ไม่ถึง 50-50 ด้วยซ้ำ | 3.04.06

ถ้ามองย้อนกลับไปที่คะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์จาก การเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว คุณอาจจะคิดว่าการตั้งเงื่อนไข 50% ให้กับตัวเองของคุณทักษิณเป็นเพียงกลเม็ดหาเสียง. เพราะพรรคไทยรักไทยจะต้องชนะได้รับคะแนนเสียงมากกว่า 50 ของผู้มาใช้สิทธิ์อยู่แล้ว

พรรคคะแนนเสียงส.ส.
ไทยรักไทย18,993,07367
ประชาธิปัตย์7,210,74226
ชาติไทย2,061,5597
รวม28,265,374100

ในเมื่อเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ถูกแบ่งกระจายตามสัดส่วน พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียงถึง 67% ของทั้งหมด ถูกมั๊ย ?

ต่อให้นั่นเป็นความจริง การที่คะแนนเสียงจะหล่นไป 17 จุดเปอร์เซนต์ (หรือหนึ่งในสี่) ก็เป็นความเป็นไปได้ที่สูงพอควรทีเดียว เนื่องจากครึ่งปีที่ผ่านมารัฐบาลทักษิณได้ถูกด้วยข้อกล่าวหาที่ หยาบช้า, เหลวไหล, และ งี่เง่า ที่สุด ซึ่งโดนใจ “คนชั้นกลางมีการศึกษา” ดีเหลือเกิน.

แต่ตัวเลข 67% นั้นยังดีเกินจริงไปมากด้วยซ้ำ เพราะ 28 ล้านข้างบนนั้นไม่ใช่คะแนนเสียงทั้งหมด, แต่เป็นแค่คะแนนเสียงที่เหลืออยู่ภายหลังบล็อกที่รวมกันแล้วต่ำกว่า 5 เปอร์เซนต์ได้ถูกตัดออกไปแล้วเท่านั้น.

ตัวเลขจริงของผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งในปี 2548 นั้นจะใกล้เคียวกับ 32,289,460 ซึ่งผมคำนวณจากการมาใช้สิทธิ 72% จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 44,846,472 คน. ดังนั้น พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเพียง 59% จากคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ทั้งหมดในปี 2548 เท่านั้น.

แน่นอน นั่นยังคงเป็นคะแนนที่มากเป็นประวัติศาสตร์อยู่ดี. แต่ อนิจจา ประวัติศาสตร์คงจะไม่ซ้ำรอยในคราวนี้.

สมมุติคนไทยออกมาใช้สิทธิในจำนวนเท่าเดิม พรรคไทยรักไทยเพียงแต่เสียคะแนนเสียงไป 9 เปอร์เซ็นต์ (หรือ 15% ของผู้ที่เลือกพรรคในปี 2548) เท่านั้นก็ “แพ้” การเลือกตั้งครั้งนี้แล้ว. ข้อเสนอสุภาพบุรุษ 50% ของคุณทักษิณได้ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการลงประชามติต่อตัวคุณทักษิณอย่างแท้จริง และทำให้ 3 พรรคฝ่ายค้าน, พรรคแค้นของคุณเสนาะ, สาวกของคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล, หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ, สหภาพแรงงานต้าน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ, สหภาพครูต้านการปฏิรูปการศึกษา, กองทัพธรรม® ต้านเบียร์ช้าง, ภาคประชาชน™, และพวกที่เรียกตัวเองว่า นักวิชาการ รวมตัวกันได้เหนียวแน่นในพรรคเฉพาะกิจชื่อว่า “ไม่เลือกใคร”. ในการหาเสียงครั้งนี้คุณทักษิณจึงเป็นการเข็นครกขึ้นภูหินร่องกล้ามาตั้งแต่ต้นแล้ว, และก็เป็นครกที่เขาเอามาใส่มือด้วยความเต็มอกเต็มใจอีกด้วย.

แต่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง นั่นไม่ใช่ภาพที่คนที่เรียกตัวเองว่า “นักข่าว” จะละเลงบนหน้าหนังสือพิมพ์พรุ่งนี้ และในวันต่อๆ ไป ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเช่นไรก็ตาม.

03:55 ▪ การเืมือง, สื่อมวลชน

« ชัยอนันท์ สมุทวณิช | | ผลการเลือกตั้ง 2549 »

1
แม่อุ๊ย 8.04.06

อิฉันเคยได้ยินคำทำนายมานานแล้วว่าในยุคนี้จะเป็นยุคที่ “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย นำเต้าน้อยจะถอยจม” อิฉันเพิ่งจะมาเข้าใจก็ในวันนี้ วันที่ท่านนายกฯจะต้องลาออกจากตำแหน่ง อิฉันร้องไห้ มาสามวันสามคืนแล้ว ทั้งเสียใจ เจ็บใจ และแค้นใจ... ต่อไปจะมีคนที่ตั้งใจดีตั้งใจจริงคนไหนหาญกล้ามา”ทำ”ประโยชน์เพื่อบ้านเมือง ..อิฉันเชื่อว่า คนที่ทำเป็นขันอาสาขึ้นมาก็คงจะมาเพื่อ”พูด”มากกว่า”ทำ”เพื่อบ้านเมือง(ก็สมองและประสบการณ์มีน้อยนิด)และที่”ทำ”ได้และถนัดตลอดมาก็คงเป็นการคิดโครงการพันล้านเอาไว้เยอะๆ ทำได้หรือไม่..ไม่รู้..ดีหรือเปล่า..ไม่สน..แต่ถ้าได้ค่าคอมฯ..OK..หาเงินเข้าพรรคเยอะๆ..คิดอย่างเดียว..ต้องทำเพื่อพรรคและพวก(ภาค)ของตน..ก็แค่นั้น ซึ่งประชาชนระดับรากหญ้าแต่ภูมิปัญญาสูงเท่าต้นไผ่ (ไผ่เป็นหญ้าพันธุ์หนึ่ง) คงรู้เท่าทันและไม่เลือกคนพันธุ์นั้นให้พวกมันมาครองเมือง

2
FUCKTAKSIN 7.06.06

พ่อมึงทักษิณให้เงินจ้างมาทำเท่าไร พวกมึถึงสวนกระแสเช่นนี้ ที่แท้มันก็ไอ้ทาสในเรือนเบี้ยเหี้ยทักษิณ

3
รีกธรรม 22.06.06

หนังสือพิมพ์เลวๆ ยิ่งอ่านยิ่งโง่

4
รักธรรม 22.06.06

หนังสือพิมพ์เลวๆ ยิ่งอ่านยิ่งโง่โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้จัดการของคนทำลายชาติสนธิส์.....

5
รอมานาน 24.06.06

มาตรา 267 องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการนั่งพิจารณา ในการทำคำวินิจฉัย ต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่าเก้าคน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีบัญญัติเป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์คณะทุกคน จะต้องทำคำวินิจฉัยในส่วนของตน พร้อมแถลงด้วยวาจา ต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างน้อยต้องประกอบด้วย ความเป็นมาหรือคำกล่าวหา สรุปข้อเท็จจริง ที่ได้มาจากการพิจารณา เหตุผลในการวินิจฉัย ในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง

จากมาตรา 267 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ปรากฏข้างบน ที่เป็นกฎหมายหลัก แต่ คำวินิจฉัยที่ 9/2549 ของศาลรัฐธรรมนูญที่ ให้เลิกการเลือกตั้ง และวินิจฉัยเป็นคำวินิจฉัยกลางจำนวน 54หน้า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม2549 และประกาศลงในราชกิจจา แต่ จนถึงวันนี้ 23 มิถุนายน 2549 ยังไม่มี ทั้ง ตำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และ คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคน ประกาศ ลงในราชกิจจานุเบกษา

แต่ ในคำวินิจฉัยกลางก็มี ข้อเท็จจริง ที่เป็นข้อกังขาของประชาชนทั้งประเทศเช่นในกรณี ที่มีการวินิจฉัยว่า บัตรเสีย รวมกับบัตร ไม่ลงคะแนน มากกว่า ครึ่งหนึ่ง ของ บัตรดี ซ่งไม่ทราบว่า ตุลาการ เสียงข้างมาก เอา ปัญหานี้ ยกมาพิจารณาด้วยเหตุผลใด

เราในฐานะประชาชนชาวไทยที่ รักความยุติธรรม และกำลัง เห็นประเทศชาติกำลังจมสู่เหวลึก จึงต้องการให้ท่าน พิจารณาตัวเอง และ ขอให้ คิดว่า การวินิจฉัยในเรื่องนี้ ทำให้ชาติพังทลายสองพันล้าน และ ยังมีที่เสียหายแบบมองไม่เห็นอีกประมาณค่าไม่ได้
ท่านตุลาการทั้งหลายน่าจะพิจารณาว่า หากท่านไม่ผลีผลามออกมา วินิจฉัย จนเป็นเหตุดังกล่าว หรือ หาเหตุผลที่ดีกว่า และ ประชาชนไม่สามารถมาขัดแย้งได้ และทำให้ถูก กติกาคือ ออกคำวินิจฉัยและคำวินิจฉัยส่วนตน และประกาศในราชกิจจาอย่างสมบูรณ์ ก็คงไม่มีใครมาทัดทานท่าน ขอให้ท่าน ลาออกไปได้แล้วครับ เรื่องใหญ่โตแบบนี้ แต่ท่านกระทำตนเยี่ยง ศาลชั้นต้นในศาลบางประเภทท่าประพฤฒิกัน น่าละอายมากครับ

