โชห่วย ประเทศไม่ห่วย | 23.01.06

บทความนี้ผมเขียนเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๕ และส่งไปให้หนังสือพิมพ์ มติชน ซึ่งไม่นำลงพิมพ์ ณ เวลานี้ที่ กระแสชาตินิยม กำลังถูกปลุกเต็มที่เพื่อต่อต้าน การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ผมเห็นเป็นโอกาสดีที่จะเผยแพร่บทความนี้สู่สาธารณะเป็นครั้งแรก

“โชห่วย” คืออะไร ผมเองก็ไม่แน่ใจ เพราะตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินคำนี้ไม่นาน แม้ช่วงหลังจะค่อนข้างหนาหู แต่ความหมายก็ยังคลุมเครืออยู่ดีสำหรับผม ผู้รู้แจงว่า “โชห่วย” ก็คือ “ร้านชำ” ทว่าศัพท์ทั้งสองคำนี้ล้วนไม่มีบัญญัติไว้ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน (พ.ศ. ๒๕๒๕ บนอินเตอร์เน็ต) พจนานุกรมที่บัาน (วัฒนาพานิช พ.ศ.๒๕๓๐) ก็ไม่มี “โชห่วย” เช่นกัน แต่มี “ร้านชำ” ซึ่งจำกัดความไว้ว่า “สถานที่ขายของแห้งและอาหารหมักดองต่างๆ” ถึงนั่นจะช่วยให้กระจ่างขึ้นบ้าง ก็เป็นเพียงทางนามธรรมเท่านั้น จนแล้วจนรอดผมก็ยังนึกภาพที่เป็นรูปธรรมของ “โชห่วย” ไม่ออก เป็นไปได้เชียวหรือ ว่าธุรกิจนี้ที่ถูกคนกลุ่มหนึ่งประโคมจนกลายเป็นประเด็นระดับชาติ จะไม่มีความหมายใดๆเลยกับผมซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งเหมือนกัน?

อย่างกับจะช่วยสั่งสอนคนด้อยความรู้แบบผม (และเหล่าราชบัณฑิต) คุณสันต์ หัตถีรัตน์ อธิบายนัยอันลึกซึ้งของ “โชห่วย” ไว้ในหน้ากระแสทรรศน์ของ มติชน ฉบับวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๕ (“ค้าปลีกไทยหายนะ=ไทยหายนะ”) กิจการอันประเสริฐยิ่งนี้ — เธอเขียน — เป็นทั้ง “วิถีชีวิต”, “วัฒนธรรมชุมชน”, “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” และ “โรงเรียนธุรกิจ” ของคนไทย ถึงขั้นสรุปได้ว่า “โชห่วย” เป็นตัวแทนของทั้ง “วัฒนธรรมประเพณีไทย” และ “เศรษฐกิจไทย” เลยทีเดียว นิทานเรื่องนี้ของคุณสันต์สอนให้รู้ว่า “โชห่วย” คือ “ไทย”; “โชห่วย” สิ้น “ไทย” สิ้นดัวย

อะไรมันจะขนาดนั้นครับ? ผมคงไม่ใช่คนเดียวที่ขำไม่ออกกับการที่ ความเป็นไทย ถูกนำมาอ้างในข้อเขียนของคุณสันต์เพื่อเชิดชูและปกป้อง “โชห่วย” “ยี่ปั๊ว” และ “ต๊ะ” (ตัวหลังสุดเธอยกให้เป็น “วัฒนธรรมประเพณีไทย”) คุณสันต์พูดได้ไม่ตะขิดตะขวงใจเลยหรือ ว่า “ไทย” จะอยู่หรือตายขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ที่ต้องใช้คำนำเข้าจากภาษาต่างประเทศเป็นตัวสื่อ? ผมข้องใจ เพราะเป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้จัก “โชห่วย” ไม่เข้าใจ “ยี่ปั๊ว” และ “ต๊ะ” ไม่เป็น หากใช้สามสิ่งนี้วัดความเป็นไทย ผมและคนไทยอีกหลายคนคงจะไม่ผ่าน ในขณะที่ประเทศไทยอาจมีจังหวัดใหม่ชื่อว่า ซัวเถา ซึ่งดูจะเป็นบ่อเกิดของเกณฑ์ทั้งสาม

