ภาคประชาชน พากย์ประชาชน | 8.06.05

เห็น ข่าวหน้าหนึ่ง ใน มติชน ฉบับวานซืนแล้วก็ต้องตกใจ:

ภาคประชาชนดันรื้อใหญ่ “รธน.” ฟื้น “ส.ส.ร.ภาค2” ใช้เวลา 6 เดือน

ภาคประชาชนเสนอ 2 สภาร่วมฟื้น “ส.ส.ร.ภาค 2” รื้อใหญ่รัฐธรรมนูญ มีตัวแทนทุกภาคส่วนสังคมร่วม หวั่นยึดร่างรัฐบาล เปิดช่อง”โภคิน”นั่งประธานสรรหา “บรรหาร” หนุน แก้เฉพาะที่มาทีมสรรหา 3 องค์กรอิสระ

ที่ตกใจก็เพราะว่าผมก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง แต่ไม่ยักนึกออกว่าเราเคยไปมีความคิดที่จะ “รื้อใหญ่” สิ่งที่ในทางทฤษฎีคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ (แต่ในทางปฏิบัติมีอายุเฉลี่ยเป็นเสี้ยวหนึ่งของพระราชบัญญัติและกฎกระทรวงทั่วไป) ตั้งแต่เมื่อไหร่. เมื่อหันไปถามคนรอบข้างซึ่งก็ล้วนเป็นประชาชนเต็มขั้นเหมือนกัน ก็ไม่เห็นมีใครรู้เรื่องด้วย. หรือว่าพวกเราทั้งหมดกำลังประสบกับโรคความจำเสื่อมหมู่?

เมื่ออ่านต่อใน มติชน ถึงได้ทราบว่า ความจำของเรายังไม่เสื่อม. ผม, พ่อแม่, พี่น้อง, และผองเพื่อนอาจไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ, แต่แล้ว “ภาคประชาชน” นั้นหาได้หมายความถึงประชาชนตาดำๆ อย่างเราแต่อย่างใด:

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) นายพิภพ ธงไชย ที่ปรึกษา ครป. และ น.ส.รสนา โตสิตระกูล แกนนำเครือข่าย 30 องค์กรต้านคอร์รัปชั่น แถลงภายหลังการหารือ เกี่ยวกับท่าทีขององค์กรภาคประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

มันหมายถึงประชาชนชั้นพิเศษ ผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง, ไม่เป็นที่รู้จักของคน 99.99% ของประเทศและไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพวกเขา, แต่มีสิทธิออกมาเสนอหน้าได้ทุกเรื่อง ในนามของประชาชน อย่างเราๆ ท่านๆ. และในหลายๆ ครั้ง เช่นครั้งนี้ จุดยืนที่ “ภาคประชาชน” มาพากย์ใส่ปากเรานี้ตรงกันข้ามกับจุดยืนของประชาชนหลายคน.

ดูๆ ไปแล้ว สิ่งที่มีชื่อเหมือนใกล้ตัวนี้กลับไกลตัวเหลือเกินในความเป็นจริง. ในระบอบประชาธิปไตยที่ซึ่งรัฐบาลเป็นตัวแทนของประชาชน และในระบบทุนนิยมที่ซึ่งทรัพย์สินและการผลิตส่วนใหญ่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของประชาชน, ประชาชนแต่ละคนมีบทบาททั้งในภาครัฐและภาคเอกชนโดยอัตโนมัติ. บทบาทใน ภาครัฐ ขั้นพื้นฐานที่สุดก็คือการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง, ซึ่งเป็นสิทธิและหน้าที่ของคนทุกคน. คนที่ต้องการการมีส่วนร่วมมากกว่านั้นก็สามารถที่จะเสนอตัวไปเป็นข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมือง. บทบาทใน ภาคเอกชน ยิ่งครอบคลุมเข้าไปใหญ่ เพราะมันคือสิ่งที่พวกเราทุกคน, รวมทั้งข้าราชการและนักการเมืองหลังเลิกงานทุกวัน, มีส่วนร่วมอยู่ทุกวันในการตัดสินใจส่วนตัวของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อขายสินค้าและบริการ. แต่แล้วบทบาทของเราใน “ภาคประชาชน” คืออะไรแน่? นอกเสียจากว่าคุณจะเคยโดนแจ๊คพ็อตถูกต้อนไปเป็นฉากหลังให้กับนักประท้วงมืออาชีพทั้งหลายแล้ว, พวกเราล้วนไม่เคยมีประสบการณ์ใดๆ กับประชาชนชั้นพิเศษที่แต่งตั้งตัวเองเป็นโฆษกของประชาชน 63 ล้านคนทั่วประเทศ.

ใน ภาครัฐ ถ้านักการเมืองเป็นผู้แทนที่ไม่ถูกใจเรา, เราก็มีสิทธิที่จะไม่เลือกเขา. ถ้าข้าราชการทำงานไม่เป็นที่น่าพอใจ เราก็สามารถที่จะร้องเรียนเขา. ใน ภาคเอกชน ยิ่งง่ายใหญ่, ถ้าใครทำอะไรไม่ถูกใจเรา เราก็ไม่ต้องไปร่วมสังฆกรรมด้วย, หรือถ้าไม่ถูกใจมากๆ ก็ไปคุยกันที่ศาลได้. แต่ “ภาคประชาชน” นี้ไม่เหมือนกัน, แม้เราจะไม่เคยไปยุ่งอะไรกับเหล่าประชาชนชั้นพิเศษ พวกเขาก็จะมายุ่งกับเราเสียให้ได้, อย่างน้อยที่สุดก็ด้วยการใช้ชื่อเราไปเป็นตัวละครที่เขาพากย์ให้สื่อมวลชนฟัง. และถึงเราจะเบื่อน้ำหน้าคนพวกนี้แค่ไหน, เราก็ไม่สามารถไล่เค้าไปพ้นๆ. นอกจากความจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีตำแหน่งจะให้เราปลดแล้ว, พวกเขายังเป็น “ประชาชน” เหมือนเราอีก. นักการเมือง,นายทหาร, ข้าราชการ, นักธุรกิจ เราอาจเคยต่อต้านมาแล้ว, แต่กับ “ประชาชน” ด้วยกันนี่เราไม่รู้จะทำยังไง.

ด้วยเหตุนี้กระมัง คำว่า “ประชาชน” ถึงได้เป็นที่นิยมนักสำหรับสถาบัน ต้าน ประชาธิปไตยทั้งหลาย:

  • สาธารณรัฐ ประชาชน จีน
  • กองทัพปลดปล่อย ประชาชน จีน
  • สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชน เกาหลี (เกาหลีเหนือ)
  • สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชน ลาว

นี่คือต้นแบบที่เหล่า “ภาคประชาชน” อยากเจริญรอยตามใช่หรือเปล่า? หนทางข้างหน้ายังอีกยาวใกลนัก แต่อย่างน้อยการอ้างชื่อ “ประชาชน” ไปสู้รบปรบมือกับรัฐบาลที่ประชาชนตัวจริงเลือกตั้งมาอย่างถล่มทลายก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี. อ้อ แล้วการใส่ “ประชาธิปไตย” ลงไปใน “คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย” ก็ไม่เลว — คิม จอง-อิล มาเห็นคงยกนิ้วให้.

10:15 ▪ การเืมือง

« ช้าก่อน กรณ์ | | อัล-ไืทยแลนดียายังไม่เปลี่ยน »