ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ทักษิณ ชินวัตร และ ชินคอร์ป

สารบัญ

  1. สรุปย่อ
  2. 1. การเสียภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ
  3. 2. การจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขต (Offshore Company)
  4. 3. การมีต่างชาติถือหุ้นใหญ่ในบริษัทโทรคมนาคม
  5. 4. การออกกฎหมายให้ต่างชาติถือหุ้นบริษัทโทรคมนาคมไทยได้ไม่เกิน 50%
  6. 5. ประเด็นการใช้ตัวแทนถือหุ้นให้ต่างชาตินอมินี (Nominee)
  7. 6. กรณีไทยคมกับ BOI, FTA, Exim Bank
  8. เอกสารประกอบ

สรุปย่อ

เนื่องจากเอกสารนี้ยาวและรายละเอียดมาก อาจไม่สะดวกกับทุกคน อ่านย่อสรุปนี้แล้วสนใจรายละเอียดค่อยไปดูแต่ละบทก็ได้

การเสียภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ

การจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขต (Offshore Company) แบบแอมเพิลริช ไม่ผิดกฎหมาย ทำกันทั่วไป

ครอบครัวชินวัตรขายแค่หุ้นชินคอร์ปแค่ที่ตนเป็นเจ้าของ 49% ให้กองทุนเทมาเสกและพันธมิตร

การออกกฎหมายให้ต่างชาติถือหุ้นบริษัทโทรคมนาคมไทยได้ไม่เกิน 50%

ประเด็นการใช้ตัวแทนถือหุ้นให้ต่างชาตินอมินี (Nominee) เกิดจากการเอาประเด็นกฎหมายสองฉบับมาปนกัน คือ

กรณีไทยคมกับ BOI, FTA, Exim Bank

ไทยคม กับ BOI

ไทยคมกับ FTA:

ไทยคมกับ EXIM BANK:

1. การเสียภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ

  1. กรณีที่หนึ่ง ดร.ทักษิณและภรรยามีหุ้นชินคอร์ปฯ 49% ตั้งบริษัทเอง 22 ปีก่อน เข้าตลาดหุ้น 15 ปีก่อน หุ้นทั้งหมดนี้หากขายให้ลูก คือ พาน/พิณ ทั้งหมด 49% ในตลาดหุ้น จะไม่มีภาษี (เหมือนคนครึ่งล้านที่ลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ทุกวัน) เมื่อพาน/พิณขายต่อให้ใคร ก็ไม่มีภาษีอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้น เป็นสิทธิ์พื้นฐานที่มีอยู่แล้วของดร.ทักษิณและลูก คือนักลงทุนบุคคลไม่มีภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหุ้น

    • ดังนั้น ดร.ทักษิณไม่จำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อนเพื่อเลี่ยงภาษี (เช่นแอมเพิลริช) เพราะไม่มีภาษีให้ลด
    • ที่ดร.ทักษิณทำแอมเพิลริชในปี 42 เพราะจะเอาชินคอร์ปฯเข้าตลาดหุ้นสหรัฐ (ดู หนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใน เอกสารประกอบ) ตอนหลังตลาดหุ้นสหรัฐตกมาก เลยหยุดแผน (ดู ข่าวชินคอร์ประงับเข้าตลาดแนสแดค ในเอกสารประกอบ) แต่หุ้นชินคอร์ปฯ 11% ก็อยู่ที่แอมเพิลริชไปเรื่อยๆ ปลายปี 43 ก่อนเป็นนายกฯ ดร. ทักษิณก็ขายโอนแอมเพิลริชให้ลูก

แผนภาพกรณีภาษีการขายหุ้นชินคอร์ป1

  1. กรณีที่สอง ต้นปี 49 ที่จริงพาน/พิณสามารถขายแอมเพิลริช (ที่ถือหุ้นชินคอร์ปฯอยู่) ให้ผู้ซื้อในต่างประเทศได้เลย ไม่มีภาษี เป็นสิทธิพื้นฐานเช่นกัน แต่เงินจะอยู่นอกประเทศ (อาจโดนว่าเก็บเงินนอกประเทศ)

  2. กรณีที่สาม ดังนั้น เพื่อจะขายให้เงินอยู่ในประเทศ พาน/พิณ ในฐานะเจ้าของแอมเพิลริช ทำการโอนหุ้นชินคอร์ปฯที่แอมเพิลริชถืออยู่ มาถือเองโดยตรง และเมื่อขายให้ผู้อื่นในตลาดหุ้น ทั้งส่วน 38% แรกที่ถือตรงอยู่แล้ว บวกกับอีก 11% ที่มาถือตอนหลังโอนมาจากแอมเพิลริช (คืนสู่เหย้า)รวม 49% ก็ไม่มีภาษี

    • ปรากฏว่า ส่วนแอมเพิลริช 11% ถูกกล่าวหาว่าหนีภาษี ทั้งที่เป็นสิทธิ์แต่เดิมที่ไม่มีภาษี หากขายแอมเพิลริชในต่างประเทศเหมือนในกรณีที่สอง หรือหากถือตรงมาตลอดโดยไม่มีแอมเพิลริชเหมือนในกรณีที่หนึ่ง

แผนภาพกรณีภาษีการขายหุ้นชินคอร์ป 2

กรณีที่ 1กรณีที่ 2กรณี 3
หากพาน/พิณถือหุ้นชิน โดยตรง 49% มาตลอด (ไม่มีแอมเพิลริช) แล้วขายในตลาดหุ้น ภาษี = 0 เป็นสิทธิ์พื้นฐานหากพาน/พิณขายแอมเพิลริชในต่างประเทศเลย (หุ้นชินส่วน 11% ติดไป) ภาษี = 0 (แต่เงินจะอยู่นอกไทย)พาน/พิณซื้อหุ้นชินส่วน 11% คืนกลับจากแอมเพิลริช (เจ้าของเดียวกัน) แล้วขายในตลาดหุ้น ภาษี = 0 (เพื่อเงินอยู่ในไทย)
ไม่ต้องเลือกกรณีใดกรณีหนึ่งเพื่อลดภาษีเพราะทั้ง 3 กรณีไม่มีภาษีอยู่แล้ว
  1. ข้อกล่าวหาคือ การที่แอมเพิลริชโอนหุ้นชินคอร์ปฯให้พาน/พิณที่ราคาพาร์ 1 บาท ทั้งคู่ต้องเสียภาษีเพราะมีเงินได้เพิ่ม (ได้มา 1 บาท ขาย 49 บาท เป็นกำไร 48 บาทที่ต้องเสียภาษี) หรือจะเป็นเหมือนกรณีบริษัทออกหุ้นจูงใจพนักงานในราคาถูกพิเศษ (สต็อกออปชั่น หรือ ESOP) ว่า ต้องเสียภาษีส่วนต่างระหว่างราคาหุ้นชินคอร์ปฯที่ ซื้อขายในตลาดกับราคาที่ได้มา (ได้มา 1 บาท ในวันที่หุ้นชินคอร์ปฯราคา 42 บาท เป็นกำไร 41 บาท ซึ่งหากจะเสียภาษีต้องจ่ายวันที่ซื้อ ไม่ใช่วันที่ขายที่ 49 บาทไม่มีภาษีเพราะได้เป็นเจ้าของหุ้นนั้นแล้ว)