6
รอมานาน 25.06.06

มันเป็นการทรมาน อย่างสาหัสของประชาชนชาวไทยที่ ไฝ่ คว้าหาความยุติธรรมทั้งประเทศในยามนี้ ที่ เห็นการกระทำของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีเสียงแตกเป็นแปดเสียง และใช้การวินิจฉัยส่วนตนออกมาหยุดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 และสร้างความฉิบหายทันตาเห็นสองพันล้านที่ รัฐบาลเก็บภาษีมาจากราษฏรตาดำๆแบบข้าพเจ้า และจากพลเมืองที่ไม่มีส่วนได้เสียกับการกระทำของท่านผู้ที่ อาสาเข้ามาเป็น เปาบุ้นจิ้น แห่งเมืองไทยในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และนับวันจะทวีความ ไม่เข้าท่า มากขึ้น โดย ไม่มีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตนรา 267 ที่บังคับให้มีการ ประกาศคำวินิจฉัยของศาล และส่วนตนลงในราชกิจจานุเบกษา หมายถึงให้ประชาชนได้ทราบใน ข้อ กฎหมาย ข้อเท็จจริง และ เหตุผล ในการวินิจฉัยของแต่ละท่าน ในเมื่อ การลงมติ มิได้เป็นเอกฉันท์ (หาก มีมติเป็นเอกฉันท์ เราคงไม่มาเขียนให้เสียเวลา) แต่เนื่องจาก การมีเลศนัย และการแ ตกแยกในความคิด ของพวกท่านที่ แบ่งเป็นกลุ่ม และมี กมลสันดาน ที่ มุ่งทำลายล้าง อย่าง ไม่คิดถึงผลประโยชน์ของชาติ เรา จึงต้องออกมา แถลงจุดยืนของเรา และพร้อมที่จะ เอาความจริงอื่น ที่มีการขัดแย้งระหว่าง องค์กรยุติธรรม ที่มีอยู่ กับรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง และมี นโยบายที่เป็นรูปธรรม เรา กล่าวแล้วว่า เราไม่มีส่วนได้เสียกับทั้งสองฝ่าย แต่ด้วยสำนึก แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และผลประโยชน์ของชาติ และแผ่นดินเกิด และไม่เคยคิดที่จะแสวงหาประโยชน์แบบท่านทั้งหลายที่ พยายามกันเสนอหน้าเข้ามาในองคกรอิสระที่เกิดขึ้นใรรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เพื่อ อะไร? ไม่แน่ชัด? แต่เวลานี้ วินาทีนี้ ท่านจะต้องออกมารับผิดชอบ ในการ แสดงความเห็นในราชกิจจา และให้เห็นว่า เหตุผลที่ทำให้ชาติ ฉิบหายนั้นมันมาจากตุลาการ นายใด เพื่อรจารึกประวัติศาสตร์ชาติไทยต่อไป หากท่านไม่ต้องการเขียน ก็ ลาออก ไปเป็นพระธุดงค์ หนีโลกไป แบบที่ หนีบวช กันนั่นแหละ ประวัติศาสตร์ชาติไทย จะได้ บันทึกไว้ให้ ลูกหลานเหลนรู้ว่า คนใน สกุลนี้ ได้สร้างความฉิบหายให้ชาติอย่างไร????

7
รอมานาน 26.06.06

ณ เวลานี้ เวบศาล รธนฬ ปิดอีกแล้ว สงสัยท่านอาจจะตอบให้ทราบในราชกิจจา ให้หายข้องใจ หรือ จะเงียบต่อไป ปล่อยให้มัน ผิดกฏหมายไปอย่างนั้น หรือ ชี้แจงรายตัวไม่ได้ เราต้องการแค่ เอามาศึกษาว่า ชาติฉิบหายทันตาด้วยอารมภ์ของท่านผู้มีอำนาจในมือเท่านั้น ฤา?? นี่ละ ประเทศไทย???

8
รอมานาน 26.06.06

ในที่สุด เวบไซด์ของศาลรัฐธรรมนูญก็ ปิด กระดานข่าวที่เปี่ยมไปด้วย คำติชม ที่เป็นไปตามหลักการของกฎหมายมหาชนที่ ยอมให้มีการ วิจารณ์คำวินิจฉัยได้ และทิ้งท้ายปัญหา การ วินิจฉัยแบบคาบลูกคาบดอก ว่า บัตรเสีย รวมบัตรไม่ลงคะแนน มากกว่า ครึ่ง ของบัตรดีทั้งหมด และ การปฏิบัติของตุลาการที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ที่ต้องการให้ การวินิจฉัยแต่ละครั้ง ต้องมีคำวินิจฉัยของศาล และคำวินิจฉัยส่วนตน ลงประกาศในราชกิจจา แต่จนบัดนี้ ผ่านมาแล้ว ภ/ วันก็ยังไม่ปรากฏในราชกิจจา และน่าจะเป็นสามเหตุหนึ่งของตุลาการแปดท่านที่ออกเสียงข้างมากและสร้างความเสียหายย่อยยับแก่บ้านเมือง ไม่สามารถจะเขียนคำวินิจฉยกลางที่ ดันไปเอาสาเหตุที่อ้างมาว่าทำให้การเลือกตั้งไม่ถูกต้อง และ ไปล้มการเลือกตั้งที่กระทำมาเกือบจะสมบูรณ์แล้ว พร้อมมาสร้างแรงกดดันให้ กกต.ลาออกเพื่อเอาคนของตุลาการล้วนๆมาเป็นกกต. เรา ระพิน ประชาชนได้พยายาม ถามหาคำตอบ จากศาลรัฐธรรมนูญที่ถือว่าเป็นองกรสูงสุดของประเทศ แต่ จนบัดนี้ ยังไม่มีคำตอบ ที่เวบใหม่ มีแต่ คำวินิจฉัยกลางเดิม 54 หน้า ที่มีหลายหน้า ที่เป็นข้อกังขาจากประชาชนทั้งประเทศ หลังจากที่ นายสมัคร ว่าที่ สว กทม กับนายอดิศักดิ์ ออกทางทีวีช่อง 11 และมีการวิจารณ์อย่างกว้างขวางมากขึ้นที่เวบไซค์ของ กกต.และ มีชัย แต่ ในวันนี้ ที่ ข่าวประชาสัมพันธ์มี บทความในสยามรัฐที่ เขียนถึงนายผัน และดฃก็บอกว่า การกระทำการวินิจฉัน อยู่ภายใต้ความกดดันของ กลุ่มต่างๆ และ นายผันยังให้สัมภาสน? หนังสือพิมพ์ โฟคัสปักษ์ไต้ ในข้อ 4 ที่ ถามว่า “ ตุลาการแต่ละท่านมีแนวทางในการตัดสินอย่างไร และหลายครั้งที่ลงมติแบบไม่เอกฉันท์ โดยเฉพาะสวนกระแสประชาชน” นายผัน ก็งัดเอามาตรา 249 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตอบ ซึ่งไม่มีการพูดถึงลักษณะพิเศษของคำวินิจฉัยทั้งของศาล และส่วนตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ดังที่เราตั้งกระทู้ไว้เลย และวันี้ ก็เลย 42 วันไปแล้ว ก็ยังไม่เห็นลงในราชกิจจา เรา ระพิน จึงขอร้องให้ นายผันและตุลาการอีก เจ็ด คนที่ ออกเสียง ให้ล้มการเลือกตั้ง ออกมารับผิดชอบ จะด้วยวิธีการใด? เช่น ลาออก โดยไม่เขียนคำวินิจฉัยส่วนตัว หรือ ออกมาเขียนและแสดงเหตุผลให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยกลางให้ได หรือ ลาออกไปเสีย เพราะ หากพวกท่านยังดันทุลัง ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 267 ต่อไป ประชาชนทั้งประเทศ คง ไม่สามารถ ยอมรับการวินิจฉัย หรือ การทำงานของท่านที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญได้อีกต่อไป

9
รอมานาน 28.06.06

เอาละครับท่าน ตุลาการ เปาบุ้นจิ้นทั้งหลาย แม้แต่บ้านเมืองจะวิกฤติอย่างไร? แต่เมื่อมีการเดินทางฟรี และมีโอกาสทำอะไรได้สบายๆท่านคงรับ เอาไป อย่างเต็มที่ และตอนนี้ เคราะห์กรรมของประเทศชาติ อยู่ในมือท่านแล้ว แต่การออกมา (ตามที่ ไทยรัฐ: รายงานข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า การยุบพรรคทั้ง 5 พรรคถือเป็นเรื่องใหญ่ ศาลรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และให้โอกาสทุกฝ่ายได้ชี้แจงด้วยเอกสารและนำพยานบุคคลมาชี้แจงอย่างเต็มที่ คาดว่าหากการดำเนินการไม่ช้าหรือถ่วงเวลา อย่างน้อยที่สุดการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่น่าจะน้อยกว่า 3 เดือน หากมีการถ่วงเวลา เช่น การอ้างพยานบุคคลหลายปาก อาจจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ โดยการพิจารณาคงต้องโยงระหว่างพรรคการเมือง เพราะเรื่องเกี่ยวข้องกันระหว่างผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้างให้ส่งผู้สมัคร คาดว่าในการวินิจฉัยชี้ขาดคงจะออกมาในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน อย่างไรก็ตาม หากยังคงมีการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 15 ต.ค. ขณะที่กระบวนการพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองทั้ง 5 พรรคยังไม่เสร็จ สมาชิกพรรคการเมืองทั้ง 5 พรรค ยังสามารถลงสมัคร ส.ส.ได้ เพราะถือว่าพรรคยังไม่ถูกยุบ)

ของนายผันที่เพิ่งรู้สึกว่า ท่านกำลังทำงานอันยิ่งใหญ่และเป็นผล ดี เสีย แก่บ้านเมืองโดยแท้ ท่านจึงยอมว่า การวินิจฉัย การยุบพรรคที่ อัยการสูงสุด และ กกต. โยนเผือกร้อนมาให้ท่าน และด้วยการผ่านการกลั่นกรองของ อสส ในลักษณะ ของ “มติเอกฉันท์” แต่ ท่านคงไม่ลืมว่า อสส กับองค์ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นอยู่ใน สภาวะที่ไม่เหมือนกัน ตามลักษณะของการบริหารราชการที่แยกไว้ ดังนั้น เรา จึงหวังว่า ท่านคงจะต้องใช้ความรอบคอบ และตอบคำถาม ประชาชนได้ ในข้อ ฉงนทุกข้อ แบบที่ เวลา ผู้พิพากษา แยกประเด็นย่อยออกมาจากครบทุกประเด็น แต่ การพิจารณา อาจจะเป็นไปตามหลัก รัฐศาสตร์ตามแต่ที่ท่านจะยกออกมาอ้าง เราคงไม่ก้าวล่วงใน งานใหม่นี้ ของท่านแต่จะเฝ้าดูอย่างไกล้ชิด

