ช้าก่อน กรณ์ | 29.05.05

คุณกรณ์ จาติกวณิช — ส.ส. หน้าใหม่ไฟแรงจากพรรคประชาธิปัตย์ — อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 (จาก มติชน ฉบับวันที่ 21 เม.ย. 2548):

พรรคข้องใจและกังวลใจว่าภาษีที่เก็บได้เพิ่มในช่วงที่อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจชะลอตัวนั้นหมายถึงภาระของประชาชนผู้เสียภาษีที่มีมากขึ้น ในขณะที่รายได้อย่างเก่งคือคงที่

♫ Here is a little song I wrote… You might want to sing it note for note…
Don’t worry be happy. ♫

โทษที ลืมตัวไปหน่อย. ถึง สาระสนเท่ห์ จะไม่กังวลใจเท่าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ยังข้องใจไม่ได้ว่า:

  1. กระทั่งเวลาที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัว เศรษฐกิจ มันก็ยังขยายตัวอยู่ไม่ใช่หรือ?
  2. เมื่อเศรษฐกิจ (ซึ่งวัดโดย จีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ขยายตัวแล้ว, รายได้ประชาชาติ (ซึ่งปรับตัวตามจีดีพี เพียงแต่บวกรายได้สุทธิจากทรัพย์สินในต่างประเทศ แล้วหักค่าเสื่อมราคาและภาษีทางอ้อมออก) จะคงที่อยู่ได้อย่างไร?
  3. ในเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะไม่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเท่าครั้งก่อนๆ ก็เถอะ การเสียภาษีเพิ่มขึ้นจะถือเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นได้ด้วยเหรอ?
  4. สมมุติว่าคุณอยู่ในอัตราภาษีร้อยละ 10, เมื่อปี 2546 ได้ขึ้นค่าจ้างเดือนละ 5,000 บาท คิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้น 60,000 บาทต่อปี. คุณก็ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น 6,000 บาทต่อปี. ต่อมาปีที่แล้ว สมมุติการเติบโตของบริษัทชะลอตัว (แต่ขอย้ำว่ายังเติบโตอยู่) คุณได้ขึ้นค่าจ้างอีก แต่คราวนี้เพียง 2,500 บาทต่อเดือน คิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้นอีก 30,000 บาทต่อปี. มันจะถือเป็นภาระเพิ่มขึ้นหรือที่จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีก 3,000 บาท?
  5. คุณสังเกตไหมว่าในคำถามที่แล้วผมเลือกปี 2546 กับปี 2547 มาเป็นตัวอย่าง แทนที่จะเป็นปี 2547 กับ 2548? คุณคิดว่าทำไมผมถึงทำอย่างนั้น?
  6. ใช่แล้วพี่ท่าน. นั่นก็เพราะว่าประชาชนอย่างเราๆ เสียภาษีเงินได้ ย้อนหลัง. แบบ ภ.ง.ด. ที่เราเพิ่งยื่นกันไปเมื่อเดือนมีนาคมมันเป็นการคำนวณรายได้ของ 2547. ในปีนั้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยังอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งยังดีมากทีเดียวอยู่. หากอัตราการเติบโตของจีดีพีจะชะลอลงมาเหลือประมาณ 5% ในปีนี้ตามที่คาดการกัน (ซึ่งอย่าลืมว่ายังไม่เกิด และถ้าเกิดก็จะ ถือว่าไม่เลว) นั่นก็ยังจะเป็นปัจจัยในการคำนวณภาษีของประชาชนใน ปีหน้า ไม่ใช่ปีนี้. ไอ้ “ภาระ” ที่คุณกรณ์พูดอยู่น่ะมันเดินทางย้อนเวลามาจากโลกอนาคตเหมือนโดราเอมอนหรือไงไม่ทราบ?
  7. การเก็บภาษีที่ได้มากขึ้นนั้นอาจมีที่มาได้หลายประการที่ไม่ได้เพิ่มภาระต่อประชาชน เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น (ประชาชนเลิกเสียแรงและเวลาไปกับการเลี่ยงภาษีและหันมาเสียแบบตรงไปตรงมาแทน). การประเมินภาระภาษีต่อประชาชนนั้นเราสามารถทำได้ง่ายที่สุดด้วยการอ่านอัตราภาษีเงินได้ที่สรรพากรกำหนด. รู้สึกว่าอัตราเหล่านั้นจะเพิ่งผ่านการปรับเปลี่ยนเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อเดือน คุณทราบรายละเอียดหรือเปล่า?

คำถามสุดท้ายนี้ ผมจะช่วยตอบให้เองด้วยการอ้างถึง กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2547:

ไวท์คอลลาร์1.9 ล้าน รับส้มหล่น ‘ลดภาษี’

‘สมคิด’ ชงแพ็คเกจปรับโครงสร้างภาษีสรรพากร 5 มาตรการ เข้า ครม. 26 ต.ค.นี้ มุ่งเอาใจประชาชนผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการขนาดย่อม หวังสร้างฐานเสียงก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยรัฐสูญเสียรายได้กว่า 2.3 หมื่นล้านบาทต่อปี หวังส่งผลให้จีดีพีเติบโตอีก 0.4-0.5% พยุงเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมายปีละไม่ต่ำกว่า 6% ขณะที่ผู้มีเงินเดือนต่ำกว่า 16,000 บาท จำนวน 1.9 ล้านคน ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พร้อมลดภาษีให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กที่กำไรสุทธิต่ำกว่า 1 ล้านบาท เหลือเพียง 15% จากเดิม 20%

ตอบเสียงดังฟังชัดมั๊ย? ส่วนคำถามที่เหลือ ผมจะให้คงต้องขอให้อดีตนักการเงินอย่างคุณกรณ์ช่วยตอบ. ถ้าลำบากล่ะก็ไปปรึกษาบัณฑิตออกซ์ฟอร์ดอีกสองคนในพรรคหรือ ด็อกเตอร์เศรษฐศาสตร์จากฮาวาย ก็ยังได้, ผมไม่รังเกียจ.

อัพเดต เพียงไม่ถึงปีถัดมา คุณกรณ์รู้สึกจะเปลี่ยนใจบอกว่าภาระภาษีน้อยไป อย่างน้อยก็สำหรับภาษีสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ ไม่กลัวพรรคพวกเก่าจากวงการเงินค้อนเอาบ้างเหรอ? (แต่สำหรับญาติโยมที่ร่วมกันขาย JF Thanakom ให้ Chase Manhattan นั้นไม่ต้องกลัว ก็เขาขายเสร็จไปตั้งแต่ปี 2000 แล้วนี่ แถมหนังสือพิมพ์จะช่วยกันไม่พูดถึงอีกต่างหาก)

00:08 ▪ การเืมือง

« ครุกแมนมากรุงเทพ(ธุรกิจ) | | ภาคประชาชน พากย์ประชาชน »