เหลืออดกับเอฟทีเอ | 20.04.05

ข้างล่างนี้ความเห็นที่ผมเขียนต่อ “ข่าว” ใน ประชาไทย เกี่ยวกับความ “เหลืออด” ของคุณเจษฎ์ โทณะวณิก ต่อการทำข้อตกลงค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา. ตามปกติแล้วผมจะไม่ร่วมผสมโรงในการเฮโลแสดงความคิดเห็นในที่แบบนั้น ด้วยเห็นว่ามันมักเปล่าประโยชน์ แต่คราวนี้ผมเองก็อดรนทนไม่ไหวเข้าบ้างแล้วเหมือนกัน. คุณไม่ได้ “เหลืออด” เป็นคนเดียว, คุณเจษฎ์.

คุณ piglet พูดถูกเรื่องชาตินิยม ผมยังเคยจำได้ถึงตอนที่รัฐบาลทักษิณถูกกล่าวหาในเรื่องนี้จากหลายคนที่เรียกตัวเองว่า “นักวิชาการ”. มันตลกฝืดที่คนเหล่านี้เองกลับหยิบเอาความชาตินิยมและความอคติต่อคนต่างชาติมาใช้อย่างสาดเสียเทเสียเพื่อชักจูงผู้คนไปในทางของตน. ความเห็นของคุณลูกมดน้อย คุณสันติภาพและคุณ Mami น่าจะทำให้คนเหล่านี้ได้อาย ชั่วแต่ว่าผมไม่แน่ใจว่าพวกเขาอายเป็น.

คุณ piglet พูดถูกอีกที่ว่าการค้าเสรีมีทั้งคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ในประเทศหนึ่งๆ ในฐานะของ ผู้ผลิต, แต่ในฐานะของ ผู้บริโภค แล้ว ทุกคน ได้ประโยชน์. นี่คือเหตุที่ทำให้รัฐบาลทั้งหลายทั่วโลกล้วนต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ WTO และต้องการเปิดเขตการค้าเสรี (จีนใช้เวลากว่า 10 ปีกว่ากว่าจะได้เป็นสมาชิก WTO และตอนนี้กำลังเจรจา FTA กับ ASEAN และอินเดีย). การแข่งขันจากต่างประเทศทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้นและนำไปสู่ราคาสินค้าที่ต่ำลงและคุณภาพดีขึ้น. ขอย้ำคำว่า ตัวเลือก. ถ้าใครอยากจะชาตินิยมจัดและซื้อแต่สินค้าไทยเท่านั้นก็ย่อมทำได้ ไม่มีใครบังคับ. เหตุใดคุณถึงจะต้องไปกะเกณฑ์ให้ประชาชนคนอื่นเขาทำอย่างคุณด้วยการกีดกันทางการค้า? ในส่วนของผู้ผลิต ผู้ผลิตที่มีศักยภาพก็จะมีตลาดที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ขายได้มากขึ้นและได้ราคาดีขึ้น. คุณเคยคิดบ้างไหมว่าข้าวเมืองไทยจะขายได้ราคาดีขึ้นแค่ไหนถ้าญี่ปุ่นไม่กีดกันด้วยวิธีต่างๆ นานา? โรงงานรถยนต์ในเมืองไทยจะเติบโตและมีการจ้างงานมากขึ้นแค่ไหน ถ้ารัฐบาลมาเลเซียไม่ตั้งกำแพงภาษีรถยนต์ และยกเว้นอุตสาหกรรมรถยนต์ออกจากข้อตกลงการค้าเสรี ASEAN? เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่านักต้านการค้าเสรีบางคนกลับไปหลงใหลได้ปลื้มกับวิธีของญี่ปุ่นและมาเลเซีย.

คุณคิดว่าสองประเทศนั้นเค้ากำลังปกป้องผลประโยชน์ของ “ประเทศ” เขาหรือของใครกันแน่? คนญี่ปุ่นต้องกินข้าวราคาแพงและคนมาเลย์ต้องใช้รถกระป๋อง Proton ทั้งๆ ที่ยี่ห้อต่างประเทศดีกว่าและถูกกว่า (ก่อนภาษี). คนที่ถูกปกป้องที่แท้จริงคือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวของญี่ปุ่นและบริษัท Proton ของมาเลเซีย ซึ่งเป็น คนส่วนน้อย ของทั้งสองประเทศต่างหาก. นั่นนำเรามาสู่ปัญหาสำคัญที่ทำให้การค้าเสรีไม่คืบหน้าเท่าที่ควร กล่าวคือผลบวกที่จะเกิดขึ้นจะกระจายไปอยู่กับผู้บริโภค ทั้งประเทศ แต่ผลลบจากการแข่งขันกลับตกหนักอยู่กับผลิตกลุ่มหนึ่งซึ่งแข่งกับต่างประเทศไม่ไหวและแม้จะเป็นคนกลุ่มน้อยแต่ก็ส่งเสียงดังเนื่องจากถูกกระทบอย่างจัง. พวกที่คิดว่าการค้าเป็นเรื่องระหว่าง “เขา” (ต่างชาติ) และ “เรา” เคยคิดหรือไม่ว่ามีผู้ผลิตในต่างประเทศที่เขากลัวการแข่งขันจากผู้ผลิตไทยเหมือนกัน? วิธีหนึ่งที่เขาจะใช้ร้องแร่แห่กระเชอก็คือปลุกกระแสชาตินิยมภายในประเทศของเขาเช่นกัน. แค่รับมือกับคนเหล่านี้ที่พยายามจะบิดเบือนให้ผลประโยชน์ของตัวเองกลายเป็นผลประโยชน์ของชาติก็แย่แล้ว, นี่ยังต้องเจอกับ NGO ที่หลับหูหลับตาค้านอะไรก็ตามที่มีกลิ่นอายของทุนนิยมเข้าให้อีก.

การเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาดูเหมือนจะถูกชูขึ้นเป็นประเด็นหลักโดยเหล่า NGO และ “นักวิชาการ” ทั้งหลาย. ผมอยากให้คุณถามตัวเองว่าถ้าการเจรจาของไทยกับสหรัฐอเมริกาอยู่ในกรอบของ TRIP ตามแบบ WTO แทนที่จะเป็น TRIP Plus คนเหล่านี้จะเลิกค้านหรือ? ไม่ใช่คนเหล่านี้หรอกหรือที่ยังระดมคนไปเผาธง WTO เมื่อไม่นานมานี้ แต่ตอนนี้กลับทำอย่างกับรัก WTO เสียเต็มประดา? FTA ไทย-จีน ไม่มีประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาแต่ก็เห็นยังค้านกันไม่จบไม่สิ้นเสียทีไม่ใช่เหรอ?

อันที่จริงแล้ว “ทรัพย์สินทางปัญญา” เป็นคอนเซปต์ของตัวมันเองที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลังการการค้าเสรีโดยตรง. มันจะเกี่ยวก็เพียงตรงที่ว่า คนเราจะค้าขายกันได้ก่อนอื่นเราต้องมีสิทธิในทรัพย์สินของเรา. ถ้าของที่คุณขายอยู่สามารถถูกคนอื่นหยิบไปใช้หรือขายต่อหน้าตาเฉยแล้วการค้าจะเกิดขึ้นได้ยังไง? หากรัฐบาลทั่วโลกจับมือกันยกเลิกสิทธิบัตรทั่วโลกแล้วอนุญาตให้ผู้ผลิตของลอกเลียนราคาถูกทำได้อย่างเสรีแล้วคุณจะว่าดีไหม? ดีแน่ล่ะสิ ดีจนกระทั่งมีโรคใหม่ออกมาแล้วไม่มีใครลงทุนลงแรงวิจัยยาตัวใหม่ออกมาเนื่องจากผลิตไปก็ไม่มีโอกาสได้ผลตอบแทน.

โฆษณาการของนักคัดค้านที่ทำให้ “ทรัพย์สินทางปัญญา” กลายเป็นคำเหมือนของ “ผลประโยชน์ต่างชาติ” นี้ชวนให้เราสงสัยว่าใจคอคนไทยเราจะไม่มีวันได้ขายปัญญาของเราเลยเทียวหรือ. เมื่อเราผลิตนวัตกรรมใหม่ออกมาด้วยน้ำพักน้ำแรง, เราจะไม่ต้องการผลิตได้รับความคุ้มครองมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้จากกฎหมายหรือ? (ลองไปถาม Grammy ดู) ใจคอคนไทยจะต้องผลิตของเลียนแบบไปทั้งปีทั้งชาติหรือ? ผู้คัดค้าน FTA ทั้งหลายอาจจะไม่เคยมีปัญญาสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ออกมา, แต่คุณอย่าคิดว่าคนอื่นเขาเป็นเหมือนคุณ.

เนื่องจากการเคารพทรัพย์สินทางปัญญานี้อาจทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อสินค้า บางอย่าง แพงขึ้นเมื่อของลอกเลียนถูกกวาดล้าง, นักคัดค้าน FTA ทั้งหลายก็ได้จุดโฆษณาอย่างดี เพราะไม่มีใครชอบของแพง. ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อ FTA ทำให้สินค้าอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่มากราคา ลดลง นักคัดค้านทั้งหลายกลับหมุนกลับหลังหันมาบอกว่าสินค้าราคาต่ำทำให้ผู้ผลิตในประเทศเดือดร้อน. แพงก็ไม่ได้ ถูกก็ไม่ดี. คุณจะเอายังไงกันแน่?