ดังนั้น ถ้าหากว่า วัฒนธรรมนำเข้า ดังกล่าวได้เติบโตจนกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของคนไทยกลุ่มหนึ่ง (ไม่ใช่ผม) นั่นย่อมมิได้มาจาก กระแสชาตินิยม แต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับเกิดจาก ความเสรีและใจกว้าง ของชาวไทย ที่อ้ารับวัฒนธรรมจากต่างแดนเข้ามาเป็นของเราต่างหาก อย่าว่าแต่ “โชห่วย” (ซึ่งผมไม่เห็นว่าจะเกี่ยวกับความเป็นไทยตรงไหน) เลยครับ อีกหลายสิ่งที่ “ไทย” กว่านี้มากเท่าสืบสาวดูแล้วก็มีที่มาจากต่างประเทศเช่นกัน ตั้งแต่ ก๋วยเตี๋ยว, หมูสะเต๊ะ, ทองหยิบ ไปจนถึง โขนรามเกียรติ์, ศาสนาพุทธ และกระทั่งการกล่าว “สวัสดี”

คนไทยเราชอบอะไรก็รับมาเป็นของตน หรือถึงคนที่ไม่ชอบก็เคารพสิทธิของคนที่ชอบและสามารถอยู่ร่วมกันได้ การเปิดใจกว้างแบบ ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา นี้เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยซึ่งดำรงอยู่เสมอมา ยังผลให้เรามีวัฒนธรรมที่หลากหลายและบ้านเมืองอันสงบร่มเย็น

น่าเศร้าที่คุณสันต์กลับพยายามทำลายความใจกว้างอันเป็น ไทย อย่างยิ่งนี้เพื่ออานิสงส์ของ “โชห่วย” บทความทั้งบทของเธอตั้งอยู่บนแนวความคิดที่ว่า การค้าระหว่าง ไทย กับ ต่างชาติ เป็นเกมที่ผลลัพท์เป็นศูนย์—ถ้าเขา ได้ เราต้อง เสีย; ถ้าเรา อยู่ เขาต้อง ไป ไม่มีทางที่จะได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายได้ จากนั้นคุณสันต์ก็กำหนดไว้เสร็จสรรพว่า ไทย คือ “โชห่วย” และ ต่างชาติ คือ “ร้านค้าปลีกยักษ์”

ความคิดที่ผิดนี้นอกจากจะเสี้ยมไทยให้เป็นศัตรูกับคนกว่า ๖ พันล้านคนจาก ๑๘๘ ประเทศทั่วโลกแล้ว ยังก่อให้เกิดความแตกแยกภายในเมืองไทยของเราเองอีกด้วย หากเราตราหน้าร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ว่าเป็นศัตรูของไทย แล้วคนของกิจการเหล่านี้จะกลายเป็นอะไร? ตั้งแต่ ยาม, พนักงานเก็บเงิน, คนแล่เนื้อ, ประชาสัมพันธ์, พนักงานทำความสะอาด, คนขับรถ, ฝ่ายจัดซื้อ, ฝ่ายบุคคล ไปจนถึง ผู้จัดการสาขา, ผู้บริหารระดับสูง และ ผู้ถือหุ้น คนเหล่านี้ไม่ใช่คนไทยหรือ? (กิจการค้าปลีกใหญ่ล้วนมีผู้บริหารและผู้ถือหุ้นชาวไทย ถึงแม้ว่าจะมีชาวต่างชาติร่วมบริหารและถือหุ้นใหญ่) พวกเขาไม่มีสิทธิและเสรีภาพในการทำงานและประกอบการหรือ? ถ้าไม่ให้เขาทำงานของเขาแล้วจะให้เขาไปทำอะไร? พนักงานส่วนใหญ่ของ “ร้านค้าปลีกยักษ์” มีกำลังทรัพย์และความชำนาญพอที่จะออกมาเปิด “โชห่วย” ของตนเองหรือ? เหตุใดเราจึงจะ ตัดสิทธิ์ ในการ แข่งขัน ของคนไทยกลุ่มนี้ เพื่อให้ อภิสิทธิ์ ในการ ผูกขาด กับ “โชห่วย” ?

