ผลการเลือกตั้ง 2549 | 5.04.06

สรุปผลการเลือกตั้งจากกระทรวงมหาดไทย ตามรายงานของ มติชน (cache):

ผลการเลือกตั้ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ปี 2549
ไทยรักไทย%“โนโหวต”%บัตรเสีย%ผู้ใช้สิทธิ
ภาคกลาง3,770,13451%2,152,38229%325,1374%7,413,212
ภาคเหนือ3,562,88062%1,305,63723%421,7757%5,739,720
ภาคอีสาน7,048,69275%1,236,91613%544,8966%9,338,385
ภาคใต้611,18117%2,434,48767%422,63812%3,653,210
กทม.1,253,48148%1,269,72248%50,8182%2,620,979
ทั่วประเทศ16,246,36856%8,399,14429%1,765,2646%28,765,506
ผลการเลือกตั้ง ส.ส. ระบบแบ่งเขต ปี 2549
ไทยรักไทย%“โนโหวต”%บัตรเสีย%ผู้ใช้สิทธิ
ภาคกลาง3,649,47449%2,648,92136%804,13711%7,413,212
ภาคเหนือ3,320,94658%1,472,91126%930,70416%5,739,720
ภาคอีสาน6,581,03470%1,455,15216%1,184,79113%9,338,385
ภาคใต้645,75118%2,314,25663%476,08113%3,653,210
กทม.1,190,01845%1,315,99050%99,8264%2,620,979
ทั่วประเทศ15,387,22353%9,207,23032%3,495,53912%28,765,506

คะแนนหายไปไหน ?

เมื่อเห็นว่าตัวเองแพ้ เหล่าพันธมิตรมหิงสาก็ชวนตีทันที. คนจำนวนหนึ่งที่บวกเลขเป็นและสอบผ่านชั้นป. 2 มาได้ (ซึ่งสำหรับคนในพันธมิตรฯ ต้องถือว่าปราดเปรื่อง) แสดงภูมิของตนโดยถามว่าทำไมคะแนนที่พรรคไทยรักไทยได้รับบวกกับ “โนโหวต” บวกกับบัตรเสียจึงไม่เท่ากับจำนวนผู้ออกเสียงออกเสียงเลือกตั้ง:

ความคิดเห็นที่ : 6 โดยคุณ : ชัย

♣ ตัวเลขแสนสับสน แบบบัญชีรายชื่อ 16.2 ล้าน + 8.3 ล้าน + 1.7 ล้าน = 26.2 ล้าน คะแนนหายไปไหนตั้งเกือบ 2.4 ล้าน จากที่มาใช้สิทธิ์ 28.7 ล้าน

แบบแบ่งเขต 15.3 ล้าน + 9.2 ล้าน + 3.4 ล้าน = 27.9 ล้าน คะแนนหายไปประมาณ 6.7 แสน จากที่มาใช้สิทธิ์

อย่าคิดว่า ปชช. โง่ เหมือนตัวเองเลย จะยกเมฆตัวเลขก็ให้มันแนบเนียนหน่อย

ความคิดเห็นที่ : 46 โดยคุณ : คนเสียภาษี

♣ มีผู้ไม่ไปใช้สิทธิ์ถึง 36.28% เชียวหรือนี่ เอแต่มันมีอะไรแปลกๆ หรือเปล่าเหมือนคะแนนมันหายนะ

-บัญชีรายชื่อ ทรท 16,246,368 + No vote 8,399,144 +|1,735,264 = 26,380,776 - 28,765,506 = -2,384,730

-แบบแบ่งเขต ทรท 15,387,223 + No vote 9,207,230 +|3,495,239 = 28,089,692 - 28,765,506 = -675,814

ส่วนต่างที่หายไปนี่หมายความว่าไงเอ่ย หรือเขาไม่รวมพรรคอื่นที่ได้คะแนน หรือเขาเหมามามั่วๆๆๆ

สงสัยต้องร้องเพลง มั่ว มั่ว นิ่ม มั่ว นิ่ม ให้รู้กันไปเลยประเทศไทย

ร้องไปคนเดียวเถอะคุณ. ถ้า “มั่ว มั่ว” ร้องลำบากจะเปลี่ยนเป็น “มอ มอ” ก็ย่อมได้.