  2. ข้อกล่าวหานี้ เป็นการตีความคนละหลักการ

    • เพราะทั้งพาน/พิณเป็นเจ้าของแอมเพิลริชก็ถือว่าเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯ 11% นี้อยู่แล้ว เป็นบุคคลเดียวกันดังที่รายงานตลาดหุ้นมาตลอด ดังนั้น การที่แอมเพิลริชโอนหุ้นชินคอร์ปฯ 11% ที่ถืออยู่ ให้พาน/พิณถือเองโดยตรงในราคาพาร์ ไม่ทำให้พาน/พิณมีรายได้เพิ่ม เพราะเป็นหุ้นและต้นทุนของตนแต่เดิม
    • เป็นคนละกรณีกับ นายจ้างจ่ายผลตอบแทนลูกจ้างด้วยการออกหุ้นใหม่ขายให้ในราคาพิเศษ หรือ การให้รางวัลจับสลาก หรือ การขายตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีส่วนลดหน้าตั๋ว ล้วนทำให้ผู้ซื้อมีรายได้เพิ่ม ต้องเสียภาษี
    • ประเด็นนี้หารือกับสรรพากรตั้งแต่กลางปีที่แล้ว สรรพากรก็ยืนยันว่าเรื่องนี้ถูกต้อง แต่ก็ไม่ฟังกัน กล่าวหาว่าลูกนายกฯหนีภาษี นายกฯไม่มีจริยธรรม สรรพากรผิดจรรยาบรรณเพราะตีความเข้าข้างรับใช้นายกฯ
  3. หากแคลงใจในแง่กฎหมาย ก็ควรให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ไม่ควรเอาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองไปที่นายกฯและสรรพากร และเป็นสิทธิ์ของประชาชนตามกฎหมาย ที่มีหน้าที่เสียภาษีเท่าที่จำเป็น
    หากเสียภาษีเกิน ยังไปเรียกคืนจากสรรพากรได้ ตามที่พวกเราทำยื่นแบบกันทุกปี (เปรียบเหมือนถนนข้างล่างว่างขับรถได้เร็วอยู่แล้ว แต่กลับถูกกล่าวหาว่าการไม่ขึ้นทางด่วนและเสียเงินค่าทางด่วน เป็นการหลีกเลี่ยง)

  4. ตลาดหลักทรัพย์ตั้งใจส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาที่ซื้อขายหุ้นในตลาดไม่มีภาษีจากกำไร เพราะไม่งั้นเสียเปรียบบริษัทนิติบุคคลที่สามารถทำงบกำไรขาดทุน ที่สามารถนำการขาดทุน การเสียภาษีเงินปันผล การเสียภาษีกำไรขายหุ้น ไปหักลบในงบกำไรขาดทุน ทำให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง

    • บุคคลธรรมดาทำงบไม่ได้ หากขาดทุน เสียภาษี หักลบอย่างอื่นไม่ได้เลย หากตลาดหลักทรัพย์ไม่ส่งเสริมเช่นนี้ นักลงทุน 500,000 คนต้องไปตั้งบริษัทกันหมด วุ่นวายกันใหญ่ ทั้งทำบัญชี สอบบัญชี
  5. ทั้งตัวดร.ทักษิณ ครอบครัว บริษัท และพนักงานกว่า12,000 คน เสียภาษีทุกรูปแบบ ทั้งเงินได้จากเงินปันผล เงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมถึงค่าสัมปทานต่างๆ ทั้งมือถือ ดาวเทียม ฯลฯ ปีละหลายหมื่นล้านบาท สิบกว่าปีนี้หลายแสนล้านบาท เป็นผู้จ่ายภาษีรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของประเทศไทย ร่วม 5% ของยอดจัดเก็บของสรรพกร ทำขนาดนี้ ทั้งผู้ก่อตั้งและตัวบริษัทเอง เป็นผู้เสียภาษีที่รักชาติไม่น้อยกว่าใครที่มาโจมตี (หลายปีก่อนตอนยังทำธุรกิจ ดร.ทักษิณเคยเป็นบุคคลที่เสียภาษีสูงสุดของไทยปีละหลายร้อนล้านบาทหลายปี)

  6. กลุ่มบริษัทชินคอร์ปฯ ได้ชื่อว่า เป็นบริษัทดีเด่นของไทย มูลค่าทางตลาดรวมในตลาดหลักทรัพย์ (Market Capitalization) กว่า 350,000 ล้านบาท เท่ากับ 7% ของทั้งตลาดหุ้นไทย เป็นหนึ่งในสามบริษัทไทยที่ติด 500 อันดับแรกของบริษัทใหญ่ที่สุดในโลกจัดโดยฟอร์จูน (อีกสองบริษัทคือปูนซีเมนต์ไทยและปตท) ได้รับรางวัลจากตลาดหลักทรัพย์ไทยและสถาบันการเงินระหว่างประเทศจำนวนมาก ในความดีเด่นในแง่ผู้บริหาร การจัดการ ธรรมธิบาล การรายงานการเงิน ความเชื่อถือทางการเงิน (เครดิตทางการเงินของเอไอเอส ในเครือชินคอร์ปฯคอร์ป สูงกว่าของรัฐบาลไทย) ทำได้ขนาดนี้ ต้องมีความสามารถและจริยธรรมเพียงพอแน่

2. การจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขต (Offshore Company)

  1. แอมเพิลริชเป็นบริษัทที่มีหน้าที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นชินคอร์ปฯเฉยๆ ไม่ได้มีกิจการค้าขายธุรกรรมอื่น ไม่มีรายได้ในไทย ในBVI หรือในประเทศใด จึงไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เสียในประเทศใด ขณะที่หุ้นชินคอร์ปฯที่ถืออยู่ เป็นของครอบครัวชินวัตรตั้งแต่ต้น สามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้โดยไม่มีภาษีอยู่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ใดๆที่จะตั้งแอมเพิลริชเพื่อการหลีกเลี่ยงภาษี

  2. ถึงแม้ตามกฎหมายบีวีไอ บริษัทแอมเพิลริชไม่มีหน้าที่ต้องทำงบบัญชียื่นให้ประเทศใด แต่แอมเพิลริชเป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ปฯ ซึ่งหุ้นเหล่านี้มีข้อมูลชัดเจนอยู่แล้ว ตามทะเบียนกระทรวงพาณิชย์และตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะตั้งเพื่อการหลบเลี่ยงการรายงาน ซ่อนหรือฟอกเงินหรือทรัพย์สินใดๆ

  3. ประเทศไทยก็มีกฎหมายเปิดรับการจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษีในประเทศไทยเองเช่นกัน

    • ประเทศที่จัดให้มีการตั้งบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษี ที่นิยมกันมาก คือ บีวีไอ (กว่า 300,000 บริษัท), เบอร์มิวดา, เคย์แมน, บาฮามา, มอริเชียส, ฯลฯ รวมถึง สิงค์โปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศไทยด้วย (วาณิชธนกิจ BIBF (Bangkok International Banking Facilities) ของแบงค์ชาติ มีสิบกว่าปีแล้ว)
    • หลักการคล้ายกันคือ เพื่อจูงใจให้ต่างชาติมาใช้บริการทางการเงินของประเทศ ประเทศก็จะมีบริการให้ต่างชาติสามารถมาตั้งบริษัทนอกอาณาเขตได้ เปิดบัญชีเงินดอลลาร์ หากไม่มีรายได้ที่เกิดจากการค้าขายในประเทศ ก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ประเทศ ดังนั้นบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษี เป็นเรื่องปกติและถูกต้องตามกฎหมายในการทำธุรกิจสากล (ดู “ประเทศและเขตปกครองที่มีบริการบริษัทนอกอาณาเขตปลอดภาษี” ในเอกสารประกอบ)
  4. ตลาดหุ้นสหรัฐเปิดรับบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษีจากทุกประเทศอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ห้ามหรือปิดกั้นอย่างที่กล่าวหา รวมถึงตลาดหุ้นสากลใหญ่ๆทุกแห่ง ทั้ง อังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐเองและต่างชาติ ที่เข้าระดมทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐจำนวนมาก ก็เป็นบริษัทนอกอาณาเขตแบบปลอดภาษี (ดู “บริษัทต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐที่ก่อตั้งนอกอาณาเขต” ในเอกสารประกอบ)