การแบนร้านค้าปลีกขนาดใหญ่นอกจากไม่เป็นธรรมกับพนักงานและผู้ประกอบการแล้ว ที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นก็คือ เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของ ผู้บริโภค ซึ่งก็คือชาวไทยทั้งประเทศ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เสนออีกตัวเลือกหนึ่งให้กับผู้บริโภคไทย และรถที่จอดเต็มลานจอดรถยักษ์ก็ชี้ให้เห็นว่าคนจำนวนมากชื่นชอบตัวเลือกตัวนี้ คนอื่นมีความชอบธรรมอันใดที่จะไปปิดกั้นเสรีภาพในการใช้สอยของ คนไทย กลุ่มนี้ แล้วบังคับให้พวกเขาไปจับจ่ายในร้านที่เขาชอบน้อยกว่าหรือสะดวกน้อยกว่า?

คุณสันต์เลี่ยงประเด็นโดยอ้างว่า ลูกค้าร้านใหญ่ “ถูกมอมเมา…เข้าใจผิด…ลืมพิจารณาให้ถี่ถ้วน” คุณกำลังบอกผมหรือ ว่าคนไทยจำนวนมหึมานี้หลงผิดและสติปัญญาด้อย ถึงขั้นที่ไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเองได้ และจำเป็นต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างคุณสันต์มาออกกฎหมายบังคับให้ซื้อของให้ถูกที่? ความคิดแบบนี้นอกจากเป็นการตบหน้าดูถูกคนไทยด้วยกันแล้ว ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของ เผด็จการ หากวันไหนคุณสันต์ (และพรรคพวกใน “สมาพันธ์”) รู้สึกว่าประชาชนไทยไร้การศึกษา, “ไม่พร้อม” และถูกนักการเมืองร้อยเล่ห์หลอกได้ง่าย จะทำอย่างไร? ยกเลิกการใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งไปเลยดีไหม? แล้วให้คุณสันต์กับพวกมาชี้นิ้วเลือกรัฐบาลแทน

การเปรียบเปรยที่อาจจะเกินเลยไปหน่อย (แต่ไม่มาก) นี้ ผมใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่า สิทธิเสรีภาพทางการค้า หรือ การค้าเสรี นั้นมีรากฐานเดียวกันกับสิทธิเสรีภาพในทางความคิดและการปกครอง หรือ ประชาธิปไตย นั่นก็คือหลักการที่ว่า แต่ละบุคคลควรมีอิสระในการเลือกวิถีคิด, วิถีปฏิบัติ และวิถีชีวิตของตนเองอย่างมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อไรที่ต้องเลือกเพื่อส่วนรวม ตัวเลือกนั้นต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคนที่เกี่ยวข้อง มิใช่จากการชี้ขาดของคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง คนไทยทุกคนคงจะรักและหวงแหนสิทธิออกเสียงของตนทางการเมือง โดยการลงคะแนนเลือกผู้สมัครที่แข่งกัน “ขาย” นโยบายให้กับเรา แต่หลายคนดูจะมองข้ามการ “ออกเสียง” ทางการค้า ซึ่งสำคัญไม่แพ้กันและซึ่งเราทำกันอยู่ทุกวัน เงิน ที่เราใช้อุดหนุนกิจการทั้งหลายนี่แหละครับ คือ “บัตรเลือกตั้ง” ของเราที่ตัดสินความอยู่รอดและการเจริญเติบโตของธุรกิจหนึ่งๆ การออกเสียงนี้เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของเราครับ ต้องรักษาไว้ไม่ให้ใครมาลิดรอน

สำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีกไทย ในเมื่อ “ผู้ใช้สิทธิ์” กลุ่มใหญ่ได้ “ออกเสียง” แสดงความนิยมชมชอบต่อกิจการค้าปลีกขนาดใหญ่ ย่อมเป็นเรื่องสมควรที่ธุรกิจนี้จะเติบโตก้าวหน้า สิ่งที่ผู้บริโภคจำนวนมากต้องการและที่ “ค้าปลีกใหญ่” เสนอให้ก็คือ สินค้าหลากหลาย, ราคาติดดิน, ลานจอดรถใหญ่ และ บริการครบวงจร (เช่น ซื้อของ, กินข้าว, เติมน้ำมัน, อัดรูป และยืนอ่านหนังสือ แวะที่เดียวเสร็จ) สำหรับคนไทยกลุ่มนี้ “ร้านค้าปลีกยักษ์” ก็เป็นส่วนหนึ่งของ “วิถีชีวิต” และ “วัฒนธรรม” ของพวกเขาเช่นเดียวกับที่ “โชห่วย” เป็นของคุณสันต์นั่นแหละครับ ของแบบนี้มันผันแปรไปกับแต่ละบุคคลและยุคสมัยได้ หรือคุณสันต์จะบอกว่า “ไทย” แปลว่า “ตายตัว” และ “นิ่งอยู่กับที่” ?

เพราะว่า วิถีชีวิต, วัฒนธรรม และ ความต้องการ ของผู้คนนั้นหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่เราจะยึดสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นสรณะ ไม่ว่าจะเป็น “โชห่วย” หรือ “ค้าปลีกยักษ์” ก็ตาม กิจการค้าปลีกใหญ่ที่ร้อนแรงอยู่ทุกวันนี้ หากขยายตัวเกินความต้องการหรือว่าวันใดถูกผู้บริโภคเบื่อ ก็ย่อมล้มละลายตายจากกันไปเป็นเรื่องธรรมดา ในทางกลับกัน ตราบใดที่ยังมีผู้บริโภคต้องการและอุดหนุน ธุรกิจหนึ่งๆก็ย่อมจะดำรงอยู่ได้ สำหรับ “โชห่วย” ผมไม่ทราบอย่างที่บอก แต่ร้านขนาดจิ๋ว (“ร้านสะดวกซื้อ”) และขนาดกลาง (“ซุปเปอร์มาร์เก็ต”) แถวบ้านซึ่งผมเป็นลูกค้าประจำก็ยังขายได้ ถึงแม้จะมี “รุ่นใหญ่” มาเปิดแข่งอยู่ไม่ไกลก็ตาม ร้านใหญ่ที่ว่านี้ผมเคยไปสัมผัสเพียงแค่ครั้งเดียว และยังไม่คิดอยากไปอีก แต่กระนั้น ผมก็ยังได้รับผลดีจากการเข้าสู่สังเวียนของน้องใหม่รายนี้ นั่นก็คือ “ซุปเปอร์มาร์เก็ต” เจ้าประจำของผมปรับปรุงคุณภาพสินค้า, การจัดร้าน และบริการอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเผชิญกับการท้าทายดังกล่าว ทั้งหมดนี้คือความงดงามของ การแข่งขันเสรี ซึ่งสนองตอบต่อความต้องการของสังคมด้วยตัวของมันเอง โดยไม่ต้องมีใครไปจัดการให้เปลืองแรง

จริงอยู่ ที่การ “แข่งขัน” บางคราวอาจมีคนเล่นโกง หลอกกรรมการ หรือเอาเปรียบผู้ร่วมแข่งขันรายอื่น นั่นย่อมเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องลงโทษคนโกงและปิดช่องโหว่มิให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ หากมีร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ “ทุ่มตลาด”, “หลอกลวง” และ “เบี้ยว” อย่างที่คุณสันต์กล่าวหาจริง ผมขอสนับสนุนผู้เสียหายให้ฟ้องร้องและทางการให้ดำเนินคดีกับร้านนั้นๆตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่รัฐจะต้องออกกฎหมายใหม่เพื่อกำหนดให้ ความใหญ่, ความย่อมเยา, ความสะดวกสบาย และความเป็นต่างชาติเป็น อาชญากรรมในตัวของมันเอง กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ได้ต้องไม่เลือกปฏิบัติ “โชห่วย” เองก็ต้องอยู่ภายใต้กติกาเหมือนกัน ทางการจำเป็นต้องตรวจสอบเช่นเดียวกันว่า “โชห่วย” ทั้งหลายเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ และ “เด็กในร้าน” ได้รับสิทธิตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดหรือไม่ กฎหมายมีไว้เพื่อทุกคนครับ มิใช่เพื่อโอบอุ้มบางกลุ่มและกดหัวอีกกลุ่ม

