวมในตลาดหลักทรัพย์ (Market Capitalization) กว่า 350,000 ล้านบาท เท่ากับ 7% ของทั้งตลาดหุ้นไทย เป็นหนึ่งในสามบริษัทไทยที่ติด 500 อันดับแรกของบริษัทใหญ่ที่สุดในโลกจัดโดยฟอร์จูน (อีกสองบริษัทคือปูนซีเมนต์ไทยและปตท) ได้รับรางวัลจากตลาดหลักทรัพย์ไทยและสถาบันการเงินระหว่างประเทศจำนวนมาก ในความดีเด่นในแง่ผู้บริหาร การจัดการ ธรรมธิบาล การรายงานการเงิน ความเชื่อถือทางการเงิน (เครดิตทางการเงินของเอไอเอส ในเครือชินคอร์ปฯคอร์ป สูงกว่าของรัฐบาลไทย) ทำได้ขนาดนี้ ต้องมีความสามารถและจริยธรรมเพียงพอแน่
แอมเพิลริชเป็นบริษัทที่มีหน้าที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นชินคอร์ปฯเฉยๆ ไม่ได้มีกิจการค้าขายธุรกรรมอื่น ไม่มีรายได้ในไทย ในBVI หรือในประเทศใด จึงไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เสียในประเทศใด ขณะที่หุ้นชินคอร์ปฯที่ถืออยู่ เป็นของครอบครัวชินวัตรตั้งแต่ต้น สามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้โดยไม่มีภาษีอยู่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ใดๆที่จะตั้งแอมเพิลริชเพื่อการหลีกเลี่ยงภาษี
ถึงแม้ตามกฎหมายบีวีไอ บริษัทแอมเพิลริชไม่มีหน้าที่ต้องทำงบบัญชียื่นให้ประเทศใด แต่แอมเพิลริชเป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ปฯ ซึ่งหุ้นเหล่านี้มีข้อมูลชัดเจนอยู่แล้ว ตามทะเบียนกระทรวงพาณิชย์และตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะตั้งเพื่อการหลบเลี่ยงการรายงาน ซ่อนหรือฟอกเงินหรือทรัพย์สินใดๆ
ประเทศไทยก็มีกฎหมายเปิดรับการจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษีในประเทศไทยเองเช่นกัน
ตลาดหุ้นสหรัฐเปิดรับบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษีจากทุกประเทศอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ห้ามหรือปิดกั้นอย่างที่กล่าวหา รวมถึงตลาดหุ้นสากลใหญ่ๆทุกแห่ง ทั้ง อังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐเองและต่างชาติ ที่เข้าระดมทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐจำนวนมาก ก็เป็นบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษี (ดู “บริษัทต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐที่ก่อตั้งนอกอาณาเขต” ในเอกสารประกอบ)
การเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐของชินคอร์ปเป็นแบบซื้อขายหุ้นของชินคอร์ป ในลักษณะใบรับฝากหุ้นอเมริกา (ADR: American Depository Receipt) เป็นการเข้าสองตลาดหุ้นขนานพร้อมกัน ระหว่างตลาดหุ้นไทยเป็นหลักและตลาดหุ้นสหรัฐเป็นรอง โดยใช้หุ้นชินคอร์ปส่วนที่แอมเพิลริชถืออยู่เป็นตัวเข้าตลาด
กรณีชินแซท เป็นการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐโดยบริษัทไอพีสตาร์ ซึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อเน้นธุรกิจบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ทความเร็วสูงผ่านดาวเทียมไอพีสตาร์ทั่วทั้งภูมิภาค บริษัทไอพีสตาร์จดทะเบียนในบีวีไอ เพราะความสะดวกในการ จัดตั้ง การขายและการลงทุนทั่วทั้งภูมิภาค และการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นสากล (แต่ชินแซทก็สามารถทำ ADR ได้)