นอกจากพรรคไทยรักไทยแล้ว ยังมี พรรคการเมืองที่อาสาสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (pdf) อีก 7 พรรค และแบบ ส.ส. เขตอีก 17 พรรค. ใจคอจะไม่ให้พรรคเหล่านี้ได้คะแนนเสียงบ้างเชียวหรือ? ถ้าคนที่ออกมาเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์มีแต่คนที่เลือกพรรคไทยรักไทยหรือไม่ก็ “โนโหวต” หรือไม่ก็ทำบัตรเสียเท่านั้นแล้วละก็ คนอย่างคุณ ชิต ปุริโสดม พรรคคนขอปลดหนี้ เขาจะเอา 3,033 คะแนนมาจากไหนไม่ทราบ? ที่มีเสียง “หาย” ไปน่ะถูกต้องแล้ว. ถ้ามันไม่หายสิ จะ ซ.ต.พ. ได้เลยว่าไม่ชอบมาพากล.

เจอที่ “พรรคเล็กพรรคน้อย”

แต่แล้วคนเลือกพรรคเล็กพรรคน้อยมากเป็นแสนเป็นล้านเชียวหรือ? ลองมาดูกันชัดๆ ดีกว่าว่าคะแนนเสียงที่อัจฉริยะทั้งสองท่านบอกว่า “หาย” นั้นมันหายที่ใดบ้าง

“คะแนนหาย” ในระบบบัญชีรายชื่อ
“หาย”%
ภาคกลาง1,165,55916%
ภาคเหนือ449,4288%
ภาคอีสาน507,8815%
ภาคใต้184,9045%
กทม.46,9582%
ทั่วประเทศ2,354,7308%
“คะแนนหาย” ในระบบแบ่งเขต
“หาย”%
ภาคกลาง310,6804%
ภาคเหนือ15,1590%
ภาคอีสาน117,4081%
ภาคใต้217,1226%
กทม.15,1451%
ทั่วประเทศ675,5142%

จะเห็นได้ว่าภูมิภาคที่มี “บัตรหาย” น้อยที่สุดคือกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็สมเหตุสมผลอยู่เพราะคนกรุงเทพส่วนใหญ่แทบทั้งหมดคงจะคิดว่าการเลือก “พรรคเล็กพรรคน้อย” (ซึ่งถึงเล็กแค่ไหนก็ยังส่งผู้สมัครลงมากกว่า “พรรคใหญ่” 3 พรรครวมกัน) เป็นการเสียเวลาเปล่า. นั่นเป็นสิทธิของพวกเขา แต่จะเหมาให้คนทั้งประเทศคิดเหมือนคนกรุงเทพย่อมเป็นไปไม่ได้. กรุงเทพแม้จะมีข้อดีหลายๆ อย่าง แต่ก็มีข้อเสียหลายอย่างเช่นกัน อย่างหนึ่งก็คือคนโง่ๆ ที่ชอบแสดงความโง่ของตัวเองบนเว็บไซต์ต่างๆ อยู่กันหนาแน่นเป็นพิเศษในกรุงเทพฯ.

และกระทั่งในกรุงเทพฯ เมืองศิวิลัยแห่งนี้ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะ มี 1-2% ที่เลือก “พรรคเล็กพรรคน้อย”. อย่างน้อยที่สุด ผู้สมัครเหล่านี้เค้าก็มีญาติพี่น้องและผองเพื่อนเหมือนกัน ถ้าพวกเขาไปออกเลือกคนของเขาแล้วคะแนนไม่ขึ้นมา นั่นสิจะเป็น “เสียงหาย” อย่างแท้จริง. แล้วทำไมคนทั่วไปถึงจะไปเห็นแผ่นป้ายหาเสียงหรือ การแถลงนโยบายในโทรทัศน์ (pdf) หรือตัวจริงของผู้สมัครพรรคเล็กเหล่านี้แล้วเกิดถูกใจขึ้นมาไม่ได้ ? พรรคประชากรไทยมีป้ายอยู่ทั่วกรุงเทพเหมือนกัน, ถ้าคะแนนแค่หลักหมื่นยังไม่ได้ก็จะใจดำกันไปหน่อยล่ะ.