  5. การเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐของชินคอร์ปเป็นแบบซื้อขายหุ้นของชินคอร์ป ในลักษณะใบรับฝากหุ้นอเมริกา (ADR: American Depository Receipt) เป็นการเข้าสองตลาดหุ้นขนานพร้อมกัน ระหว่างตลาดหุ้นไทยเป็นหลักและตลาดหุ้นสหรัฐเป็นรอง โดยใช้หุ้นชินคอร์ปส่วนที่แอมเพิลริชถืออยู่เป็นตัวเข้าตลาด

  6. กรณีชินแซท เป็นการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐโดยบริษัทไอพีสตาร์ ซึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อเน้นธุรกิจบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ทความเร็วสูงผ่านดาวเทียมไอพีสตาร์ทั่วทั้งภูมิภาค บริษัทไอพีสตาร์จดทะเบียนในบีวีไอ เพราะความสะดวกในการ จัดตั้ง การขายและการลงทุนทั่วทั้งภูมิภาค และการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นสากล (แต่ชินแซทก็สามารถทำ ADR ได้)

  7. กรณีที่นายกฯเคยพูดถึงรัฐสภาสหรัฐ กำลังแก้กฎหมายเรื่องการเก็บภาษีบริษัทนอกอาณาเขต ก็แสดงว่าที่ผ่านมาไม่ผิดกฎหมาย และไม่ใช่ทุกกรณีที่เลี่ยงภาษี

    • รัฐสภาสหรัฐแก้กฎหมายเพื่อปรับปรุงการเก็บภาษีบริษัทหรือคนสหรัฐที่ค้าขายในสหรัฐ แต่ไปตั้งบริษัทแม่นอกประเทศ (ไม่ใช่กรณีบริษัทต่างชาติทำ ADR เหมือนกรณีชินคอร์ป หรือบริษัทต่างชาติเข้าตลาดหุ้นโดยตรงเหมือนกรณีบริษัทไอพีสตาร์)
    • ประเทศสหรัฐเปิดกว้างให้ต่างชาติเข้าไปค้าขายได้มาก ทำให้มีคนหรือบริษัทสหรัฐจำนวนมากไปแสร้งตั้งบริษัทนอกอาณาเขตเพื่อค้าขายกลับเข้าไปในสหรัฐ เพราะมีหลายกรณีจะเสียภาษีน้อยกว่าเป็นสัญชาติสหรัฐเอง (กระทั่งในสหรัฐก็มีรัฐปลอดภาษีเช่น เนวาดา เดลาแวร์ ใครเคยไปคงจำได้ว่า การซื้อของทางไปรษณีย์จากรัฐอื่นไม่ต้องเสียภาษีขาย (Sales Tax) ในขณะที่คนซื้อของจากผู้ขายในรัฐเดียวกันกับต้องเสียภาษี เป็นความแปลกแบบสหรัฐ เอาไทยไปเทียบไม่ได้)
    • เป็นคนละกรณีกับแอมเพิลริชที่ทำหน้าที่เพียงถือหุ้นชินคอร์ป ไม่ได้ค้าขายอื่น
    • ส่วนในข่าวมีการใช้คำว่าไม่รักชาติ (non-patriotic) เป็นเพียงสำนวนนักการเมืองสหรัฐที่ใช้ศัพท์ให้เร้าใจเพื่อสร้างความสนใจและการสนับสนุนการแก้กฎหมาย
  8. ข้อกล่าวหาเรื่องฟอกเงิน เพราะมีรายงานบางฉบับบอกว่า มีการใช้บริษัทนอกอาณาเขตแบบนี้เพื่อการฟอกเงิน ค้ายาเสพติด อาชญากรรมจำนวนมาก ก็ไม่ได้หมายถึงทุกบริษัทนอกอาณาเขตเป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมด

    • มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่า บริษัทประกันภัย ธนาคารชั้นนำของโลกเกือบทุกราย รวมถึงหลายแห่งของไทย ก็มีบริษัทนอกอาณาเขตในแหล่งหลักๆเช่น บีวีไอ บาฮามา เคย์แมน ฯลฯ แปลว่าทุกคนผิดกฎหมายหรือ?
    • หรือกรณีว่าบัญชีธนาคารในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ขึ้นชื่อว่ามีอาชญากรจำนวนมากเปิดบัญชีใช้ฝากเงินผิดกฎหมาย อย่างที่เห็นบ่อยๆในภาพยนตร์ ดังนั้น แสดงว่าใครไปเปิดบัญชี ก็เป็นอาชญากรทั้งหมดหรือ?
    • หุ้นชินคอร์ป อยู่ในทะเบียนกระทรวงพาณิชย์และตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่เงินสกปรกที่ฟอกได้

3. การมีต่างชาติถือหุ้นใหญ่ในบริษัทโทรคมนาคม

  1. ครอบครัวดร.ทักษิณขายหุ้นชินคอร์ปที่ตนเป็นเจ้าของ 49% ให้กองทุนเทมาเสกและพันธมิตร

    • ไม่ใช่การขายทั้งบริษัท 100% เพราะที่เหลือเป็นของผู้ถือหุ้นอื่น
    • ไม่ใช่การขายตัวสัมปทาน, ความถี่, เครือข่าย, หรือหุ้นของบริษัทสัมปทานผู้ให้บริการมือถือ ดาวเทียม ทีวี
  2. ชินคอร์ปถือหุ้นในเอไอเอส 43% ในชินแซทเทลไลท์ 41% ในไอทีวี 53%

    • ดังนั้น ถือได้ว่าเทมาเสก (ผ่านการถือหุ้น49% ในชินคอร์ป) มีความเป็นเจ้าของ เอไอเอส 21% ชินแซทเทลไลท์ 20% ไอทีวี 26% (หากเอาของสิงเทลที่ถือหุ้นเอไอเอส 21% บวกกับส่วนที่เทมาเสกถือผ่านชินคอร์ปอีก 21% ก็จะมีต่างชาติถือหุ้นเอไอเอสรวม 42%) ทั้งหมดไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ถือว่าปกติ
  3. การที่กองทุนเทมาเสกและพันธมิตรซื้อหุ้นชินคอร์ป และมีการทำการตรวจสอบประเมินมูลค่า (Due Diligence) ชินคอร์ป รวมถึง เอไอเอส ชินแซทเทลไลท์ และไอทีวี ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องให้รายละเอียดเครือข่ายที่เป็นความลับใดๆ ของทั้งตนเองและผู้ใช้บริการแก่ผู้ถือหุ้นชินคอร์ปแต่อย่างใด

  4. สิงเทล หนึ่งในบริษัทลูกของเทมาเสก ถือหุ้นในบริษัทโทรคมนาคมทั่วภูมิภาคจำนวนมาก เช่น