ส่วน คำวินิจฉัยที่ 9 /49 ที่ท่านยังไม่เขียนคำวินิจฉัยส่วนตัวกัน และไม่ลงในราชกิจจานุเบกษา เลยนั้น คิดว่าท่านได้ กระทำในสิ่งที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ม. 267 หากท่านตุลาการ เห็นว่า อาจจะเขียนไม่ได้ เพราะจำต้องให้สมเหตุผล กับเรื่องใหม่นี้ ทางออกของท่านเปิดไว้เต็มที่ครับ และเห็นว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านอื่น เคยปฏิบัติมาแล้วในอดีต คือ ลาออก เสีย เพราะคงเป็นทางเดียวกระมัง ที่จะทำให้ บ้านเมือง คลายเกลียวออก ได้ เพราะ การเลือกตั้ง จะได้กระทำต่อไป เพราะ พรรคการเมืองยังไม่ถูกยุบ ปล่อยให้มีการเลือกตั้ง เพื่อ นำเอาเสียง ที่ถูกต้อง เข้ามา บริหารประเทศ และ แก้รัฐธรรมนูญ ให้ มีการ ทำอะไรกันง่ายๆ หาก ไม่ต้องการรัฐบาล หรือ จะทำอะไร ก็ทำไป จนกว่า จะ สรรหาตุลาการใหม่ มา ทำงาน ต่อไป เราเห็นว่า เรื่องที่ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญและ ค้างพิจารณานานๆ ก็มี ดังนั้นเรื่อง นี้ไม่น่า จะต้องรีบร้อนอะไร เพราะ รัฐบาลได้ ทำงาน พระราชพิธีเพิ่งสำเร็จด้วยดี และยังมีงานพนระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 80 พรรษาในปีหน้าอีก ดังนั้น การทำงานต่อเนื่อง หรือ การเลือกตั้งเพื่อหารัฐบาลใหม่ เป็นเรื่องจำเป็นกว่า แต่หากศาลรัฐธรรมนูญ จะ สนองความต้องการของประธานสามศาลที่ ประชุมกันมา จะรีบ ขจัด อะไรที่ขวางหน้าให้เตียนก็คงทำได้ด้วยแรงโท ษะ หรือ กิเลส ที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่ หากท่านจะได้คิด และ รู้ สำนึกใน เหตุการณ์ ที่ผ่านมา จน ทำให้ ชาติ ต้องชงักงัน และเศรษฐกิจเริ่ม ทรุดหนักลง และเชื่อในกฎแห่งกรรม ทางแก้ อย่างเดียวที่ท่านตุลาการ แปดท่านเสียงข้างมาก ที่ ยุบการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน น่า จะ เสียสละลาออก และ อยู่อย่างสงบในบั้นปลายของชีวิต เถอะครับ เชื่อ ระพิน เพื่อชาติ ครับ ระวัง กรรมจะตามทัน

10
รอมานาน 1.07.06

กกตใจการเลือกตั้งต่อได้เลย เพราะ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 8 พ.ค. 2549 ยังไม่สมบูรณืตาม มาตรา 267,268,และ 269 เพราะ ยังไมการ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะ มาตรา ทั้งสาม ต้องการให้ มีการ นำเอาคำวินิจฉัยกลางที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยส่วนตน ลงในราชกิจจา เวลานี้ วันนี้ วินาทีนี้ ศาลกระทำได้เพียง คำวินิจฉัยที่ 1-8/2549 สาเหตุเพราะ ไม่มีตุลาการท่านใด เอาเหตผล บัตรเสีย บวก บัตรไม่ลงคะแนน ไปมากกว่า ครึ่งหนึ่งของบัตรดี ว่า เป็นการเลือกตั้งที่เสียหายได้ แต่ นายผัน ดันเอาไปเป็นสาเหตุในคำวินิจฉัยกลาง มั่วให้คนในชาติปั่นป่วนและชาติฉิบหายย แถมปิดกระดาข่าว ปิดหู ปิดตาประชาชน ซ้ำเอาบทความ นสพ.ที่เขียน เชียร์ตัวว่าเป็นคนสงขลา เพื่อ เทียบ บารมี ป๋า หรือ ไง นายผัน แกมันคนละชั้นว่ะ

11
รอมานาน 12.07.06

ในที่สุด คำวินิจฉัย ที่ 9/49 และคำวินิจฉัยรายบุคคลก็ออกมา ทั้งหทด 352 หน่า ไป load กันได้จาก เวบราชกิจจา และสิ่งที่เราอยากเห็นคือ การคำนวณว่า การเลือกตั้งไม่ดี จาก บัตรเสีย บวกบัตรไม่ลงคะแนน มากกว่า ครึ่งหนึ่ง ของบัตรดี จาก ตุลาการ แปดคนที่ ให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งไม่ชอบ แต่ ตุลาการอีก หกท่านกลับเห็นว่า มิได้ ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ และ สิ่งที่ ตุลาการ คนเดียวที่เอาเรื่อง พรรคขอปลดหนี้ ได้เป็น สส ด้วยคะแนน สามพัน กับบัตรไม่ลงตะแนนเป็นหมื่น และ อ้างว่า พรรคไทยรักไทยได้ผู้แทน โดยแบบลงสมัตรคนเดียวแล้วผ่าน 20% หลายร้อยเขตร แต่ การที่เป็นเช่นนั้นเพราะความ โกลาหลทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้ทำได้ ต่างหาก ซึ่งตุลาการ เสียงข้างน้อยถือว่าไม่ผิด แต่ พาก เสียงมากว่าผิดปกติ และที่น่าสังเกตคือ ไม่มีกล่าวถึงการที่พรรคใหญ่อื่นๆ ไม่ลงสมัครเลย มีการนำเอา คำว่า ลับ มาตีความตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณทิต แล้ว ตุลาการเสียงข้างมากบางคน เอามาจากการทำแบบสอบถาม 35 คน และมีคนตอบมา 24 คนเลยเชื่อว่า คูหาไม่ลับ ผมเห็นแล้ว เพิ่งรู้กึ๊นของตุลาการว่าไม่มีอะไรเลย พวกที่ขะเขียนให้มากๆ จะยกเอามาตราในรัฐธรรมมาสาธยายเรียงมาตรา ทำว่า ข้ายกมากล่าวหา ทั้ๆที่ วัตถุประสงค์ของศาลมีอยู่ชัดแจ้งว่า การ กรนะทำ การพิจารณาต้องอาศัยหลักการอย่างใด? เรา ขอ ปลง อนจจัง และ ขอให้ ประวัติศาสตร์บันทึกความ เห็นของคนเหล่านี้ไว้ ชั่วลูกหลานและ จะเห็นว่า พวกเขามีเท่านั้นจริงๆ พอดี 63 วัน ที่หลังจากออกคำวินิจฉัยด้วยวาจา เราเห็นชัดว่า การเลือกตั้งมิได้ เลวร้ายอย่างที่ มีในคำวินิจฉัยกลางเอามา การที่ ตุลาการ แปดคนไปเชื่อว่ามีการจ้างวานพรรคเล็กไปก่อนที่จะมีการวินิจฉัย หรือ คำตัดสินชองศาล ทั้งๆที่ ตุลาการ เสียงข้างน้อย ไม่เอามาอ่างเพราะเห็นว่า เรื่องนี้ เป็นการกล่าวหากันซึ่งเรื่องยังไม่ถึงที่สุด เรา อยากให้ สำนัก ไหนที่ ต้องการให้โปร่งใสในคำวินิจฉัยที่ทำให้ชาติฉิบหายทันตา สองพันล้านนี้ ควรจะ จัดสัมนา หรือ เอามา วิจารณ์โต๊ะกลมกัน เพราะ คำวินิจฉัยนี้ มีหลายแง่มุมที่ ส่อ ไปในทาง ที่ หละหลวม และ แสดงถึงสมรรถทนะ ของคนที่ หาญหน้าเข้ามาเป็น ผู้มีอำนาจสูงสุดในการ ตัดสินปัญหาสำคัญของชาติ ด้วยความเศร้าสลด ต่อ คำวินิจฉับแบบอนุบาลที่ออกมา สู่สายตาประชาชน ชาวไทย เราโชคร้ายมาก ที่ มี แค่ คนที่มีความสามารถ แค่นี้ มานั่งค้ำ ประเทศอยู่ คิดอะไร ก็คิดกันได้แล้วครับ ปล่อยไว้ น่าจะ ฉิบหายมากกว่านี้

12
รอมานาน 13.07.06

ประเทศไทยฉิบหายไปเพราะ ตุลาการ เชื่อ ง่ายๆ แบบ เด็กปัญญาอ่อน เอา เอแบคโพลมาอ้างจากตัวอย่าง 1168 ตัวอย่างที่ว่า 57% ของจำนวนนี้ไม่เห็นด้วย ในการใช้คูหา และสรุปชุ่ยๆ อีกว่า นักข่าว ไม่เห็นด้วยอีก 22 คน และเอา ความเห็นกกรมการเลือกตั้งจังหวัด 24 คน จากการสอบถามคน 35 ราย แค่นี้ละครับมาอ้าง ออกเสียง ส่วนใหญ่ให้ล้มเลือกตั้ง ช่วยกัน พิจารณากันหน่อยครับ ว่า ตุลาการที่ หู เบาแบบนี้ จะไหวรึ ? สำหรับประเทศไทย ท่านผู้ทรงอำนาจวาสนา คลคิดว่า คนไทยมีแค่นั้น คนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งมีอยู่ 49 ล้านคนและออกมาใช้สิทธิแบบดีๆ ถึง 15 ล้านคน หากท่านพิจารณาจากความน่าเชื่อของข้อมูลเท่านี้ และ การโพลกระจอกอย่างนี้ ผมว่า ท่านผู้ดำรงตำแหน่งนี้ เอามาจาก เด็กอนุบาลก็ได้ครับ ( จาก คำวินิจฉัย หน้า 71 ของ 352 หน้า) ยังมีต่อ

13
Tom Vamvanij 13.07.06

คุณรอมานาน:

ถ้ามีคุณคำวินิจฉัยของศาลในรูปแบบอิเลคทรอนิก โปรดอีเมลมาให้ผมด้วยที่ tom.vamvanij@gmail.com ขอบคุณครับ