กรณีที่นายกฯเคยพูดถึงรัฐสภาสหรัฐ กำลังแก้กฎหมายเรื่องการเก็บภาษีบริษัทนอกอาณาเขต ก็แสดงว่าที่ผ่านมาไม่ผิดกฎหมาย และไม่ใช่ทุกกรณีที่เลี่ยงภาษี
ข้อกล่าวหาเรื่องฟอกเงิน เพราะมีรายงานบางฉบับบอกว่า มีการใช้บริษัทนอกอาณาเขตแบบนี้เพื่อการฟอกเงิน ค้ายาเสพติด อาชญากรรมจำนวนมาก ก็ไม่ได้หมายถึงทุกบริษัทนอกอาณาเขตเป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมด
ครอบครัวดร.ทักษิณขายหุ้นชินคอร์ปที่ตนเป็นเจ้าของ 49% ให้กองทุนเทมาเสกและพันธมิตร
ชินคอร์ปถือหุ้นในเอไอเอส 43% ในชินแซทเทลไลท์ 41% ในไอทีวี 53%
การที่กองทุนเทมาเสกและพันธมิตรซื้อหุ้นชินคอร์ป และมีการทำการตรวจสอบประเมินมูลค่า (Due Diligence) ชินคอร์ป รวมถึง เอไอเอส ชินแซทเทลไลท์ และไอทีวี ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องให้รายละเอียดเครือข่ายที่เป็นความลับใดๆ ของทั้งตนเองและผู้ใช้บริการแก่ผู้ถือหุ้นชินคอร์ปแต่อย่างใด
สิงเทล หนึ่งในบริษัทลูกของเทมาเสก ถือหุ้นในบริษัทโทรคมนาคมทั่วภูมิภาคจำนวนมาก เช่น
| บริษัท | ประเทศ | สัดส่วนหุ้น | ธุรกิจ |
|---|---|---|---|
| SingTel Optus | ออสเตรเลีย | 100.00% | มือถือ โทรศัพท์ และดาวเทียมอันดับสองของออสเตรเลีย |
| Advanced Info Service | ไทย | 21.40% | มือถืออันดับหนึ่งของไทย |
| APT Satellite | ฮ่องกง | 20.30% | ดาวเทียมอันดับสองของจีน |
| Bharti Group | อินเดีย | 30.70% | มือถืออันดับหนึ่งของอินเดีย |
| Globe Telecom | ฟิลิปปินส์ | 44.60% | มือถืออันดับสองของฟิลิปปินส์ |
| Telkomsel | อินโดนีเซีย | 35.00% | มือถือ โทรศัพท์และดาวเทียมอันดับหนึ่งของรัฐบาลอินโดนีเซีย |
| New Century Infocomm | ไต้หวัน | 24.50% | |
| Pacific Bangladesh Telecom | บังคลาเทศ | 45.00% |
ประเทศอาเชียนเพื่อนบ้านเหล่านี้ ไม่ประท้วงการขายชาติหรือการขายสมบัติของชาติ ไม่ใช่เพราะโง่กว่าเราและเราฉลาดกว่า ที่เป็นชาตินิยม ปกป้องกีดกันการลงทุนจากต่างประเทศ
การมีต่างชาติถือหุ้นและร่วมบริหารในบริษัทโทรคมนาคมไทย ไม่กระทบหรือมีประเด็นความมั่นคงของชาติ เพราะใบอนุญาตและผู้ให้บริการโทรคมนาคมล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายไทยและเป็นเครือข่ายติดอยู่ในประเทศ (ถอดออกไปไม่ได้)
ดู บันทึกการประชุมครม. ของนายกฯ ชวน หลีกภัย ในวันที่ 14 มีนาคม 2543 ในเอกสารประกอบ
ดังนั้น ประเทศไทยต้องแยกเรื่อง “เงินลงทุนและผู้ถือหุ้น” ออกจาก “บริษัทและใบอนุญาต”
ประเทศไทยมีพันธสัญญาต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ตั้งแต่ปี 2538 ในเรื่องการเปิดเสรีโทรคมนาคม ภายในปี 2549 ต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่ทางเลือก มิเช่นนั้นจะมีปัญหาการค้ากับทั่วโลก
ปัจจุบัน ต่างชาติมีส่วนแบ่งการตลาดและความเป็นเจ้าของสูงมากในอุตสาหกรรมที่ดูเหมือนมีผลต่อความมั่นคงของไทย เช่นน้ำมัน ธนาคาร แต่ภาครัฐก็สามารถกำกับดูแลได้ดี