    • ถือหุ้น 100% ใน Optus บริษัทดาวเทียมหนึ่งเดียวและบริษัทมือถืออันดับสองของออสเตรเลีย, ถือหุ้น 21% ในเอไอเอส บริษัทมือถืออันดับหนึ่งของไทย, ถือหุ้น 30% ใน Bharti บริษัทมือถืออันดับหนึ่งของอินเดีย, ถือหุ้น 44% ในบริษัท Globe บริษัทมือถืออันดับสองของฟิลิปปินส์, ถือหุ้น 35% ใน Telkomcel บริษัทมือถือ โทรศัพท์ และดาวเทียมอันดับหนึ่งของรัฐบาลอินโดนีเซีย, ถือหุ้น 20% ในบริษัท Apt Satellite บริษัทดาวเทียมอันดับสองของจีน
    • ขณะที่ บริษัทสิงคโปร์เทคโนโลยี บริษัทลูก 100%ของเทมาเสก ถือหุ้น 42% ใน Indosat บริษัทมือถือ โทรศัพท์ และดาวเทียม อันดับสองของรัฐบาลอินโดนีเซีย ดูข้อมูลประกอบ
    บริษัทที่สิงเทลถือหุ้นและร่วมบริหาร
    บริษัทประเทศสัดส่วนหุ้นธุรกิจ
    SingTel Optusออสเตรเลีย100.00%มือถือ โทรศัพท์ และดาวเทียมอันดับสองของออสเตรเลีย
    Advanced Info Serviceไทย21.40%มือถืออันดับหนึ่งของไทย
    APT Satelliteฮ่องกง20.30%ดาวเทียมอันดับสองของจีน
    Bharti Groupอินเดีย30.70%มือถืออันดับหนึ่งของอินเดีย
    Globe Telecomฟิลิปปินส์44.60%มือถืออันดับสองของฟิลิปปินส์
    Telkomselอินโดนีเซีย35.00%มือถือ โทรศัพท์และดาวเทียมอันดับหนึ่งของรัฐบาลอินโดนีเซีย
    New Century Infocommไต้หวัน24.50% 
    Pacific Bangladesh Telecomบังคลาเทศ45.00% 
  5. ประเทศอาเชียนเพื่อนบ้านเหล่านี้ ไม่ประท้วงการขายชาติหรือการขายสมบัติของชาติ ไม่ใช่เพราะโง่กว่าเราและเราฉลาดกว่า ที่เป็นชาตินิยม ปกป้องกีดกันการลงทุนจากต่างประเทศ

    • การลงทุนโทรคมนาคมโดยทุนต่างชาติ สะท้อนถึงโลกาภิวัฒน์ในการเปิดเสรีโทรคมนาคม เป็นไปทั่วโลกอย่างรุนแรง เช่น บริษัทแม่ Vodafone แห่งอังกฤษ ถือหุ้นเกือบ 100% ในVodafone ญี่ปุ่น บริษัทมือถืออันดับสามของญี่ปุ่น, เทเลนอร์ ถือหุ้นใหญ่เกือบ 100% ในดีแทค บริษัทมือถืออันดับสองของไทย และ 61% ใน Digi บริษัทมือถืออันดับสองของมาเลเซีย, ชินแซทของไทยเองก็ถือหุ้น 50% ในบริษัทลาวโทรคมนาคม ซึ่งให้บริการโทรคมนาคมเต็มรูปแบบอันดับหนึ่งของรัฐบาลลาว
  6. การมีต่างชาติถือหุ้นและร่วมบริหารในบริษัทโทรคมนาคมไทย ไม่กระทบหรือมีประเด็นความมั่นคงของชาติ เพราะใบอนุญาตและผู้ให้บริการโทรคมนาคมล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายไทยและเป็นเครือข่ายติดอยู่ในประเทศ (ถอดออกไปไม่ได้)

    • ผู้ให้บริการต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและนโยบายของกระทรวงไอซีที, กทช, หน่วยราชการอื่นๆ (ตลาดหลักทรัพย์ กระทรวงพาณิชย์ สรรพากร, ฯลฯ) ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีปัญหาที่ควบคุมไม่ได้ (ข้อสังเกตุ: หน่วยงานกำกับดูแลเช่น กทช มีแนวโน้มจะมีปัญหาในการกำกับดูแลบริษัทโทรคมนาคมไทยขนาดเล็ก (เช่น กรณีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ท วิทยุชุมชน ที่บางรายอาจดื้อมากหรือมีอิทธิพล) มากกว่าการกำกับดูแลบริษัทใหญ่ที่มีต่างชาติถือหุ้น ฯลฯ
    • ปัจจุบันเป็นระบบ “ยกทรัพย์สินให้ทางราชการ” (BTO: Build Operate Transfer) ผู้ให้บริการเป็นผู้ลงทุน แต่ได้เพียงสิทธิในการบริหารเครือข่ายเพื่อหารายได้ (ในอนาคตเป็นระบบใบอนุญาต ไม่มีการยกทรัพย์สินให้ทางราชการ)

    ดู บันทึกการประชุมครม. ของนายกฯ ชวน หลีกภัย ในวันที่ 14 มีนาคม 2543 ในเอกสารประกอบ

  7. ดังนั้น ประเทศไทยต้องแยกเรื่อง “เงินลงทุนและผู้ถือหุ้น” ออกจาก “บริษัทและใบอนุญาต”

    • เงินทุนเคลื่อนไหวเร็ว เสรี ไม่มีพรมแดน โทรคมนาคมลงทุนสูง ต้องส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ
    • ต้องหลีกเลี่ยงลัทธิปกป้องหรือกีดกันการค้า มิเช่นนั้นต่างชาติไม่มาลงทุนและจะกีดกันกลับ
    • หากบริษัทโทรคมนาคมไทยกู้ยืมเงินจากธนาคารต่างชาติ ก็เสมือนต่างชาติเป็นเจ้าหนี้เจ้าของทางอ้อมอยู่ดี
    • ในอนาคต จะต้องมีการลงทุนเทคโนโลยีโทรคมนาคมใหม่เพื่อให้ทันกับการพัฒนา เช่น บรอดแบนด์ โทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 ซึ่งจะต้องมีการลงทุนเพิ่มอีกหลายแสนล้านบาท ทุนไทยมีข้อจำกัดอย่างแน่นอน
  8. ประเทศไทยมีพันธสัญญาต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ตั้งแต่ปี 2538 ในเรื่องการเปิดเสรีโทรคมนาคม ภายในปี 2549 ต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่ทางเลือก มิเช่นนั้นจะมีปัญหาการค้ากับทั่วโลก

  9. ปัจจุบัน ต่างชาติมีส่วนแบ่งการตลาดและความเป็นเจ้าของสูงมากในอุตสาหกรรมที่ดูเหมือนมีผลต่อความมั่นคงของไทย เช่นน้ำมัน ธนาคาร แต่ภาครัฐก็สามารถกำกับดูแลได้ดี

กรณีดาวเทียมไทยคม

  1. การใช้วงโคจรที่ได้รับสิทธิจากสหประชาชาติ (UN) และ ITU ต้องทำตามกฎนานาชาติ เป็นเรื่องสากล เพราะดาวเทียมมีพื้นที่บริการครอบคลุมหลายประเทศ รัฐบาลไทยเองก็เพียงได้สิทธิ์ในวงโคจรดาวเทียมที่หลังจากประสานงานกับชาติอื่นแล้ว ไม่ใช่เจ้าของโดยสมบูรณ์ จากนั้นจึงมอบหมายให้บริษัทส่งดาวเทียมขึ้นไปให้บริการมีกำหนดเวลาตามอายุดาวเทียม

    • ไม่ใช่เรื่องที่แต่ละประเทศทำตามใจได้ การให้บริการต้องเป็นสากล เป็นกลางและเน้นธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ อิงการเมืองไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้แต่ละประเทศอนุญาตให้ใช้ดาวเทียมของประเทศอื่นๆได้โดยไม่กีดกันอ้างเรื่องความมั่นคง หากฝั่งไทยอ้างหรือเน้นเรื่องความมั่นคงภายในหรือเรื่องชาตินิยมกันมาก ก็เท่ากับไปป่าวร้องให้ชาติอื่นห่วงเรื่องนี้ เกิดกีดกันระหว่างประเทศ ไปกันใหญ่
  2. ปัจจุบันดาวเทียมไทยคมมีลูกค้าและรายได้จากต่างประเทศ กว่า 60% และเมื่อไอพีสตาร์และไทยคม 5 ให้บริการเต็มรูปแบบ จะมีลูกค้าและรายได้จากต่างประเทศกว่า 95% จึงต้องเป็นสากลและเป็นกลางอย่างยิ่ง

    • ดาวเทียม ปาลาปาของรัฐบาลอินโดนีเซีย แอ็ปสตาร์ของฮ่องกงจีน อ็อปตัสของออสเตรเลีย ล้วนมีผู้ถือหุ้นต่างชาติสัดส่วนสูงมาก มีส่วนร่วมในการบริหารสูง ในอนาคตไทยคมก็จะมีบริษัทลูกในหลายประเทศ
  3. การที่อ้างประเด็นการขายสมบัติของชาติ ที่ผ่านมารัฐบาลส่งเสริมบริษัทโทรคมนาคมไทยอย่างไร?