ดูเหมือนว่าเป้าหมายที่แท้จริงของนักคัดค้านตะพึดตะพือก็คือการปิดประเทศและอยู่อย่าง “พอเพียง” ภายในกะลาของเรา. ก็ดีนะ บางทีเมืองไทยอาจจะโชติช่วงชัชวาลเหมือนเกาหลีเหนือ. ถ้ายังไม่สะใจพอ ภาคเหนือ ใต้ กลาง ตะวันออก และอีสาน ก็ควรจะ “ปกป้อง” ผู้ผลิตภายในของตัวเองและตั้งกำแพงภาษีระหว่างกันและกันด้วย. หรือจะทำในระดับจังหวัดและตำบลก็ยิ่งดี. ถ้าจะให้สุดไปเลยก็คือให้แต่ละบุคคลทำเองกินเองโดยไม่มีการค้าขายเหมือน โรบินสัน ครูโซ. แบบนี้พอใจหรือยัง?

ขอให้จบด้วยข้อความที่คัดมาจาก “ข่าว” ข้างบน:

เขาเล่าว่าการถกเถียงดำเนินไปโดยตัวแทนจากสหรัฐหยิบยกเหตุผลจากข้อตกลงต่างๆ และกฎหมายของสหรัฐมากมาย

“ผมบอกเขาไปว่า นี่จะบอกอะไรให้ อนุสัญญา ข้อตกลงต่างๆ มันมีเยอะ กฎหมายไทย กฎหมายอเมริกาก็มีเยอะ แต่สมองผมมีน้อย มาไล่เรียงอย่างนี้ผมจำไม่ได้หรอก แต่สิ่งที่อยากบอกคือ อย่ามายุ่งกับพวกเรา ตอนประเทศคุณกำลังพัฒนาไม่มีใครไปยุ่งกับพวกคุณ หรือต่อให้ยุ่ง ไปบอกให้ทำตามข้อตกลงต่างๆ คุณก็ไม่สนใจ ดังนั้น ควรปล่อยให้เรามีโอกาสพัฒนาตัวเราเอง” ดร.เจษฎ์กล่าว

ไม่มีข้อมูลจะเถียงเลยใช้อารมณ์เข้าสู้. เยี่ยม, สมเป็น “นักวิชาการ” ไทย.

16:22 ▪ การเืมือง

« ภาคภาษาอังกฤษ | | อภิรักษ์วันนี้ 2 »

1
Sydney 16.11.05

ไม่มีข้อมูลจะเถียงเลยใช้อารมณ์เข้าสู้. เยี่ยม, สมเป็น “นักวิชาการ” ไทย

^
^
แปลกนะคะ หากคุณที่เขียนบทความหน้านี้
เป็นผู้ที่มีความรู้ลึกซึ้งเรื่อง FTA จริง ๆ
ทำไม คุณถึงไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเจรจา
เหมือนกับที่ ดร.เจษฎ์ ได้รับเชิญล่ะค่ะ ?

ไม่อย่างนั้น . .
คุณคงไม่ต้องมาพิมพ์ลงบล็อคเล็ก ๆ แบบนี้
ให้เมื่อยมือหรอก จริงมั๊ย ?

2
สรรพวร วามวาณิชย์ 16.11.05

Sydney:

และถ้าคุณมีข้อถกเถียงจริงๆ จะใช้โต้กับผม คุณก็คงพูดมาแล้ว ไม่มา่เอาตรรกกะวิบัติแบบ appeal to authority มาอ้างให้อายคนเล่นหรอก จริงมั๊ย?

ผมคงไม่ต้องเขียนให้เมื่อยมือหรอก ถ้าคนไทยรู้จักคิดและหาความรู้ด้วยตัวเอง แทนที่จะเชื่อคุณอย่างคุณเจษฎ์เพียงเพราะเขาได้ชื่อว่าเป็น “นักวิชาการ” หรือได้รับเชิญไปร่วม​แสดงความคิดเห็นที่นู่นที่นี้

โปรดสังเกต ว่างานที่คุณเจษฎ์เข้าร่วมเกี่ยวกับ FTA เป็นการให้โอกาสแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่การ “เจรจา” อย่างที่คุณว่า หากจะฟังคนกำลังทำการ “เจรจา” อยู่จริงๆ แล้ว เห็นทีคุณจะไ้ด้ข้อสรุปที่แตกต่างจากของคุณเจษฎ์ค่อนข้างมาก

หรือถ้าคุณเชื่อว่าความถูกความผิดของคนนั้นวัดกันที่การได้รับเชิญไปพูดจริงๆ แล้วล่ะก็ ผมของรับรองว่า นักวิชาการตัวจริงอย่าง Jagdish Bhagwati ได้รับคำเชิญบ่อยกว่าคนอย่างคุณเจษฏ์เป็นไหนๆ