การใช้วงโคจรที่ได้รับสิทธิจากสหประชาชาติ (UN) และ ITU ต้องทำตามกฎนานาชาติ เป็นเรื่องสากล เพราะดาวเทียมมีพื้นที่บริการครอบคลุมหลายประเทศ รัฐบาลไทยเองก็เพียงได้สิทธิ์ในวงโคจรดาวเทียมที่หลังจากประสานงานกับชาติอื่นแล้ว ไม่ใช่เจ้าของโดยสมบูรณ์ จากนั้นจึงมอบหมายให้บริษัทส่งดาวเทียมขึ้นไปให้บริการมีกำหนดเวลาตามอายุดาวเทียม
ปัจจุบันดาวเทียมไทยคมมีลูกค้าและรายได้จากต่างประเทศ กว่า 60% และเมื่อไอพีสตาร์และไทยคม 5 ให้บริการเต็มรูปแบบ จะมีลูกค้าและรายได้จากต่างประเทศกว่า 95% จึงต้องเป็นสากลและเป็นกลางอย่างยิ่ง
การที่อ้างประเด็นการขายสมบัติของชาติ ที่ผ่านมารัฐบาลส่งเสริมบริษัทโทรคมนาคมไทยอย่างไร?
กรณี ยูคอม ดีแทค ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่อันดับสองของไทย 6 มีนาคม 2549 กรณีขายหุ้นชินคอร์ป บทที่ 3 จาก “คนไทยเพื่อคนไทย” หน้า 3
บทวิเคราะห์และคำอธิบายเหล่านี้ ตั้งใจให้ย่นย่อและเข้าใจง่ายขึ้น เน้นประเด็นหลัก หากมีผิดพลาดจุดใด ยินดีรับการแก้ไข ช่วยกันอ่านและเผยแพร่ต่อ
กรณีนายสนธิทำโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง ASTV แพร่ภาพในไทยโดยใช้ดาวเทียมต่างชาติ (New Sky Network) ผิดกฎหมายไทย สองกรณี
กรณีนายสนธิทำธุรกิจดาวเทียมลาวสตาร์ ในนามบริษัท ABCN (Asia Broadcasting & Communications Ltd)
ทั้งหมดนี้ นายสนธิได้ช่วยส่งเสริมความมั่นคงของชาติและการไม่ขายชาติตรงไหน ในการร่วมมือกับต่างชาติเพื่อทำสื่อข้ามประเทศเข้ามาประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย
นายสนธิยังผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรค 1 ทั้ง 4 ประเด็น เพราะ (1) พยายามล้มรัฐบาล (2) หมิ่นประมาทและละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอื่น (3) ก่อม็อบ และ (4) เนื้อหาหยาบคาย
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อ (1) รักษาความมั่นคงของรัฐ (2) เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น (3) เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ (4) เพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน
เดิมบริษัทโทรคมนาคมไทยที่เป็นสัญชาติไทย ต้องมีสัดส่วนหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 50% ไม่มีเจตนากีดกันหรือไม่ต้อนรับการลงทุนด้านโทรคมนาคมจากต่างชาติ
ต่อมาปี 2543 รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม เป็นการออกกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญใหม่ปี 2540 โดยสัดส่วนต่างชาติตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ปี 2542 (ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 50%)
สัดส่วนนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ พันธสัญญาต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ในการเปิดเสรีโทรคมนาคมปี 2549 รวมถึงแนวโน้มการลงทุนเทคโนโลยีโทรคมนาคมใหม่เพื่อให้ทันกับการพัฒนา เช่น บรอดแบนด์โทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 ซึ่งจะต้องมีการลงทุนเพิ่มอีกหลายแสนล้านบาท ขณะที่ทุนไทยจะมีข้อจำกัดอย่างแน่นอน ต้องอาศัยเงินลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก
การกล่าวหาว่าตั้งใจแก้กฎหมายแล้วขายหุ้นทันที ความจริงแล้วจังหวะเวลาที่กฎหมายมีผลใช้ใกล้เคียงกับการขายหุ้นชินคอร์ป เป็นความบังเอิญ ไม่ใช่การออกกฎหมายมาเอื้อการขายหุ้น
ตามที่กล่าวหาว่า ต่างชาติใช้ตัวแทนถือหุ้นชินคอร์ป เพื่อจงใจหลีกเลี่ยงและผิดกฎหมาย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปัญหาเกิดจากการเอาประเด็นกฎหมายสองฉบับมาปนกัน
ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปี 2542
ตามกฎ ก.ล.ต. เรื่องการครอบงำกิจการ
ประเด็นชินคอร์ป ตาม พ.ร.บ.. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
ประเด็นชินคอร์ป ตาม กฎ กลต. เรื่องการครอบงำกิจการ
แนวคิดอื่นๆในการแก้ปัญหา
ข้อเท็จจริงอื่นๆ
ดูรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ๆในตลาดหลักทรัพย์ มีคำว่า นอมินี (Nominee) ในบริษัทดังๆจำนวนมาก (ไม่มีชื่อว่านอมินีแต่เป็นก็มี) ดูข้อมูลประกอบ
| ลำดับ | ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ | จำนวนหุ้น (หุ้น) | % หุ้น |
|---|---|---|---|
| 1 | นายขรรค์ชัย บุนปาน | 4,991,700 | 24.35 |
| 2 | INVESTORS BANK AND TRUST COMPANY | 2,174,500 | 10.61 |
| 3 | SOMERS (U.K.) LIMITED | 1,936,663 | 9.45 |
| 4 | บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด | 1,470,267 | 7.17 |
| 5 | THE BANK OF NEW YORK (NOMINEES) LIMITED | 1,284,000 | 6.26 |
| 6 | N.C.B.TRUST LIMITED-RBS AS DEP FOR FS | 1,000,000 | 4.88 |
| 7 | นายไพโรจน์ สายทุ้ม | 739,068 | 3.61 |
| 8 | CHASE NOMINEES LIMITED 1 | 601,100 | 2.93 |
| 9 | BOSTON SAFE DEPOSIT AND TRUST COMPANY | 592,300 | 2.89 |
| 10 | HSBC (SINGAPORE) NOMINEES PTE LTD | 452,700 | 2.21 |
| 11 | CREDIT SUISSE FIRST BOSTON (EUROPE) LTD | 438,400 | 2.14 |
| 12 | น.ส.ปานบัว บุนปาน | 382,875 | 1.87 |
| 13 | นายปราปต์ บุนปาน | 382,800 | 1.87 |
| 14 | DBS VICKERS SECURITIES (SINGAPORE) PTE L | 258,200 | 1.26 |
| 15 | นางกมลทิพ พยัฆวิเชียร | 233,866 | 1.14 |
| 16 | DEUTSCHE BANK INTERNATIONAL LTD. | 200,000 | 0.98 |
| 17 | STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY | 188,900 | 0.92 |
| 18 | NORTRUST NOMINEES LTD. | 168,000 | 0.82 |
| 19 | นายวิชัย มิตรสันติสุข | 132,400 | 0.65 |
| 20 | นายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร | 130,666 | 0.64 |
| 21 | THE BANK OF NEW YORK NOMINEES LTD A/C BA | 127,700 | 0.62 |
| 22 | นางเพาพิลาส เหมวชิรวรากร | 110,000 | 0.54 |
แหล่งข้อมูล: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
กรณี ยูคอม ดีแทค ปลายปี 48 ตระกูลเบญจรงคกุล ได้ขายหุ้นอย่างซับซ้อน รวมถึงการใช้ตัวแทนนอมินีด้วย ทำให้ต่างชาติเป็นเจ้าของดีแทคเกือบทั้งหมด (มากกว่ากรณีชินคอร์ปมาก) ไม่มีใครพูดถึง