    • มีการเก็บภาษีสองต่อ ทั้งภาษีเงินได้และค่าสัมปทาน (ต่อมาเรียกบางส่วนเป็นภาษีสรรพสามิตด้วย) ราวกับเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ที่มาเลเซียมีการให้สถานะ MSC (Multimedia Super Corridor) ให้สิทธิประโยชน์หลายอย่าง บ้านเรารัฐบาลให้อะไร?
    • สัมปทานมือถือและดาวเทียมเดิม ต้องโอนทรัพย์สินเป็นของรัฐ ทำให้การบริหารงานและการกู้เงินซับซ้อนมาก ต้นทุนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
    • รัฐก็กำกับดูแลการแข่งขันให้เหมาะสมไม่ได้ ทำให้บริการมือถือไทยแข่งขันรุนแรงมาก จัดได้ว่าถูกที่สุดในโลก (การแข่งขันมากไปไม่ใช่ว่าดี แข่งกันเจ๊ง ลงทุนซ้ำซ้อนเสียเงินตราต่างประเทศมาก)
      • เช่นกรณีโทรทั่วไทย 1 ชั่วโมง จ่าย 1 นาที (หากจ่าย 2 บาท/นาที เท่ากับ นาทีละ 3.3 สตางค์ ที่อเมริกา นาทีละ 15 เซ็นต์ เท่ากับ 6 บาท มากกว่าบ้านเรา 181 เท่า, ที่ออสเตรเลีย นาทีละ 25 เซ็นต์ เท่ากับ 6.25 บาท/นาที มากกว่าบ้านเรา 189 เท่า, ที่จีน นาทีละ 50 เซ็นต์หยวน จ่ายทั้งผู้โทรออกและรับเข้า เท่ากับ 5 บาท/นาที มากกว่าบ้านเรา 151 เท่า ทั้งหมดนี้แค่โทรในเมืองเดียวกัน ทั่วประเทศแพงกว่านี้มาก) ขณะที่ต้นทุนอุปกรณ์และการเงินของเราแพงกว่า มีแค่บริหารต้นทุนและค่าแรงได้ต่ำกว่าเท่านั้น
  4. กรณี ยูคอม ดีแทค ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่อันดับสองของไทย 6 มีนาคม 2549 กรณีขายหุ้นชินคอร์ป บทที่ 3 จาก “คนไทยเพื่อคนไทย” หน้า 3
    บทวิเคราะห์และคำอธิบายเหล่านี้ ตั้งใจให้ย่นย่อและเข้าใจง่ายขึ้น เน้นประเด็นหลัก หากมีผิดพลาดจุดใด ยินดีรับการแก้ไข ช่วยกันอ่านและเผยแพร่ต่อ

    • ปลายปี 48 ตระกูลเบญจรงคกุล ได้ขายหุ้นอย่างซับซ้อน รวมถึงการใช้ตัวแทนนอมินีด้วย ทำให้ต่างชาติ(บริษัทเทเลนอร์ เจ้าของใหญ่คือรัฐบาลนอร์เวย์) เป็นเจ้าของดีแทคเกือบทั้งหมด 100% (มากกว่ากรณีชินคอร์ปมาก) ไม่มีภาษีจากการขายหุ้นเช่นกัน มีการถือหุ้นทางอ้อมผ่านตัวแทน
    • หากกรณีชินคอร์ปไม่ถูกต้อง กรณียูคอมดีแทคก็เหมือนกัน ทำไมผู้ประท้วงกรณีชินคอร์ปไม่ประท้วงกรณียูคอมดีแทค เป็นแค่เกมการโจมตีการเมือง (ไม่ได้ต้องการกระทบดีแทค เพียงไม่ต้องการการเมืองสกปรก)
    • 7 ปีก่อน นายสนธิทำโครงการดาวเทียมลาวสตาร์ลงทุนแล้วเจ๊งไปหลายพันล้านบาท ให้ยูคอมซื้ออุ้มบริษัทไป เป็นเหตุให้เลือกปฏิบัติในการโจมตีกล่าวหา?
  5. กรณีนายสนธิทำโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง ASTV แพร่ภาพในไทยโดยใช้ดาวเทียมต่างชาติ (New Sky Network) ผิดกฎหมายไทย สองกรณี

    • การใช้ดาวเทียมต่างชาติที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้บริการได้ในไทยโดย กทช
    • การออกอากาศแพร่ภาพโทรทัศน์ในประเทศไทย โดยไม่มีใบอนุญาต อาศัยช่องโหว่ที่ทางราชการยังไม่มีมาตรการจัดการกับช่องโทรทัศน์ไทยผ่านดาวเทียมอย่างผิดกฎหมาย
    • อาศัยอิทธิพลม็อบ อ้างสิทธิสื่อมวลชน และอ้างว่ารัฐปิดกั้นสื่อ ทั้งที่สื่อไทยโจมตีรัฐบาลได้ทุกรูปแบบ
  6. กรณีนายสนธิทำธุรกิจดาวเทียมลาวสตาร์ ในนามบริษัท ABCN (Asia Broadcasting & Communications Ltd)

    • นายสนธิขอสัมปทานและร่วมทุนกับรัฐบาลลาว ตั้งเป้าขายตลาด ไทย ไต้หวัน จีน อินเดีย
    • พยายามที่จะฝ่าฝืนกฎหมายไทยเพื่อขายช่องสัญญาณ และทำโทรทัศน์บอกรับสมาชิกในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ เล็งที่จะแข่งกับดาวเทียมไทยคมและUBC
    • แต่หลังลงทุนไปหลายพันล้านบาท ก็ล้มละลายและต้องเลิกไป คงยังเจ็บใจที่ทำแล้วเจ๊ง?
  7. ทั้งหมดนี้ นายสนธิได้ช่วยส่งเสริมความมั่นคงของชาติและการไม่ขายชาติตรงไหน ในการร่วมมือกับต่างชาติเพื่อทำสื่อข้ามประเทศเข้ามาประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย

  8. นายสนธิยังผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรค 1 ทั้ง 4 ประเด็น เพราะ (1) พยายามล้มรัฐบาล (2) หมิ่นประมาทและละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอื่น (3) ก่อม็อบ และ (4) เนื้อหาหยาบคาย

    บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อ (1) รักษาความมั่นคงของรัฐ (2) เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น (3) เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ (4) เพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน

4. การออกกฎหมายให้ต่างชาติถือหุ้นบริษัทโทรคมนาคมไทยได้ไม่เกิน 50%

  1. เดิมบริษัทโทรคมนาคมไทยที่เป็นสัญชาติไทย ต้องมีสัดส่วนหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 50% ไม่มีเจตนากีดกันหรือไม่ต้อนรับการลงทุนด้านโทรคมนาคมจากต่างชาติ

  2. ต่อมาปี 2543 รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม เป็นการออกกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญใหม่ปี 2540 โดยสัดส่วนต่างชาติตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ปี 2542 (ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 50%)