14
รอมานาน 14.07.06

คำวินิจฉัย ของตุลาการท่านหนึ่งที่มีเสียงข้างน้อย(หก ต่อ แปด) ได้ให้คำวินิจฉัยที่ พวกเราคนไทย เลื่อมใสและศรัทธาในตัวท่านและความสามารถ ความรอบคอบ ในทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ของท่านอย่างมากในหน้า 227 วรรคท้าย และหน้า 228 ของ 352 หน้า ดังนี้

............ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 บัญญัติให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น ประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุม เป็นครั้งแรก” ย่อมแสดงถึงเจตนารมภ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ รัฐสภา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ หนึ่งในอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยสามารถใช้อำนาจนั้นได้และเพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรตามพระราชกฤษฏีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๙ ในวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ ซึ่งประชาชนได้มีส่วนร่วมในการใช้อำนาจอธิปไตย เลือกตั้งสมาชิกพรรคการเมือง แบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต รวมทั้งการใช้สิทธิเลือกตั้งในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน รวมทั้งสิ้นประมาณ ๒๙ ล้านคนเศษ เป็นไปตาม เจตนารมภ์ของรัฐธรรมนูญ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่กำหนด กลไก การใช้อำนาจ และการคานอำนาจ เพื่อมิให้อำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือ อำนาจอื่น ประการสำคัญ การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เป็นการถ่วงดุลอำนาจ ของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ถือเป็นการกระทำของรัฐที่ศาลไม่ อาจตรวจสอบการกระทำดังกล่าวได้ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ การใช้อำนาจศาลเพิกถอนการเลือกตั้งทั่วไป ย่อมมีผล เป็นการเพิกถอนพระราชกฤษฏีกา ยุบสภาผู้แทนสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่ง ส่งผลให้ ศาลมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ตรวจกานแผ่นดินของรัฐสภา ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

++++++++++++ยังมีต่อ++++++
เพื่อทราบถึง การกระทำแบบไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้นกับ อำนาจที่เหลืออยู่ แบบทำความ ฉิบหายให้ชาติได้ ด้วย คนไม่กี่คน ที่ ขาดความรับผิดชอบ และมุ่งมั่น ทำอะไรเพื่อสะใจอย่างเดียวมาก อันตรายมากครับ เราต้อง ฉีกหน้ากาด คนเหล่านี้ มาให้สาธารณธชนทราบกันครับ และการวินฺจฉัยที่เพิ่งประกาศในราชกิจจาก็น่าจะโมฆะเพราะประกาศล่าช้าถึง 64 วัน และ การออก ปวิมาใช้ในศาลเองย่อมต้องไม่ขัดกับกฏหมายแม่คือกฏหมายรัฐธรรมนูญ

ครับผม ท่านไป load pdf ได้ที่ เวบข้างล่างนี้เลยครับ

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/RKJ/announce/newrkj.jsp?selectGroup=yes

15
รอมานาน 15.07.06

คุณ TOM ได้หรือยังครับ?

16
รอมานาน 15.07.06

นี่คือ ราชกิจจา หน้า 170 ของราชกิจจา ที่เป็นคำวินิจฉัยที่ ๙/๒๕๔๙ เมื่อ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๙ หรือ ๖๓ หลังจากคำประกาศ อย่างรีบร้อน เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙ และมีผลให้ ประเทศไทย ต้องหยุดชงักลง และ เข้าสู่ วิกฤตการที่ยัง ไม่มีใครคาดได้ว่า จะออกมาในรูปได แต่ จากการได้เห็นคำวินิจฉัย ส่วนตัวของตุลาการทุก คน ทำให้ เรา ประชาชนที่ไม่มีโอกาส ได้เห็นว่า ใคร ทำอะไร? และ ถูกต้องอย่างไร? เราอยากให้ นักศึกษา กฎหมาย หรือ นักบริหารของชาติได้ มีการ นำเอา คำวินิจฉัยครั้งนี้ ที่เห็นชัดว่า สร้างความหายนะให้ชาติ แบบหายนะไม่ประมาณได้ แต่ด้วย อารมณ์ของ คนเหล่านี้ที่มีโอกาสและเสนอตัวเข่ามาอยู่ในระดับนี้ ที่ ทำให้ ประเทศชาติ วอดวายได้ ข้างล่างนี้ เป็นคำวินิจฉัยสรุป ที่น่า ฉงน ...ของตุลาการเสียงข้างมากคนหนึ่ง
.............
สรุปแล้ว การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ และวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๙ มีการกระทำการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และผลที่เกิดขึ้นเพราะมีพรรคการเมืองต่างๆเข้ามาร่วมทำให้ผลการเลือกตั้งสมาชิกราษฎรดังกล่าวมีผลเบี่ยงเบนไปด้วย โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ๔๔,๗๗๘,๖๒๘ คน ปรากฏว่า มีผู้มาช็สิทธิเลือกตั้ง ๒๘,๙๙๘,๓๖๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๔ใ มีบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนสำหรับเขตเลือกตั้งหรือ โนโหวต ๙,๖๑๐,๘๗๔ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๓๓.๑๔ และบัตรเสีย ๓,๗๗๘,๙๘๑ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๑๓.๐๓ และเขตเลือกตั้งที่ ๙ จังหวัด นครศรีธรรมราช ผลการเลือกตั้งได้แก่ นายมาโนชญ์ เสนาชู พรรคคนขอปลดหนี้ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคไทเป็นไท ได้ ๓,๗๑๒ คะแนน แต่มีเสียงโนโหวตถึง ๓๖,๘๗๘ และบัตรเสีย ๗,๗๗๑ ใบ ซึ่งคะแนนของผู้ได้รับเลือกตั้งมีจำนวนน้อยกว่า โนโหวตและบัตรเสีย และเขตเลือกตั้ง ที่มีบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนแบบแบ่งเขต เลือกตั้งมากที่สุด คือจังหวัด ชุมพร คิดเป็นร้อยละ ๗๔.๗๗ จึงเห็นได้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ชอบด้วยหลักการของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๔ วรรคสาม และมาตรา ๑๐๘ มีผลให้ได้สมาชิกสภาผู้แทนแบบบ่งเขตเลือกตั้ง ๓๘๖ คน และสมาชิกแบบบัญชีรายชื่อ ๙๙ คน เพราะนายเปรมศักดิ์ เพยยุระ ได้บวชเป็นพระภิกษุ จึงขาดคุณสมบัติ จึงได้สมาชิกสภาผู้แทนเพียง ๔๘๕ คน ไม่ครบจำนวนสมาชิกราษฎรจำนวน ๕๐๐ คน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ ทำให้ไม่สามารถเปิดประชุมสภาเพื่อทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และไม่เป็นตัวแทนของประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
อาศัยเหตุผล ดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ และวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๙ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา๔ วรรคสาม และมาตรา ๑๐๘ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบทั่วไปที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตร ๑๔๔ วรรคหนึ่ง ให้เพิกถอนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่รับรองผลการเลือกตั้งดังกล่าว มีผลให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนจราษฎรที่คณะกรรมการเลือกตั้งได้รับรองสิ้นสุดลง ให้จัดการเลือกตั้งใหม่ใน ๖๐ วัน นับแต่วันออกพระราชกฤษฎีกาแก้ใขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไปมีผลใช้บังคับ ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเพื่อให้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตร ๑๑๖ ต่อไป

+++++++จบคำวินิจฉัย++++++
ท่านทั้งหลายจะสังเกตว่า ตุลาการคนนี้ ไม่เคยเอาวิธีการพิจารณาตามมาตรา ๒๖๗ และ ๒๖๙ มาใช้เลย ดังในคำวินิจฉัยกลาง ที่รีบร้อนออกมาให้สาแก่ใจใน ราชกิจจาหน้า ๒๖ บรรทัดที่ ๕ – ๙ ที่ นำเอาการคำนวณว่า บัตรเสีย บวกบัตรไม่ลงคะแนน มากกว่า ครึ่งหนึ่งของ บัตรดี แต่ ตุลาการคนนี้ กลับ ไม่เอ่ยถึงบัตรดีเลย ที่มี มากกว่า บัตรเสียบวกบัตรไม่ลงคะแนน แต่กลับทำให้ ไขว้เขว ไปเอา การเลือกตั้งที่ มีผู้ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนน้อย มา กล่าวแทน แต่ สิ่งนั้นก็ไมได้มีการผิดรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด หาก แต่เป็นไป ตาม กล ไก ของรัฐธรรมนูญ ที่เป็น ฉบับพิเศษ ที่มีถึง ๓๓๘ มาตราและถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลกที่มี ความปลีกย่อย ถึงขนาดนั้น แต่ก็หามี ตุลาการคนใดนำมาคิดหรือพิจารณา และก็เป็นการฟ้องตัวเองว่า การวินิจฉัยกลาง มิได้สอดคล้องกับ การวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการเสียงข้างมาก ที่เอามาอ้างว่าการเลือกตั้งผิดปกติ และทำให้ชาติฉิบหายคาตา ท่านผู้อ่านที่รัก โปรด ดูการวินิจฉัยของท่านตุลาการ หนึ่งใน หก ท่าน ข้างล่างนี้ ครับ ว่า มัน กลับหน้ามือ เป็นหลังเท้า อย่างไร??