ฉันใดฉันนั้น ประเทศไทย ก็เป็นของคนไทยทุกคน ไม่สมควรถูกผู้ใดนำมาอ้างเพื่อปลุกปลั่นสาธารณชนไปในทางของตน เมืองไทยเราใหญ่พอสำหรับคนนานาจำพวก ต่างๆความคิด (เหมือนดั่งที่เศรษฐกิจของเราโตพอสำหรับธุรกิจหลายๆประเภท ทั้งใหญ่และเล็ก) แต่ ไทย ไม่มีที่สำหรับคนที่ยึดเอาประเทศชาติไปใช้เป็นเครื่องมือส่วนตัวในการปลุกระดม ใครพอใจจะชู “โชห่วย”, ด่าต่างชาติ, ต้านการค้าระหว่างประเทศ หรือขวางการแปลงรัฐวิสาหกิจเป็นเอกชน ก็จงทำไปเถิดด้วยเหตุด้วยผล แต่อย่าตั้งตนเป็นโฆษกของ “ประเทศไทย” และตราหน้าผู้ที่เห็นแตกต่างว่า “ขายชาติ” แบบนั้นมันเข้าข่าย ปลุกผี ครับ ในอดีตเราเดือดร้อนกันมาพอแล้วกับการ “ปลุกผีคอมมิวนิสต์” อย่าได้เริ่ม “ปลุกผีทุนนิยม” หรือ “ปลุกผีต่างชาติ” ตอนนี้เลย

22:22 ▪ การเืมือง

« เปิดตัวไอ้ โม้ เบียร์ช้าง | | ซอฟต์แวร์อัพเกรด »

1
HugeSprocket 17.03.06

สวัสดีครับ

ในความเข้าใจของผม ถ้าผมซื้อของในร้านใหญ่ๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นของๆไทย100%ก็ตาม
ผลกำไรก็จะถูกปันออกไปนอกประเทศไปส่วนหนึ่ง

ตรงนี้ผมคิดว่ากำไรนิดๆหน่อยๆจากผม ถ้ารวมกันหลายๆคราวก็น่าจะเป็นเงินเยอะอยู่ อย่างน้อยมันก็ไหลเวียนกลับเข้าสู่คนบ้านเดียวกันไม่ใช่หรือ

แต่ทุกอย่างก็มีข้อดีของมันเหมือนกัน ผมยอมรับ

สำหรับผม “โชห่วย” ไม่ได้เป็นตัวแทนของทั้ง “วัฒนธรรมประเพณีไทย” และ “เศรษฐกิจไทย” ดอกครับ

แต่เป็นตัวแทนวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม(ซึ่งเป็นสิ่งดี)ต่างหาก อย่างที่คนในยุคนี้พยายามโหยหากันเหลือเกิน จนบางครั้งก็น่าหมั่นไส้

ที่ไม่ชอบที่สุดก็คือคนที่นำมาเป็นประเด็นทางการเมืองนั่นแหละครับ

ส่วนตัวผมค่อนข้างรักร้านโชว์ห่วยครับ พยายามซื้อข้าวของที่ร้านอาแปะ อาซิ่มเสมอ :D

Huge Sprocket

2
b 11.04.06

ชอบมากค่ะ มีสาระดี อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับFTA, การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (ขายชาติ), และปรเด็นโจมตีอื่นๆ
คุณไม่ออกพ็อคเก็ตบุคบ้างหรือค่ะ เห็นมีแต่หนังสือโจมตีนายกเต็มแผงไปหมด เอาแบบเจาะลึกแกนนำม็อบ-ผลประโยชน์หรือกู้ชาติ อะไรประมาณเนี๊ยะค่ะ