ตามที่กล่าวหา BOI ว่าช่วยเหลือพิเศษต่อชินแซท ข้อเท็จจริงมีดังนี้
ปกติ BOI ส่งเสริมให้บริษัทไทยและต่างประเทศลงทุนในประเทศในโครงการต่างๆจำนวนมากโดยเหตุผลหลายประการ รวมถึง เพื่อให้แข่งขันต่างประเทศได้ดีขึ้น เพื่อการส่งออก การสร้างรายได้จากต่างประเทศ (เป็นรายได้ที่ไม่ได้มาจากในประเทศอยู่แล้ว) ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีอื่นๆ และสิทธิพิเศษอื่นๆ
ปกติบริษัทโทรคมนาคมไทย ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จาก BOI เพราะไม่ได้สร้างรายได้จากต่างประเทศ
กรณี BOI ให้การส่งเสริม ดาวเทียมไทยคมของบริษัทชินแซท
กรณีตัวอย่าง ดาวเทียมเอเชียแซทของฮ่องกง คู่แข่งรายสำคัญของไทยคมในภูมิภาค
ไทยคมยังต้องยกทรัพย์สินและดาวเทียมให้รัฐ ทำให้ทำธุรกิจยาก ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เช่น ทรัพย์สินค้ำเงินกู้ผู้เอาประโยชน์การประกันภัย กลายเป็นรัฐ จะขายทรัพย์สินดาวเทียมทำได้ยาก เพราะยกให้รัฐแล้ว ฯลฯ
ไทยคมเจอต้นทุนแฝงพวกนี้สูงกว่าดาวเทียมต่างชาติมาก การยกเว้นภาษี 8 ปีแค่ช่วยปรับชดเชยต้นทุนแฝงให้ใกล้กันกับคู่แข่งต่างชาติได้บ้าง แต่ยังไม่ดีกว่า (คล้ายกับว่า เสียเปรียบอยู่ 100% เหลือ 50%) ช่วยการแข่งขันได้บ้าง อย่าลืมว่า ดาวเทียมเป็นธุรกิจนานาชาติไร้พรมแดนมาก ยิ่งวันยิ่งเปิดเสรียิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ประเทศไทยมีผู้ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของตนเองน้อยรายมาก ไอพีสตาร์เป็นการฉีกแนวจากที่เคยมีแต่การส่งออกอยู่แต่แถวๆ ข้าวและมันสำปะหลัง ไก่ต้มสุก กุ้งแกะเปลือก หรือแค่ค่าแรงโรงงานรับประกอบวงจรให้ต่างชาติ คำถามคือ ประเทศไทยจะส่งเสริมการพัฒนาและส่งออกสินค้าไฮเทคไหม?
มาเลเซียมี Multimedia Super Corridor (MSC) ที่ให้ผลประโยชน์ด้านภาษี ที่ดิน ทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) การส่งเสริมการตลาด แรงงาน มีเขตพิเศษ Cyberjaya มีเครือข่ายไอทีและโทรคมพิเศษให้ มีบริษัทชื่อดังของโลกเช่น Microsystems, Microsoft, Shell, NTT & DHL ไปลงทุน ทำวิจัย พัฒนา ผลิต สอน ฯลฯ
คำเบิกความ นักวิจัย TDRI คดี “ชิน vs สุภิญญา” ชี้ปมผลประโยชน์ทับซ้อน
มติชน 31 สิงหาคม 2548 หน้า 2
เป็นการเบิกความของนายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศ [sic] (ทีดีอาร์ไอ) ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ในคดีที่กลุ่มบริษัทในเครือชินคอร์ป เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ เป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาท
กรณีการส่งเสริมการลงทุนดาวเทียมไอพีสตาร์
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 ซึ่งเป็นปีที่สามของรัฐบาลทักษิณ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน)บีโอไอ( ได้มีมติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาวเทียม “ไอพีสตาร์ “ของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ซึ่งให้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เฉพาะรายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศ เป็นระยะเวลาถึง 8 ปี หรือเทียบเท่ากับสิทธิประโยชน์สูงสุดที่บีโอไอให้กับนักลงทุนที่ลงทุนในเขต 3 ซึ่งเป็นเขตท้องที่ห่างไกล มูลค่าเม็ดเงินที่บริษัทชินแซทเทลไลท์ได้รับการยกเว้นภาษีนี้สูงถึง 16,459 ล้านบาท