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

และ นี่ก็เป็น คำวินิจฉัย ของตุลาการ ท่านหนึ่ง ใน หก ท่านที่มีการวินิจฉัยที่ น่าสรรเสริญในความเป็นอัจฉริยะของท่าน มีเหตุมีผลและเป็นไปตามมาตรา ๒๖๗,๒๖๙ ที่เรา คนไทย ตาดำๆ และ เราดั้เรียกร้องมาโดยตลอด และเห็นการกระทำที่ไม่ใช่มนุษย์ของตุลาการบางคนที่ใส่อารมณ์ ในคำวินิจฉัย ที่เรา จะเลือก เอาให้ ท่านทั้งหลาย ได้รับทราบ ถึง การกระทำของ คนเหล่านั้น ที่ มีโอกาส เข้าไปอยู่ในที่ ที่ จะทำให้ชาติฉิบหายได้ ในพริบตา แต่ตัวพวกเขาเหล่านั้นที่สรวมวิญญาน อมนุษย์ อ้างว่า ไม่มีกฎหมายใดในประเทศไทยมาเอา ผิด กับเขาได้ แต่โปรด ดูคำวินิจฉัยของท่าน ตุลาการท่านนี้ ที่เปี่ยมด้วยเหตุผล และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทุกประการ ใน คำวินิจฉัยส่วนตัว ราชกิจจาหน้า ๒๖๒ ใน ตอนสรุปว่า

............................ ซึ่งรายละเอียดพยานหลักฐานเกี่ยวข้องกับการดำเนินการที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในกรณีต่างๆ ที่ได้ระบุไว้ในคำร้องนี้ ผู้ร้องจะขอนำสืบชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซ่งจะเป็นผู้ไต่สวน คำร้องและวินิจฉัยชี้ขาด ในเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการกระทำดังกล่าวในขั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ผู้ทำคำวินิจฉัยเห็นว่า ตามประเด็นที่ผู้ร้องกล่าวหา เป็นปัญหาทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ซึ่งต้องการหลักฐานประกอบการกล่าวหา ตัวแทนรัฐบาล และผู้แทนอดีตพรรคฝ่ายค้านโดยตรงเพิ่มเติม ซึ่งยังไมได้จัดทำ จึงยังไม่หมดประเด็นแห่งความสงสัย ที่จะทำให้สามารถเขียนคำวินิจฉัยได้อย่างสมบูรณ์ประการหนึ่ง และผู้ทำคำวินิจฉัยมีความประสงค์สอบถามจากผู้กล่าวโทษทั้งหมดทั้งที่ร้องเรียนและให้ข่าว จึงมีความประสงค์จะชอให้ เปิดศาลพิจารณาการไต่สวนเพื่อให้ประชาชนที่สนใจได้มีส่วนร่วมในการรับฟังข้อซักถามด้วยอีกประการหนึ่ง แต่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ให้โอกาสดำเนินการ
ตามที่ได้พิจารณาคำร้องมาแต่ต้น จึงเป็นข้อจำกัดที่ผู้ทำคำวินิจฉัยไม่สามารถทำคำวินิจฉัยให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายได้ และมีลักษณะขัดต่อการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๙ ถ้าจะทำคำวินิจฉัยไป ก็จะเท่ากับเป็นการวินิจฉัยคดีที่มีข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๔ กับผู้เกี่ยวข้องได้ ถือเป็นการฟังความข้างเดียว ซึ่งไม่ใช่วิสัยของศาลที่จะดำเนเนการให้ได้ และเป็นการขัดต่อคำถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนที่ผู้ทำคำวินิจฉัยจะเข้ารับหน้าที่ ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตร ๒๕๒
ด้วยเหตุผลดังกล่าว เมือ่จำเป็นจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ ผู้ทำคำวินิจฉัยจึงเห็นว่า หากพิจารณาเท่าที่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องและคำชี้แจงของ กกต.แล้ว การกระทำของ กกต. ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการขัดหรือ แย้งต่อรัฐธรรมนูญ

+++++++++++++++++จบคำวินิจฉัย+++++++++++++++++++++
ท่านผู้อ่าน คงเห็นชัดว่า การกระทำของประธานศาล ประกาศก้องว่ามาจาก สงขลาได้ สร้างประวัติศาสตร์ ที่แสนเลวร้ายให้ กับ ประเทศไทยอย่างไร????

17
รอมานาน 16.07.06

ความฉิบหายของชาติ ที่เกิดจากการ ชะงักงัน และการ วินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ แบบเร่งรีบ ( ยื่น ๒๘เมษา แล้วรีบออกคำวินิจฉัยกลางมาก่อนเมื่อ ๘ พค. ซึ่งมีเวลาในการวินิจฉัยที่เป็นวันทำงานเพียง ๕ วัน เมื่อเทียบกับความสำคัญ และ ผลของการวินิจฉัยที่ทำความเสียหาย อันเนื่องมาจากการพิจารณาที่ไม่เที่ยงธรรม และรอบคอบสมบูรณ์ หรือ การกระทำแบบลวกๆ ของตุลาการบางคนที่ออกมาให้ข่าวว่าแค่ ประเด็น คูหาอย่างเดียวก็ ยุบการเลือกตั้งได้แล้ว) ไม่มีการไต่สวนตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๗ และ ๒๖๙ ตามที่ ตุลาการ เสียงข้างน้อยบางท่านได้ วินิจฉัยไปแล้ว การไม่ประกาศในราชกิจจาทันทีพร้อมกับคำวินิจฉัยกลาง และ หน้าด้านลงวันที่ ย้อนหลัง ไปยังวันที่ ๘ พ.ค. และมาลงราชกิจจาในวันที่ ๑๒ กรกฎา ถือว่าเป็นการกระทำที่แสน อัปยศ แต่กลับกระทำแบบเคยชิน และการเขียนคำวินิจฉัยแบบซ้ำซากคือเอา มาตราต่างๆมา เกร่นไว้ แต่เนื้อหาในการพิจาณามีน้อยมาก ตุลาการ เสียงข้างมากส่วนใหญ่ จะ เอาแค่ มาตรา ๑๐๔ วรรคสาม ที่ให้มีการออกเสียงโดยตรงและลับมาอ้าง และ กล่าวหาว่า การกระทำของคณะกรรมการเลือกตั้ง กระทำผิด บ้างก็เอา ข้อมูลจาก เอแบคโพล หรือ เอา ประเพณีปฏิบัติมาอ้าง และ ทึกทักว่า การที่ยืนเข้าหาคูหา นั้นไม่ลับ บางคนยก พจนานุกรมราชบัณฑิตสถาน ถึงคำจำกัดความกันทีเดียว ทั้งๆที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้การว่าในจำนวน ๘๖,๙๐๑ แห่ง มีคนมาใช้สิทธิ ๒๙ล้านคน มีเพียง ๓ รายที่มีปัญหาทำให้สามาถมองเห็นการลงคะแนน ด้วยการ ตั้งใจใช้ กล้อง และวีดีโอ ซูม เพื่อเอาภาพไปเผยแพร่ ให้เกิด การเสียหายเท่านั้น

ท่านที่มีใจเป็นธรรม และเห็นแก่ประเทศชาติ เราไม่มีผลประโยชน์ หรือ ความ เห่อเหิมใดๆ และ รู้ตัวว่า เรามีความรู้ความสามารถ เพียงใด และ ไม่มีการ ลอก คำวินิจฉัยกันเพื่อเขียนให้ได้ หลายๆ หน้า ทำให้ ดูเหมือน จะเพิ่มความขลัง และสามารถทำให้ชาติพินาศฉิบหายทันตาเห็น ของคนประเภทนี้ ที่คงสะใจเพราะ ชีวิตในอดีต ตามประวัติที่ตอนนี้เก็บเข้าลิ้นชัก ไม่เปิดเผย เพราะ อาย หรือ กลัวไปล้วงมาว่าสมัยเมื่อรับราชการประจำมา เป็นอย่างไร ของคนพวกนี้ ถูก บ่ม อยู่ใน กำกง ของ ราขการที่ ผ่านมาหลายยุคสมัยดังนั้น กมลสันดานของคนเหล่านี้ จึงมีแต่ อารมณ์ ความเคียดแค้น หวังว่าสักวันหนึ่ง จะต้องทำอะไรให้ได้แบบสะใจ หรือ เป็นการชดใช้บุญคุณ แก่ผู้สนับสนุน หาได้นึกกันได้บ้างเลยว่า ตัวเขา เหล่านั้น ที่มาอยู่ตรงนี้ เป็น จุดสูงสุดตามมาตรา ๒๖๘
ดังที่มีการผรุสวาท ออกมาในคำวินิจฉัยของ ตุลาการเสียงข้างมาก คนหนึ่งว่า (ในราชกิจจาหน้า ๑๒๓ ) ความว่า

........................หรือ อาจพิจารณา หรือ ตีความง่ายๆแบบกำปั้นทุบดินก็ได้ว่า หากการจัดคูหาเลือกตั้งแบบเดิม ถือเป็นวิธีการออกเสียงโดยลับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๔ วรรคสามแล้ว ในเมื่อที่การจัดคูหาลงคะแนนเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ เป็นไปในลักษณะตรงกันข้ามกับการจัดคูหาเลือกตั้งแบบเดิม จึงมีความหมายอยู่ในตัวเองว่าการจัดคูหาเลือกตั้งแบบใหม่ย่อมตรงกันข้ามกับแบบเดิม คือไม่เป็นวิธีออกเสียงลงคะแนนโดยลับตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๔ วรรคสาม...........

นี่ละครับ ความปัญญาอ่อนของตุลาการ ที่ คิด แบบ กำปั้นทุบดิน เลย ออกเสียงให้ยุบการเลือกตั้งไป ด้วยอารมณ์ ที่เขียนวกไปวนมายกเอา กฎบัตร และ สารพัด ข้อความที่ไม่เกี่ยวกันเลย มาวินิจฉัยให้ ชาติ ขาดสะบั้นไป แบบไม่รับผิดชอบ เพราะ ไม่มีใครไป อุททรณ์ ฎีกา ที่ไหนได้

ทีนี้ ท่าน มาดู คำวินิจฉัยของ ท่านตุลาการเสียงข้างน้อย หนึ่งใน หกเสียง ท่านหนึ่งว่า ............