    • แต่ในปี 2544 วุฒิสภาได้แปรญัตติให้สัดส่วนเป็นไม่เกิน 25% แทน ทำให้บริษัทโทรคมนาคมหลายราย คือ ดีแทค ออเร้นจ์ ทีทีแอนด์ที (บริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น, บริษัทซีพีออเร้นจ์ บริษัทไทยเทเลโฟน แอนด์เทเลคอมมิวนิเคชั่น) มีปัญหา เพราะมีสัดส่วนการลงทุนจากต่างชาติเกินกว่านี้ จึงร้องเรียนเสนอพรรคการเมืองทุกพรรคให้ปรับสัดส่วนนี้
    • มีการอภิปราย แปรญัตติ มาตลอด 4 ปี จึงผ่านการพิจารณาของทั้งสองสภาปลายปี 2548 ให้สัดส่วนต่างชาติตามพ.ร.บ. การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ปี 2542 (ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 50%) ตามร่างแรกเมื่อปี 2542
  3. สัดส่วนนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ พันธสัญญาต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ในการเปิดเสรีโทรคมนาคมปี 2549 รวมถึงแนวโน้มการลงทุนเทคโนโลยีโทรคมนาคมใหม่เพื่อให้ทันกับการพัฒนา เช่น บรอดแบนด์โทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 ซึ่งจะต้องมีการลงทุนเพิ่มอีกหลายแสนล้านบาท ขณะที่ทุนไทยจะมีข้อจำกัดอย่างแน่นอน ต้องอาศัยเงินลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก

  4. การกล่าวหาว่าตั้งใจแก้กฎหมายแล้วขายหุ้นทันที ความจริงแล้วจังหวะเวลาที่กฎหมายมีผลใช้ใกล้เคียงกับการขายหุ้นชินคอร์ป เป็นความบังเอิญ ไม่ใช่การออกกฎหมายมาเอื้อการขายหุ้น

    • มีการทำเรื่องนี้ทุกพรรคและทุกสภามา 4 ปี วันที่ผ่านสภาผู้แทน 14 กันยายน 2548 (ดู ข่าวที่เกี่ยวข้อง ในเอกสารประกอบ)
    • กรณีนี้ไม่มีผลต่อชินคอร์ป เนื่องจากไม่ใช่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการโทรคมนาคมโดยตรง และยังไม่มีผลต่อเอไอเอสหรือชินแซทเทลไลท์ในขณะนี้ตามใบอนุญาตเดิม จะมีผลเมื่อมีใบอนุญาตใหม่ในอนาคต

5. ประเด็นการใช้ตัวแทนถือหุ้นให้ต่างชาตินอมินี (Nominee)

  1. ตามที่กล่าวหาว่า ต่างชาติใช้ตัวแทนถือหุ้นชินคอร์ป เพื่อจงใจหลีกเลี่ยงและผิดกฎหมาย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปัญหาเกิดจากการเอาประเด็นกฎหมายสองฉบับมาปนกัน

  2. ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปี 2542

    • ธุรกิจตามบัญชีหนึ่ง สงวนไว้เฉพาะสัญชาติไทย ห้ามต่างด้าวทำ (มีกิจการโทรคมนาคมและสื่อโทรทัศน์)
    • ธุรกิจตามบัญชีสอง อนุญาตให้ต่างด้าวทำได้ แต่หุ้นไทยไม่น้อยกว่า 40% (มีกิจการการบินในประเทศ)
    • นิยามความเป็นต่างด้าวคือ มีต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% (และห้ามสัญชาติไทยถือหุ้นแทนแบบนอมินี)
    • มีข้อกำหนดเรื่องการถือหุ้นในบริษัทต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำธุรกิจตามบัญชี1-3 (ธุรกิจนอกบัญชีไม่เกี่ยว ไม่ได้ห้ามคนต่างด้าวทำ)
    • ไม่มีข้อพิจารณาเรื่องสัดส่วนอำนาจในการบริหารกิจการ การครอบงำกิจการ หรือ การพิจารณาการถือหุ้นทุกทอด (Chain Principle) ตาม กฎ กลต.
  3. ตามกฎ ก.ล.ต. เรื่องการครอบงำกิจการ

    • หากมีผู้ซื้อหุ้นเกิน 25% ของบริษัทจดทะเบียน ต้องทำข้อเสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นรายอื่นทั้งหมด (Tender Offer) วัตถุประสงค์เพียงเพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายอื่น หากไม่ชอบ ให้มีโอกาสถอนตัวออกไป (Exit)
    • ปกติต้องการจะดูการถือหุ้นทุกทอด ทั้งตรงและอ้อม (Chain Principle) และมีหน้าที่ต้องรายงาน เพื่อดูสัดส่วนอำนาจในการบริหารกิจการ การถือหุ้นแทนแบบนอมินีก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ผิดอะไร
    • ไม่ได้ดูเรื่องสัญชาติไทยหรือความเป็นต่างด้าว ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
  4. ประเด็นชินคอร์ป ตาม พ.ร.บ.. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

    • ชินคอร์ปเป็นบริษัทไทย มีสัญชาติไทยถือหุ้นเกิน 50% และไม่ได้ทำธุรกิจตามบัญชี พ.ร.บ.. ธุรกิจต่างด้าว แต่ชินคอร์ปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ทำ (ชินคอร์ปถือหุ้นในเอไอเอส 43% ในชินแซทเทลไลท์ 41% ในไอทีวี 53% ในไทยแอร์เอเชีย 49%)
    • กรณีไทยแอร์เอเชีย มีมาเลเซียถือหุ้นอยู่แล้ว 49% ซึ่งมีแนวโน้มเรื่องสัญชาติได้ จึงดำเนินการแก้ไขอยู่
  5. ประเด็นชินคอร์ป ตาม กฎ กลต. เรื่องการครอบงำกิจการ

    • หากต่างชาติซื้อหุ้นชินคอร์ป 25% แล้วต้องทำ Tender Offer ซื้อหุ้นหมด 100% ตาม กฎ กลต จะทำให้มีประเด็นสัญชาติได้
    • เทมาเสกไม่ได้ต้องการซื้อทั้งหมด 100% จึงมีการนำพันธมิตรมาร่วมซื้อและถือหุ้นหลายราย ทั้งบริษัทกุหลาบแก้ว และธนาคารไทยพาณิชย์ (ซึ่งเป็นของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) เพื่อให้เป็นสัญชาติไทยถูกต้อง เป็นความเหมาะสมในทางธุรกิจ
  6. แนวคิดอื่นๆในการแก้ปัญหา

    • หากผู้ถือหุ้นชินคอร์ปสัญชาติไทยที่เหลือ เก็บหุ้นไว้ ไม่ขายให้ตาม Tender Offer
    • กลต. อนุญาตให้ไม่ต้องทำ Tender Offer (มีกฎและความเหมาะสม เช่น กรณีทำให้เกิดความเสียหายต่อมูลค่าของบริษัท กรณีนี้หากทักท้วงกันมาก ก็น่าจะพิจารณาให้เข้าข่ายได้)
    • ให้สัญชาติไทยอื่นมาซื้อ โดยเฉพาะในบริษัทย่อยเช่น ไทยแอร์เอเชีย ITV หรือ ชินแซท
  7. ข้อเท็จจริงอื่นๆ

    • ครอบครัวนายกฯขายหุ้นชินคอร์ป 49% ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ไม่ได้ขายทั้งบริษัทเพราะไม่ได้เป็นเจ้าของส่วนที่เหลือ ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบปัญหานี้
    • ปัญหาประเด็นสัญชาติหรือการถือหุ้นแทนใดๆ เป็นปัญหาของผู้ซื้อหุ้นชินคอร์ป คือ เทมาเสกและพันธมิตร ในการแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่ปัญหาของผู้ขาย คือครอบครัวนายกฯ
  8. ดูรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ๆในตลาดหลักทรัพย์ มีคำว่า นอมินี (Nominee) ในบริษัทดังๆจำนวนมาก (ไม่มีชื่อว่านอมินีแต่เป็นก็มี) ดูข้อมูลประกอบ