ตอบ:
| ล้านบาท | |
|---|---|
| หากให้ได้เม็ดเงินยกเว้นภาษี | 16,549 |
| ที่อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% จะต้องได้กำไรสุทธิ | 55,163 |
| หากกำไรสุทธิคิดเป็นประมาณ 20% ของยอดขาย จะต้องได้ยอดขาย | 275,817 |
| จำนวนปีที่มีกำไร 4 ปีเฉลี่ยจะต้องได้ยอดขายต่อปี | 68,954 |
การส่งเสริมการลงทุนนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นของชินแซทเทลไลท์ ได้ประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมหลายประการกล่าวคือ
หนึ่ง การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอไม่มีผลโน้มน้าวให้เกิดการลงทุนใดๆ เพิ่มขึ้น เพราะบริษัทได้ตัดสินใจลงทุนไปแล้ว
ตอบ:
สอง ดาวเทียมไอพีสตาร์ มีประสิทธิภาพดีกว่าดาวเทียมแบบเดิมถึง 30 เท่า ซึ่งหมายความว่า ไอพีสตาร์สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามากอยู่แล้ว การได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงไม่มีความจำเป็นเลย
ตอบ:
สาม ผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนคือผู้ใช้ต่างชาติ และผู้ถือหุ้นเท่านั้น โดยประชาชนไทยไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด
ตอบ:
นายสมเกียรติ หากไม่รู้เรื่องโดยสุจริตใจ ก็บิดเบือนปรักปรำอย่างยิ่ง ไม่ควรเป็นนักวิชาการนักโจมตีทางการเมืองเช่นนี้ และนี่คือตัวอย่างของการโจมตีแบบบิดเบือนปรักปรำสุดโต่งอีกจำนวนมากในสังคมของเราตอนนี้ ที่อาศัยกระแส อ้างสิทธิสื่อและเสรีภาพในการพูด โดยไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้องของเนื้อหา และการหมิ่นประมาทละเมิดสิทธิผู้อื่น และฉวยโอกาสความซับซ้อนของเนื้อหาที่เข้าใจยากสำหรับประชาชน กลายเป็นเข้าใจผิดว่าโกงไปกันใหญ่ นำประเทศสู่วิกฤตทางการเมืองอย่างตอนนี้
ตามที่กล่าวหาว่า รัฐบาลไทยเจรจา FTA เพื่อช่วยชินแซท ข้อเท็จจริงคือ
จนบัดนี้ ชินแซทยังไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆเป็นกรณีพิเศษจาก FTA ของรัฐบาลไทย
รายละเอียด FTA ไทย-ออสเตรเลีย ตุลาคม 2546 ส่วนโทรคมนาคม:
Communications services: Australia will not impose quotas on the number of satellite and mobile phone services and will permit unlimited Thai interest in Optus and Vodafone, but no commitment has been made on ownership by Thai nationals of Telstra.
ออสเตรเลียจะไม่จำกัดโควตาของปริมาณบริการดาวเทียมและมือถือ และจะไม่จำกัดการถือหุ้นของไทยในบริษัท Optus และ Vodafone แต่จะไม่ผูกมัดในการให้ถือหุ้นโดยคนไทยในบริษัท Telstra
อ่านเผินๆดูเหมือนช่วยอะไรพิเศษ ข้อเท็จจริงคือ ออสเตรเลียไม่เคยจำกัดโควตาบริการดาวเทียมและมือถือกับประเทศใดอยู่แล้ว และไม่ได้พูดเจาะจงว่าการไม่จำกัดโควตานี้ทำให้ไทย