ในเรื่อง “ลับ” หรือ “ไม่ลับ” ท่านอาจจะ ดูคำวินิจฉัยของ ตุลาการเสียงข้างน้อยท่านหนึ่ง ที่ให้คำวินิจฉัยไว้ดังนี้ ก่อน การสรุป ในคำวินิจฉัยส่วนตนของท่านในราชกิจจาหน้า ๒๗๐
...................................................ประเด็นที่ ๒ การจัดคูหาเลือกตั้ง ที่ผู้เลือกตั้ง หันหน้าเข้าคูหาลงคะแนน และหันหลังให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง กับบุคคลภายนอกที่มาสังเกตการณ์ การเลือกตั้งหัวหน้าหน่วย ผู้ร้องอ้างว่าการจัดคูหาเลือกตั้งเช่นนี้ ทำให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ผู้เลือกตั้งคนอื่นและบุคคลภายนอกสามารถสังเกตเห็น ได้ว่า ผู้เลือกตั้งได้ใช้สิทธิเลือกตั้งหมายเลขใดในบัตรเลือกตั้ง จึงมิใช่เป็นการเลือกตั้ง โดย”ลับ” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๔ วรรคสาม

เห็นว่า การจัดการเลือกตั้งเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๔๕ และการจัดคูหาเลือกตั้งเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการเลือกตั้ง การที่คณะกรรมการเลือกตั้ง จัดคูหาเลือกตั้งในวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ โดยให้ผู้เลือกตั้งหันคูหาหันหลังให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและประชาชนนั้น การจัดคูหาเลือกตั้งเช่นนี้ แม้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและประชาชนจะเห็นผู้เลือกตั้งที่เข้าไปในคูหาก็ตาม แต่ช่องคูหาแต่ละช่อง มีขนาดพอให้ผู้เลือกตั้งยืนเท่านั้น ดังนั้น เมื่อ ผู้เลือกตั้งเข้าไปในคูหา และนำบัตรเลือกตั้งออกมา กาเครื่องหมายนั้น ก็จะยืนบังพื้นที่ที่จะวางบัตรเลือกตั้งทั้งหมด คนที่อยู่ด้านหลัง จะไม่สามารถเห็นได้ว่า ผู้เลือกตั้งกาหมายเลขอะไร อาจจะเห็นบ้างว่ากาเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งระดับใด ซึ่งไม่แน่ว่าจะกาหมายเลขอะไร เว้นเสียแต่ว่า ถ้าผู้ใดต้องการจะดู ก็ใช้กล้องซึ่งมีความสามารถที่จะดึงภาพระยะไกลให้เห็นได้ โดยต้องตั้งใจส่องกล้องให้ผ่านแขน หรือส่วนใด ส่วนหนึ่งของร่างการผู้เลือกตั้งเข้าไปดูเท่านั้น ซึ่งอาจจะเห็นบ้าง แต่ไม่แน่ใจว่าจะเห็นว่าผู้เลือกตั้งกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งที่หมายเลขใด กล่าวสรุปคือ การตั้งคูหาเลือกตั้งแบบนี้ โดยปกติแล้ว ไม่สามารถรู้หรือเห็นได้ว่า ผู้เลือกตั้งกาหมายเลขอะไร ดังนั้นการจัดตั้งคูหาในลักษณะดังกล่าวของคณะกรรมการเลือกตั้งเป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๔ วรรคสาม ซี่งบัญญัติว่า”การเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”

...... ท่านที่มีใจเป็นกลาง ดูคำวินิจฉัย ข้างบน นี้แล้ว ย่อมมีความเห็นตรงกันว่า สมเหตุ ผลเพียงใดเพราะเป็นการวินิจฉัยของตุลาการเสียงข้างมากบางคนที่ผรุสวาทออกมาในคำวินิจฉัยที่จะต้อง ตราตรึงในประวัติศาสตร์ของชาติไทย

โปรด ดู คำวินิจฉัยของตุลาการเสียงข้างน้อย อีกท่าหนึ่งที่ให้ คำวินิจฉัยที่เฉียบแหลมแต่ ไม่สามารถหักล้างกลุ่มตุลาการเสียงข้างมากที่ส่วนใหญ่มาจาก อดีตผู้พิพากษาได้ ........... คำวินิจฉัยที่ปรากฏในราชกิจจาหน้า ๑๘๖ วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๙
...............ประเด็นที่ ๒ การจัดการเลือกตั้งเมือวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถูกกล่าวหาว่า จัดคูหาลงคะแนน ในลักษณะ ที่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหันหลังให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและประชาชน ทำให้การลงคะแนน ไม่เป็นความลับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๔ วรรคสาม บัญญัติไว้

พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๔ วรรคสาม บัญญัติว่า “ การเลือกตั้งให้ใช้วิธีการลงคะแนนเสียงโยตรงและลับ” วิธีการลงคะแนนเสียงเป็นวิธีการลับหรือไม่ ต้องพิจารณาจากวิธีการลงคะแนน กล่าวคือ ถ้าใช้วิธีการขานชื่อผู้เลือกตั้งให้ออกเสียงทีละคนไม่เป็นความลับ ถ้าให้ผู้ลงคะแนนลงชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือหรือมีการใส่ชื่อ หรือเลขรหัสเฉพาะตัวของผู้ลงคะแนนเสียง ลงในบัตรเลือกตั้ง หรือกระทำวิธีการอื่นใดให้ตรวจสอบได้ว่าบัตรเลือกตั้งคนใด เช่นนี้ไม่เป็นความลับ การที่มีผู้ละเมิดแอบดูหรือใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพหรือส่องดูการทำกากบาทของผู้ใช้สิทธิบางรายได้นั้นเกิดขึ้นเพราะผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งไม่ระมัดระวังตนเอง เมื่อมีผู้สอดรู้สอดเห็น เช่นตัวอย่างในคำร้องและคำร้องเรียน เช่นนี้ เห็นว่าเป็นพฤฒิกรรมเฉพาะบุคคลมิใช่ปัญหาวิธีการลงคะแนนเสียงไม่เป็นวิธีลับ ดังนั้น การกาเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรแล้วพับบัตรเลือกตั้งใส่ลงหีบบัตรรวมกับบัตรของผู้อื่นซึ่งไม่แสดงได้ว่า บัตรเลือกตั้งใด ในหีบบัตรนั้นเป็นของผู้ใด ดังนี้คณะกรรมการเลือกตั้วจัดให้ทำนั้นได้ถือว่าเป็นวิธีการลงคะแนนเป็นความลับ
++++++++++++++++++++++++

ท่านทั้งหลาย คงเห็นแล้วว่า คำวินิจฉัย ที่ ออกมาจากการวินิจฉัยของ ตุลาการ เสียงข้างมาก ที่ รีบร้อนให้ออกคำวินิจฉัยกลางออกมาเพื่อล้มล้างการเลือกตั้ง และได้กลายเป็น ปมสำคัญ ลุกลามถึงการขับไล่ กกต. ซึงแท้จริง กกต. ได้ทำงานภายใต้รัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้มีการทำผิดปกติ แบบไม่มีก่อนในประวัติศาตร์เพราะ เพิ่งร่างใหม่ และ เป็นที่ ปริวิตกว่า จะต้องมีปัญหาและ ความยากลำบากและต้องการแก้ใข แต่ในการวินิจฉัยของตุลาการบางคนยังพยายามเอาการปฏิบัติในรัฐธรรมนูญเก่าๆมาเป็นข้ออ้าง และน่าเสียใจก็คือ ตุลาการเสียงข้างมากที่ส่วนมากมีพื้นฐานจากการเป็นผู้พิพากษา จะไม่ใช้การพิจารณาในด้านเหตุผล แต่พยายามให้ การพิจารณาแบบลายลักษณ์อักษรและเอาข้ออ้างที่ไม่น่าเชื่อถือเช่น เอแบตโพลที่ เอามาจากกลุ่มตัวอย่างในจำนวนน้อยเท่านั้น หรือ การเอาคำจำกัดความในราชบัณฑิตสถานมาคีความในมราตา ๔ วรรตสาม เป็นต้น

เราจึงเห็นควรว่า ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่า กำลังกำ หัวใจ ของชาติอยู่ในกำมือ ของท่านทุกคน น่าจะเลือก ปฏิบัติเพื่อเห็นแก่ชาติบ้านเมือง และ ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ตรัสแด่พวกตุลาการเม่าอวันที่ ๒๕ เมษายน ว่า “ หากท่านทำไม่ได้ดังคำถวายสัตย์ ท่านต้องลาออกไป ไม่ใช่รัฐบาล” เราประชาชนชาวไทยยังก้องในโสตรประสาท และองคกรนี้เป็นองกรสูงสุดที่ทำอะไรไปไม่มีใครมาลบล้าง ดังนั้น เมื่อ ความจริงถูกตีแผ่ในราชกิจจา ๓๕๒ หน้า แล้ว พวกท่านยังจะ ทน หน้าด้านอยู่ต่อไป ก็มีแต่จะทำให้ชาติ ฉิบหายต่อไป เท่านั้นเอง ดังนั้น

๑. ตุลาการเสียงข้างมากทั้งแปดคน ควร ลาออก และเปิดให้มีการสรรหา ส่วนตุลาการที่เหลือ ไม่ครบองค์คณะ ทำให้ไม่ สามารถพิจารณาเรื่องยุบพรรค ดังนั้น จึงเปิดทางให้มีการเลือกตั้งต่อไป โดย เปิดทางให้รัฐบาล ทำการขอพระบรมราชโองการ ออกพระราชกฤษฎีกาเพิ่มเติม โดย เที่ยงธรรม และเมื่อ มีรัฐบาล และรัฐสภาใหม่ ก็มา สรรหา ตุลาการให้ครบองค์คณะต่อไปและเลือก กกต.ที่เหลือต่อไป บ้านเมืองจะได้เรียบร้อยเสียที
๒ กกต น่าจะทำสมุดปกขาว ชี้แจง และวิจารณ์ คำวินิจฉัยที่ ๙/๔๙นี้
๓ รัฐบาลน่าจะจัดให้มีการ สัมมนา เพื่อวิเคราะห์คำวินิจฉัยนี้ ว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพื่อ เป็นประวัติศาสตร์ของชาติ หรือ เป็นข้อพิจารณาว่า น่าจะกลับไปสู่ศาลฎีกาอย่างเดิม เพื่อให้มีการแก้ในรัฐธรรมนูญ

ประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่เห็นด้วยกับความสามารถของตุลาการ เสียงข้างมากโดยเฉพาะ ประธานชั่วคราวที่ ดึงดันรีบเร่งออกคำวินิจฉัย ไม่ฟังเสียงตุลาการเสียงข้างน้อยที่ขอร้อง หรือ การ กระทำ การวินิจฉัยด้วยอารมณ์ที่ออกมาด้วยตำพูด หรือด้วยลายลักษณ์อักษร เราเห็นว่า ความเป็นตุลาการในตัวท่านทั้งแปด ไม่มีแล้ว
และเรา คงไม่อยากเห็น ม๊อบ หรือ ประชาชนที่เพิ่งทราบข้อเท็จจริง และเห็นพ้องกันว่า กระกระทำของ ประธานศาลรัฐธรรมนูญรักษาการที่ทำไปแบบเร่งรีบคือสาเหตุของวินิจฉัย ที่ มีเสียง หก ต่อ แปดที่ แสนอัปยศนี้