    • เป็นเรื่องปกติในธุรกิจ มีเหตุผลความจำเป็นหลากหลาย หากผิดหรือห้าม จะมีปัญหากับบริษัทอีกจำนวนมากที่ทำอยู่ และมีปัญหาการลงทุนจากต่างชาติ เมื่อเทียบกับหลายๆประเทศที่เปิดกว้างให้ต่างชาติถือหุ้นมากกว่าบ้านเรามาก
    ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ MATI : บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ณ วันที่ 11/04/2548
    ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้น (หุ้น) % หุ้น
    1 นายขรรค์ชัย บุนปาน 4,991,70024.35
    2INVESTORS BANK AND TRUST COMPANY 2,174,50010.61
    3SOMERS (U.K.) LIMITED 1,936,6639.45
    4บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด1,470,267 7.17
    5THE BANK OF NEW YORK (NOMINEES) LIMITED 1,284,000 6.26
    6N.C.B.TRUST LIMITED-RBS AS DEP FOR FS 1,000,000 4.88
    7 นายไพโรจน์ สายทุ้ม 739,068 3.61
    8CHASE NOMINEES LIMITED 1 601,100 2.93
    9BOSTON SAFE DEPOSIT AND TRUST COMPANY 592,300 2.89
    10HSBC (SINGAPORE) NOMINEES PTE LTD 452,700 2.21
    11CREDIT SUISSE FIRST BOSTON (EUROPE) LTD 438,400 2.14
    12 น.ส.ปานบัว บุนปาน 382,875 1.87
    13 นายปราปต์ บุนปาน 382,800 1.87
    14DBS VICKERS SECURITIES (SINGAPORE) PTE L 258,200 1.26
    15 นางกมลทิพ พยัฆวิเชียร 233,866 1.14
    16DEUTSCHE BANK INTERNATIONAL LTD. 200,000 0.98
    17STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY 188,900 0.92
    18NORTRUST NOMINEES LTD. 168,000 0.82
    19 นายวิชัย มิตรสันติสุข 132,400 0.65
    20 นายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร 130,666 0.64
    21THE BANK OF NEW YORK NOMINEES LTD A/C BA 127,700 0.62
    22 นางเพาพิลาส เหมวชิรวรากร 110,000 0.54

    แหล่งข้อมูล: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

  9. กรณี ยูคอม ดีแทค ปลายปี 48 ตระกูลเบญจรงคกุล ได้ขายหุ้นอย่างซับซ้อน รวมถึงการใช้ตัวแทนนอมินีด้วย ทำให้ต่างชาติเป็นเจ้าของดีแทคเกือบทั้งหมด (มากกว่ากรณีชินคอร์ปมาก) ไม่มีใครพูดถึง

6. กรณีไทยคมกับ BOI, FTA, Exim Bank

BOI

  1. ตามที่กล่าวหา BOI ว่าช่วยเหลือพิเศษต่อชินแซท ข้อเท็จจริงมีดังนี้

  2. ปกติ BOI ส่งเสริมให้บริษัทไทยและต่างประเทศลงทุนในประเทศในโครงการต่างๆจำนวนมากโดยเหตุผลหลายประการ รวมถึง เพื่อให้แข่งขันต่างประเทศได้ดีขึ้น เพื่อการส่งออก การสร้างรายได้จากต่างประเทศ (เป็นรายได้ที่ไม่ได้มาจากในประเทศอยู่แล้ว) ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีอื่นๆ และสิทธิพิเศษอื่นๆ

  3. ปกติบริษัทโทรคมนาคมไทย ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จาก BOI เพราะไม่ได้สร้างรายได้จากต่างประเทศ

  4. กรณี BOI ให้การส่งเสริม ดาวเทียมไทยคมของบริษัทชินแซท

    • ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของรายได้จากต่างประเทศของ ไทยคม 3 และ ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) เป็นเวลา 8 ปี (แต่ไม่ยกเว้นภาษีกรณีรายได้จากในประเทศ) เนื่องจากไทยคมมีรายได้ปนกันทั้งจากไทยและต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมการลงทุน การส่งออก การแข่งขันบริการดาวเทียมกับต่างประเทศ
    • รายได้ของไทยคมยังเสียค่าสัมปทานทั้งหมด (ปัจจุบัน 15% ของรายได้ อนาคตเป็น 20-25%)
    • ไทยคม-3 ได้ BOI ปี 40, ไอพีสตาร์ได้ BOI ตามเหตุผลเดียวกัน ตั้งแต่ปี 46 (จะมีผลในปี 49 เมื่อมีรายได้จากต่างประเทศ ไทยคม1-2 ไม่ได้ BOI เพราะรายได้ต่างประเทศไม่มากพอ (ไม่ใช่ได้ BOI ทุกดวง)
    • ในสามสี่ปีแรกหลังยิงดาวเทียม จะได้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษีน้อย โดยเฉพาะกรณี ไอพีสตาร์ เพราะต้นทุนและค่าเสื่อมสูงมาก ทำให้ยังไม่กำไร ไม่มีภาษีเงินได้อยู่แล้ว และรายได้ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ จะได้ประโยชน์เพียงปีหลังๆ
  5. กรณีตัวอย่าง ดาวเทียมเอเชียแซทของฮ่องกง คู่แข่งรายสำคัญของไทยคมในภูมิภาค

    • ไม่เสียภาษีจากรายได้นอกประเทศฮ่องกงอยู่แล้ว เป็นมาตรฐาน ไม่ต้องขอยกเว้นหรือส่งเสริมใดๆ
    • รายได้ในประเทศฮ่องกง เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 17.5% (ของไทยเสีย 30% และต้องเสียทั้งรายได้จากไทยและจากนอกไทย หากไม่ได้ BOI)
    • ไม่มีค่าสัมปทาน (ไทยคมเสีย 15-25% ของรายได้ ขณะที่หากต่างชาติมาขายในตลาดไทยไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน เป็นการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมอยู่ในขณะนี้ และไม่เห็นเป็นการส่งเสริมสมบัติของชาติเลย)
    • ไม่ต้องยกทรัพย์สินและดาวเทียมให้รัฐ ทำให้ทำธุรกิจง่าย ต้นทุนต่ำกว่า (ไทยคมต้องยกให้รัฐ ดูข้างล่าง)
    • ฮ่องกงเป็นประเทศปลอดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ทุกอย่าง ต้นทุนถูกกว่ามาก (ของไทยเสีย 5%-25%)
  6. ไทยคมยังต้องยกทรัพย์สินและดาวเทียมให้รัฐ ทำให้ทำธุรกิจยาก ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เช่น ทรัพย์สินค้ำเงินกู้ผู้เอาประโยชน์การประกันภัย กลายเป็นรัฐ จะขายทรัพย์สินดาวเทียมทำได้ยาก เพราะยกให้รัฐแล้ว ฯลฯ

    • ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ต้องยกทรัพย์สินให้รัฐ (Build -Transfer – Operate: BTO) เป็นทางออกให้เอกชนลงทุนโทรคมนาคม ภายใต้กฎหมายเก่า พ.ร.บ. องค์การโทรศัพท์2497 และ พ.ร.บ. การสื่อสาร2519
  7. ไทยคมเจอต้นทุนแฝงพวกนี้สูงกว่าดาวเทียมต่างชาติมาก การยกเว้นภาษี 8 ปีแค่ช่วยปรับชดเชยต้นทุนแฝงให้ใกล้กันกับคู่แข่งต่างชาติได้บ้าง แต่ยังไม่ดีกว่า (คล้ายกับว่า เสียเปรียบอยู่ 100% เหลือ 50%) ช่วยการแข่งขันได้บ้าง อย่าลืมว่า ดาวเทียมเป็นธุรกิจนานาชาติไร้พรมแดนมาก ยิ่งวันยิ่งเปิดเสรียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

  8. ประเทศไทยมีผู้ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของตนเองน้อยรายมาก ไอพีสตาร์เป็นการฉีกแนวจากที่เคยมีแต่การส่งออกอยู่แต่แถวๆ ข้าวและมันสำปะหลัง ไก่ต้มสุก กุ้งแกะเปลือก หรือแค่ค่าแรงโรงงานรับประกอบวงจรให้ต่างชาติ คำถามคือ ประเทศไทยจะส่งเสริมการพัฒนาและส่งออกสินค้าไฮเทคไหม?