18
ววว 17.07.06

ไอ้คนที่ด่าคนที่ไม่เชื่อนายสนธิหรือพวก ไม่มีหัวนอนปลายเท้าทนไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นสมุนพวกนี้เมื่อไหร่ ได้เงินเท่าไหร เอะอะก็บอกรับเงิน โง่สิ้นดี คิดดูสิ้ผิดจริง ทำไมไม่มีการดำเนินการทางศาลได้แต่กล่าวอ้างลอย ๆ ให้พวกไม่มีสมองเชื่อ
คนไทยเราน่าสงสาร ชอบเชื่ออะไรในสิ่งที่ยังไม่พิสูจน์ บอกว่าคนโน้นโกงคนนี้โกง แล้วไม่เห็นดำเนินคดีได้สักเรื่อง อยากรู้ว่ากลายเป็นคนไม่มีสมอเมื่อไหร่ ได้ยินอะไรอย่าพึงเชื่อจนกว่าจะมีการพิสูจน์ โดยเฉพาะการโจมตี ลอยๆ พูดเอามัน แสดงหลักฐานเท็จ นอกศาล ถ้าคุณเที่ยวกล่าวหาคนว่าถูกซื้อ แล้วถ้าเขากล่าวบ้างล่ะ ไอ้พูดลอย ๆ ไม่มีหลักฐานนั้น มีแต่พวก เลว ๆ ทำกัน ผิดศีล พวกที่เห็นด้วยกับนายสนธิ โปรดแสดงหลักฐานและนำคดีขึ้นสู่ศาลได้เลยอยากจะดูและเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองมาก อย่าทำตัวเป็นคนข้างถนนกล่าวหากันเหมือนคนบ้า แต่โปรดทำตัวเป็นบัณฑิต อย่าลืมว่าประจักษ์พยานนั้น ต้องได้เห็นและสัมผัส ประเภทคิดว่า คาดว่า ควรจะ อาจจะ เป็นความรู้สึกจากสันดานดิบแต่ละคน ถ้าชั่วก็คิดชั่ว ถ้าดีก็คิดดี ก็แค่นั้น

19
รอมานาน 19.07.06

ทำไมต้องออกมาต้านทักษิณ เขารู้กันทั่วเพราะ ทักษิณเอาเผือกร้อนคำสั่งที่ 6/2548 แต่งตั้งเลขาเป็นประธานจัดการแยกศาลพาณิชย์ออกจากศาลแพ่งพาณิชย์อู่ข้าวน้ำสำคัญของฝ่ายตุลาการ และเลขาเองก็อยู่ตรงกลาง โดนบี้ทั้งพวกตัวเองและ รัฐบาลนโยบายทักษิณที่ต้อง แยกศาลพาณิชย์ออกมาเพื่อความเจริญเติบโตของชาติจะเอาไปซุกไว้กับศาลแพ่ง ทำคดีเป็นสิบปีซึ่งมันหมดยุค จำต้องเอามาขึ้นกับศาลพาณิชย์ที่จะมีแค่การไกล่เกลี่ย ซึ่งย่นเวลาของแต่ละคดีได้มาก และจะทำให้ศาลแพ่งทำแค่คดีมรดก ตามคำอุทานของ ท่าน ท่าน แก่วัดทั้งหลายที่นั่งทำงานเช้าชามเย็นชาม กันอื้อซ่าจนอายุ 70 มากกว่า ข้าราชการประเภทใดมในประเทศนี้ คิดเอาเองครับ การออกมาใส่ความ และต้องการสร้างความเกลี่ยดชังแกรัฐบาลทักษิฯ ก็ เพราะ เหตุตรงนี้ เท่านั้นและครับ ไม่มีอะไรแอบแฝง เราฟังดูทุกครั้งที่มีการสัมมนาในการแยกศาลนี้ น่าทุเรศ มากกว่า สร้างสรรค์ค์ครับ

20
รอมานาน 25.07.06

แล้ววันนี้ก็เห็นชัดว่า แผนการยึดอำนาจการปกครอง ของประเทศไทยไปไว้ในมือ ของอำนาจ ตุลาการ ฝ่ายเดียวก็เริ่มขึ้น ตรงตามที่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง วินิจฉัยไว้ คอยดูต่อไป ว่า อำนาจนี้ จะพาบ้านเมือง รอดไปถึงไหน

21
รอมานาน 26.07.06

โธ่เอ๊ย อ้ายแค่ ศอศาลา มันก็ คนธรรมดานี่ละวะ เรียนอะไรไม่ได้ก็ไปเรียนหมอกฎหมายเข้าได้ทั้งนั้น ตั้งแต่ ราม ธรรมศาตร์ จุฬา สุโขทัยและ มหาลัยเอกชนได้ นบมา แล้วก็ไปเรียนเน หาชั่วโมงทนายแล้วก็ไปสอบ พพษ สอบดีก็ได้ไปที่ดี ไม่ได้ก็ไปนั่งเป็นหน้าบัลลังก์ จดคำให้การ เขียนให้บ้าง พอเป็น พพษ ก็ คนนั่นละ มีโลภ โกรธ หลง ขี้ก็เหม็น อยากเป็นใหญ่ เวลาโดนย้ายก็ไม่กล้าไปไกลบ้าน บางคนก็โดนแกล้งส่งไป ปักษ์ไต้ต้องลาออก บางคนผัวเมีย หาก ทำไป เก่งกับรุ่นพี่ที่เป็นหัวหน้า และโดนส่งยามต่อ ก็แกล้งย้ายผัวไปเชียงใหม่ เมียไปสงขลาซะอย่างงั้น พวกมรี้มันทำกันได้ ไม่มีใจป็นมนุษย็เท่าไร เคนถามอ้ายพวกที่ต้องสรวมหัวโขนขึ้นบัลลังก์ไปอ่านคำตัดสินประหาร อ้ายพวกนี้บอกต้องดสระแอก เหล้าหลายอึก และพวกมันเป็นอภิสิทข้าราชการบางคนเป็นรผู้พิพาษาอาวุโสหรือมันจ้างกัไว้จนอายุ แปดสิบก็ไม่ปลดให้ ด สระแอก เงินภาษีไปอย่างงั้น ตอนนี้ นายกทักษิณดันเอาเผือกร้อนใส่มือ มันคือ ออกคำสั่งสำนักนายก เพื่อพัฒนาศาลโดยแยกศาลพาณิชจากศาลแพ่งที่มันมีคดีสะสม หลายพันคดีและทำงานช้ามาก ไม่ทันสมัยสู้ที่ศาลการค้าระหว่างประเทศที่มี ผู้พิพากษาที่มีความรู้มากกว่า มันก็เลยออกมาเต้น แบละได้พลังจากพวกมันคือ อ้ายกทิและพรรคการเมทืองที่มีพวกหัวหมอของพวกมัน นั่นแหละและมันมองแล้วว่า ตาย ห แน่ๆ เพราะหากไม่ล้มนโยบายทักษิณและศาลแพ่งเหลือคดีมรดกอย่างเดียวก็ กินกระดานซีวะ เลยตัองตัด ทักษิณออกให้ได้ คอยดูต่อไป มันอาจหาเรื่องฟ้องทักษิฯเอาศาลอาญาตัดสินห้ามประกัน ขังคุกไล่ออกเล่นก็ได้ เพราะมันชาติชั่วจริงๆๆๆ อ้ายสัตว์ใจเดียรัจฉานพวกนี้ พอขึ้นบัลลังก์ก็อ้างพระปรมาภิไทย แต่อยู่ข้างล่างมันก็ คนนี่ละวะตาเดออะเรียกกันว่าท่านอย่างโน้นอย่างนี้ ดธ่เอ๊ย อ้ายคนหน้าด้านไร้มนุษญ์ธรรม เราขอสาปแดช่งให้ใครที่มันคิดร้ายกับคนที่เขา ไม่ควรต้องไดรับการกระทะเยี่ยงการไร้มนุษย์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหล่านั้น ขอให้พวกมันจงประสบเคราะห์กับครอบครัวของมันอย่างสาสม และให้พวกมันฉิบหายวายวอด ขอให้พระสยามเทวาธิราชลงโทษมันให้สาสม

+++++++++++++++++++++++
ท่านเวบมาสเตอร์ หาก กลัวโดนเล่นงานก็เซ็นเซ่อได้นะครับ แต่ นี่ละครับ การต้องการ กำจัด ทักษิณแบบสิ้นเชิง เพราะ การที่ เข้าไปทำลาย รัง อ้ายโม่ง และขอฝากนะครับ ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับัต่อไปให้มีการ แจ้งทรัพย์ของผู้พิพากษาที่เป็น หัวหน้าองคณะทุกศาลด้วยครับ

22
รอมานาน 27.07.06

ร้ายแรง-รุนแรง และความแตกแยกภายในชาติไทย( ข้อมูลพิเศษสำหรับการวิเคราะห์ เรื่องการเมืองไทย มก ๓๖๗)

มีหลายเรื่อง ที่ คนไทย ไทยแท้ๆทีผ่านร้อนหนาวมามากกว่า สิบๆ ปีขึ้นไป และผ่าน การปกครองบ้านเมืองมาหลายยุค หลายสมัย จึงมีเรื่องสงสัย และ แปลกใจ และพอประมาณได้ว่า พวกเราคนไทย ที่เกิดมาในยุคเดียวกันคงจะมีความรู้สึกที่ไกล้เคียงกัน ข้อสงสัยที่ ว่ากันว่า มันร้ายแรง ต่อประเทศชาติ แต่ก็ไม่มีการกระทำแบบห้าวหาญ แนบเนียน และ แยบยล มีดังนี้

จำได้ว่าหลังสงครามโลก จอมพล ป.ถูกจับฐานเป็นอาชญากรสงคราม แต่ก็ด้วยกลไกทางการเมืองท่านก็รอดจาก คุกตารางและกลับมาเป็นขวัญใจของคนไทยในยุคนั้น พาประเทศชาติ มาได้ จนวันนี้

๑. แต่ก่อน เมื่อประเทศชาติ กำลังเข้าตาจน ก็จะมีการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อมีการ ฆ่ากัน ก็มีการปฏิวัติตอบและ ฆ่ากันไป เช่น ตอนที่ พลเอกทหารบก ปฏิวัติ ยิงพลตรีตาย พลเอกทหารเรือ ก็ปฏิวัติ จับพลเอกนั้นส่งศาล ทหารประหารชีวิตเสีย แบบนี้ ก็ แตกแยก พอควร และ ในที่สุด ก็คือ รอยร้าว ที่จำต้องสมานแผล มาจนทุกวันนี้
๒.การยึดอำนาจจาก การปฏิวัติในมือทหาร มาสู่สงครามประชาชน และออกรัฐธรรมนูญใหม่ หวังว่าจะ ทำอะไรๆได้หลายอย่างที่ ไม่ให้ปฏิวัติ เรื่องนี้ เป็นได้จริง เพราะ ทหารไม่กล้าปฏิวัติ เพราะ ปกครองประเทศไม่ได้ในยุคนี้ คือ ยุคที่ข่าวสารทันใจหรือ เรียกว่า โลกาภิวัฒณ์ พลเอกสุจินดาจึงเป็นนักปฏิวัติคนสุดท้าย
๓.รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่ใช้มาเป็นปีที่ ๙ ต่อ มา ประสบปัญหาในเมื่อ ตุ๊กตาที่ตั้งตามรัฐธรรมนูญ เพื่อ ขจัด สิ่งที่เกิดมานมนานให้หมดไป เช่น การซื้อเสียง การฟ้องร้องเมื่อเกิดการฟ้องกันในคดีการเลือกตั้งซึ่งต้องผ่านสามศาล กว่าจะถึงฎีกาตกลงมา ผู้ที่เข้ามาเป็นผู้แทนก็เป็นผู้แทนไปครบสมัยแล้ว เพราะ ไม่ติดคุกตารางรอศาลตัดสินดังนั้น ในรัฐธรรมนูญ จึง เอาเรื่องการเลือกตั้ง ออกมาให้ อำนาจกับคณะกรรมการเลือกตั้งที่เป็นองการอิสระที่สามารถจัดการดำเนินการเลือกตั้ง แทน การเลือกตั้งที่ใช้กรมการปกครอง และมาฟ้องในศาล และศาลพิจารณาเสียสี่ปีจนครบกำหนดอายุสภา คือ ไม่มีการเอาคนผิดมาลงโทษหรือปรับให้เป็นโมฆะ แต่กรรมการการเลือกตั้งสามารถ ออกใบเหลืองเลือกใหม่ หรือ ใบแดงคือ ระงับไปเลยได้ทันเหตุการณ์ กว่า
๔. หาก การเลือกตั้งเป็นปกติ ก็มีการเลือกตั้ง ผ่านมา ไม่มีร้อนหนาว และก็ถือได้ว่าเราได้รัฐบาลที่ มารับใช้ชาติ แบบ ไม่เลว มีการตรวจสอบ และเห็น การทำดี ทำร้าย และ ผลของมันมาโดยตลอด เช่น การแจ้งเงิน 45 ล้าน หรือ รมต. คอรัปชั่น หรือ กำนันหนีไปได้ ก็เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดา
๕ เมื่อ ปลายปี ๒๕๔๘ หลังจากที่ มีการก่อกวน จาก คนกลุ่มหนึ่ง ที่เริ่มตั้งแต่การจัดรายการทีวี และมีหนังสือพิมพ์ เวบไซด์ และการหนุนหลังจาก ผู้ลงทุนในบริษัทใหญ่แต่ ถูกยึดกิจการของตน พูดง่ายคือผิดหวัง ปลุกปั่นให้มีการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ถูกต้อง จาก สวนลุม จนไปกลาวงถนนและลุกลามไป แบบนี้ ถือว่า เป็นการ ร้ายแรงทำให้แตกแยกไหม? และเมื่อ มีการแจ้งความมาสอบสวนส่งฟ้อง มีการลงโทษให้เห็นหรือไม่? ถือว่า เป็นการ ละเว้นของเจ้าหน้าที่ราชการที่มีอำนาจหรือไม่? ทำให้รอยร้ากระจายไปทั่วประเทศหรือไม่? หาก เขาเหล่านั้นรวมตัว เป็นพรรคการเมืองก็น่าจะทำได้ แต่ไม่ทำ ต้องการ ก่อกวนไปตลอดเวลาเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ ตนพอใจ คือ ขับไล่รัฐบาลที่ ถูกต้องตามกฏหมาย ออกไป การกระทำแบบนี้ร่ายแรงหรือไม่?? เมื่อ ส่งฟ้องศาลไป แต่ศาลก็ให้ประกันตัวออกมา และ คนเหล่านั้นก็ดำเนินการแบบที่ตนกระทำมาแล้วต่อไปโดยไม่มีการ กระทำอะไร แบบนี้ ถือว่าร้ายแรงหรือไม่??
๖. เมื่อ รัฐบาล ทนไม่ไหวก็ยุบสภาขอให้ประชาชนเลือกใหม่ว่าจะเอา ฝ่ายไหนมาปกครองประเทศ พรรคการเมืองกลุ่มหนึ่งกลับจับมือกันไม่ส่งลงเลือกตั้ง ถามว่า ผิดปกติไหม? แต่ก็มีพรรคการเมืองอื่นที่มีการจดทะเบียนตามรัฐธรรมนูญ ลงเลือกตั้ง ถามว่า เขาผิดไหม? และการที่ พรรคการเมืองที่ไม่ลงเลือกตั้ง แต่ กลับไปโฆษณาชวนเชื่อให้คนไปลงในช่องโนโหวตและทำบัตรเสีย เป็นการสมควรหรือไม่และ เป็นการทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่? และมันร้ายแรงในการทำให้ความสามัคคีในชาติ ยับเยินไปหรือไม่?? นอกจากนั้น พรรคการเมืองนั้นยัง นำเอา พวกของตน หรือ วานกลุ่มคนฟ้องต่อศาลในข้อปลีกย่อยที่กระทำโดย เจ้าหน้าที่ของรัฐให้ตกเป็นจำเลยต่อแผ่นดิน ?? แบบนี้ ร้ายแรงหรือไม่?? และการกระทำการ ให้มีการฟ้องร้องทั้งศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งที่ไกล้จะจบลงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ด้วยคำวินิจฉัย แปด ต่อ หก โดยใช้เวลาพิจาราณาแบบรวดเร็ว และด้วยเหตุผลบ้องตื้น ( กำปั้นทุบดิน เอแบคโพล และ คำจำกัดความ) ที่ไม่มีการร้องอุทธรณ์ได้ การกระทำแบบนี้ ยุติธรรมและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ จัดทำกันขึ้นมาหรือไม่??
๗. การที่ ฝ่ายหนึ่งพยายาม นำพระราชดำรัส ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงให้แก่ผู้เข้าเฝ้าในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ มา อ้างเป็น การที่ต้องกระทำของพวกตน โดยไม่อ่านหรือ ถอดความให้ถูกต้องทุกขั้นตอนและนำมาอ้างถึงบ่อยๆนั้น สมควรหรือไม่?ซึ่งตอนหนึ่ง ที่พระองค์ท่าน ให้ความกระจ่าง คือ การขอนายก ตามมาตรา ๗ นั้นพระองค์ทำไม่ได้ และทำให้ เห็นชัดว่า การ กระทำ ของผู้เรียกร้อง พรรคฝ่ายค้าน หรือ พวกที่ต้องการล้มรัฐบาลนั้น ทำไม่ได้ มันผิดรัฐธรรมนูญ คนไทยทั้งประเทศ ทราบกันว่า แบบนี้ ถูกต้องหรือไม่?? และ ทำให่เห็น ตรงกับความเห็นของพระองค์ทุกประการ และเห็นว่า พวกที่ก่อกวนกับรัฐบาลนั้น ไม่ถูกต้อง
๘. จนกระทั่ง ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าให้มีการเลือกตั้ง ในวันที่ ๑๕ ตุลาคม และมีกระแสรับสั่งให้ นายก ๒ ข้อ เพื่อให้การเลือกตั้งเรียบร้อย มองเห็นทางออกของชาติ อยู่ รำไรแล้ว ใช่หรือไม่? ทุกคนไทย สบายใจ ถอนหายใจโล่งอก ไช่หรือ ไม่??
๙.และแล้ว เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฏาคม ๒๕๔๙ จากโจทย์ไร้ ความสำคัญของชื่อ ที่ฟ้องศาล และมีนยายสุเทพเทือกสุบรรณกับนายถาวรเสเนียม ฟ้อง กกต.เป็นคดีอาญา และถูกศาลลงโทษจำคุก ๔ปี ไม่มีการรอลงอาญา ถือว่า ผิดต่อแผ่นดิน อย่างร้ายแรง และ ห้ามประกันทั้ง สามศาล ? และว่าร้ายแรง แต่ในที่สุด สามกกต. ก็ถูกขืนใจให้ลาออก ขนาดลาออกแล้วก็ไม่ให้ประกัน แบบนี้ มัน เกินกว่าเหตุ และ สมควรหรือไม่??
๑๐. และแล้ว อำนาจ หนึ่งที่เข้ามาปฏิวัติได้สำเร็จ และเป็นไปตาม คำวินิจฉัยของตุลาการเสียงข้างน้อย ท่านหนึ่งในคำวินิจฉัยส่วนตัว ของคำวินิจฉัยที่ ๙/๔๙ ที่ตัดมาบางตอนข้างล่างนี้ คำวินิจฉัย ของตุลาการท่านหนึ่งที่มีเสียงข้างน้อย(หก ต่อ แปด) ได้ให้คำวินิจฉัยที่ พวกเราคนไทย เลื่อมใสและศรัทธาในตัวท่านและความสามารถ ความรอบคอบ ในทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ของท่านอย่างมากในหน้า 227 วรรคท้าย และหน้า 228 ของ 352 หน้า ดังนี้

............ซึ่งรัฐธรรมนูญ มา