  9. มาเลเซียมี Multimedia Super Corridor (MSC) ที่ให้ผลประโยชน์ด้านภาษี ที่ดิน ทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) การส่งเสริมการตลาด แรงงาน มีเขตพิเศษ Cyberjaya มีเครือข่ายไอทีและโทรคมพิเศษให้ มีบริษัทชื่อดังของโลกเช่น Microsystems, Microsoft, Shell, NTT & DHL ไปลงทุน ทำวิจัย พัฒนา ผลิต สอน ฯลฯ

    • ของไทยก็มีการส่งเสริมที่ดี แต่ปัญหาคือการเมืองบ้านเราบ่อนทำลายกันเองมาก โดยปรักปรำไม่เป็นความจริง คนอื่นมุ่งค้าขาย เรามัวแต่ทะเลาะกัน

ตอบ สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช แห่ง TDRI เรื่อง BOI

คำเบิกความ นักวิจัย TDRI คดี “ชิน vs สุภิญญา” ชี้ปมผลประโยชน์ทับซ้อน

มติชน 31 สิงหาคม 2548 หน้า 2

เป็นการเบิกความของนายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศ [sic] (ทีดีอาร์ไอ) ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ในคดีที่กลุ่มบริษัทในเครือชินคอร์ป เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ เป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาท

กรณีการส่งเสริมการลงทุนดาวเทียมไอพีสตาร์

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 ซึ่งเป็นปีที่สามของรัฐบาลทักษิณ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน)บีโอไอ( ได้มีมติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาวเทียม “ไอพีสตาร์ “ของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ซึ่งให้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เฉพาะรายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศ เป็นระยะเวลาถึง 8 ปี หรือเทียบเท่ากับสิทธิประโยชน์สูงสุดที่บีโอไอให้กับนักลงทุนที่ลงทุนในเขต 3 ซึ่งเป็นเขตท้องที่ห่างไกล มูลค่าเม็ดเงินที่บริษัทชินแซทเทลไลท์ได้รับการยกเว้นภาษีนี้สูงถึง 16,459 ล้านบาท

ตอบ:

วิเคราะห์ผลประโยชน์จากการยกเว้นภาษาที่ได้ส่งเสริมโดย BOI
 ล้านบาท
หากให้ได้เม็ดเงินยกเว้นภาษี16,549
ที่อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% จะต้องได้กำไรสุทธิ55,163
หากกำไรสุทธิคิดเป็นประมาณ 20% ของยอดขาย จะต้องได้ยอดขาย275,817
จำนวนปีที่มีกำไร 4 ปีเฉลี่ยจะต้องได้ยอดขายต่อปี68,954

การส่งเสริมการลงทุนนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นของชินแซทเทลไลท์ ได้ประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมหลายประการกล่าวคือ

หนึ่ง การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอไม่มีผลโน้มน้าวให้เกิดการลงทุนใดๆ เพิ่มขึ้น เพราะบริษัทได้ตัดสินใจลงทุนไปแล้ว

ตอบ:

สอง ดาวเทียมไอพีสตาร์ มีประสิทธิภาพดีกว่าดาวเทียมแบบเดิมถึง 30 เท่า ซึ่งหมายความว่า ไอพีสตาร์สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามากอยู่แล้ว การได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงไม่มีความจำเป็นเลย

ตอบ:

สาม ผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนคือผู้ใช้ต่างชาติ และผู้ถือหุ้นเท่านั้น โดยประชาชนไทยไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด

ตอบ:

สรุป

นายสมเกียรติ หากไม่รู้เรื่องโดยสุจริตใจ ก็บิดเบือนปรักปรำอย่างยิ่ง ไม่ควรเป็นนักวิชาการนักโจมตีทางการเมืองเช่นนี้ และนี่คือตัวอย่างของการโจมตีแบบบิดเบือนปรักปรำสุดโต่งอีกจำนวนมากในสังคมของเราตอนนี้ ที่อาศัยกระแส อ้างสิทธิสื่อและเสรีภาพในการพูด โดยไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้องของเนื้อหา และการหมิ่นประมาทละเมิดสิทธิผู้อื่น และฉวยโอกาสความซับซ้อนของเนื้อหาที่เข้าใจยากสำหรับประชาชน กลายเป็นเข้าใจผิดว่าโกงไปกันใหญ่ นำประเทศสู่วิกฤตทางการเมืองอย่างตอนนี้

FTA

  1. ตามที่กล่าวหาว่า รัฐบาลไทยเจรจา FTA เพื่อช่วยชินแซท ข้อเท็จจริงคือ

  2. จนบัดนี้ ชินแซทยังไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆเป็นกรณีพิเศษจาก FTA ของรัฐบาลไทย

    • เช่น ในปี 2548 ยอดขายของชินแซทในออสเตรเลียมีน้อยกว่า 1 ล้านเหรียญ (40 ล้านบาท) จากยอดรวมกว่า 4,000 ล้านบาท (~1%) น้อยมาก ทั้งที่มี FTA ตั้งแต่ 46 เพราะไม่มีสิทธิพิเศษต่อชินแซทดังที่กล่าวหา
  3. รายละเอียด FTA ไทย-ออสเตรเลีย ตุลาคม 2546 ส่วนโทรคมนาคม:

    Communications services: Australia will not impose quotas on the number of satellite and mobile phone services and will permit unlimited Thai interest in Optus and Vodafone, but no commitment has been made on ownership by Thai nationals of Telstra.

    ออสเตรเลียจะไม่จำกัดโควตาของปริมาณบริการดาวเทียมและมือถือ และจะไม่จำกัดการถือหุ้นของไทยในบริษัท Optus และ Vodafone แต่จะไม่ผูกมัดในการให้ถือหุ้นโดยคนไทยในบริษัท Telstra

    อ่านเผินๆดูเหมือนช่วยอะไรพิเศษ ข้อเท็จจริงคือ ออสเตรเลียไม่เคยจำกัดโควตาบริการดาวเทียมและมือถือกับประเทศใดอยู่แล้ว และไม่ได้พูดเจาะจงว่าการไม่จำกัดโควตานี้ทำให้ไทย

    • บริษัท Optus และ Vodafone มีต่างชาติถือหุ้น100% การบอกไม่จำกัดโควตาให้ไทยไม่มีประโยชน์อันใด เพราะให้ต่างชาติถือหุ้นได้เต็มที่ตามสะดวกอยู่แล้วและต้องไปเจรจาเอาเอง
    • รัฐบาลออสเตรเลียเป็นเจ้าของ Telstra การกล่าวถึงนี้ ออสเตรเลียไม่ได้เสนออะไรพิเศษแก่ไทยเลย
    • บริษัททั้งสามมีมูลค่ามหาศาล เช่น Telstra มีมูลค่าในตลาดราว 2.8 ล้านล้านบาท ใหญ่เกินกว่าที่บ