โปรดสังเกตด้วยว่าถ้าคะแนนที่ “หาย” ไปให้กับ “พรรคเล็ก” ในระบบบัญชีรายชื่อมีสูงกว่าในการเลือกตั้งระบบเขตมาก กล่าวคือคิดเป็นมากกว่า 3 เท่า. คำอธิบายที่ง่ายที่สุดที่จะใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้ก็คือ “พรรคเล็ก” แต่ละพรรคลงแข่งขันชิง ส.ส. เขต ในเพียงไม่กี่เขต ในขณะที่มี 7 พรรคเล็กเป็นผู้แข็งขันปาร์ตี้ลิสต์ของทั้งประเทศ. ดังนั้น ผู้ใช้สิทธิจึงสามารถเลือก 7 พรรคนั้นได้เสมอในแข่งขันระบบบัญชีรายชื่อ ในขณะที่ในระบบแบ่งเขตบางเขตมีพรรคไทยรักไทยลงสมัครอยู่พรรคเดียวเท่านั้น (ถ้าไปเลือกพรรคอื่น ก็จะกลายเป็นบัตรเสียไป). นอกจากคำอธิบายง่ายๆ นี้แล้วยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ซับซ้อนกว่าเล็กน้อย ซึ่งผมจะพูดถึงในตอนหลัง. แต่สำหรับตอนนี้ เราน่าจะยอมรับได้แล้วว่าถ้าผลคะแนนนี้เป็นของที่แต่งขึ้นมา ก็เป็นการแต่งที่สมจริงมากพอควรทีเดียว ไม่ใช่เก๊แบบโต้งๆ อย่างที่คนโง่แบบโต้งๆ กล่าวหา.

ยังไงก็ไม่ถึง 2 ล้าน ?

ทีนี้ถ้าใครกำลังคิดจะยืนยันหัวชนฝาว่า 17 พรรคเล็กถึงจะแข่งทั่วประเทศยังไงก็ไม่มีทางได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์รวมกันถึง 2,354,730 เสียง, ผมขอให้ย้อนกลับไปดู ผลการเลือกตั้งคราวที่แล้ว เสียก่อน

ผลการเลือกตั้งส.ส. แบบบัญชีรายชื่อปี 2548
พรรคคะแนนเสียงส.ส.
ไทยรักไทย18,993,07367
ประชาธิปัตย์7,210,74226
ชาติไทย2,061,5597
รวม28,265,374100

การเลือกตั้งครั้งนั้นมีผู้ลงคะแนนประมาณ 32,289,460 คน ซึ่งผมคำนวณจากการออกมาใช้สิทธิ 72% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 44,846,472 คน. คะแนนเสียง 4,024,086 หรือ 12% นั้นหายไปไหนไม่ทราบ? ก็ “หาย” ไปให้กับพรรคมหาชน (พรรคเล็กแต่ใจใหญ่), พรรคเล็กอื่นๆ, และก็บัตรเสีย. ผมยังหาคะแนนของพรรคมหาชนไม่เจอ แต่ในเมื่อพรรคถูกตัดออกจากการคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ นั่นก็ย่อมแปลว่าตัวเลขจะต้องต่ำกว่า 5% ของคะแนนเสียงทั้งหมดหลังตัดบัตรเสียออก. ถ้าเราจะยกประโยชน์ให้พรรคมหาชนแบบสุดๆ แล้วสมมุติให้เขาได้เสียง 4.99% (ปัดเป็น 5%) แล้วเอาไปคูณกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ ก่อนตัดบัตรเสียออก คะแนนเสียงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของพรรคมหาชนยังเป็นแค่ 1,614,473 (32,289,460 × 0.05) ซึ่งก็แปลว่ายังเหลือ “คะแนนหาย” ไปกับพรรคเล็กและบัตรเสียอยู่ถึง 2,409,613 เสียง (ขอย้ำว่าตัวเลขจริงจะต้องสูงกว่านี้ เพราะเราประมาณคะแนนให้มหาชนสูงเกินไป.)

ผมไม่ทราบว่าบัตรเสียในปี 2548 มีเท่าไรแน่ แต่เข้าใจว่าคงจะต้องน้อยกว่าครั้งนี้พอสมควรทีเดียว (พวกที่พยายามบอกว่าบัตรเสียในครั้งนี้เป็นการแสดงการต่อต้านคุณทักษิณไม่มีสิทธิเถียงข้อนี้). ดังนั้น ไม่ว่ายังไงคะแนนเสียง รวม ของพรรคเล็กในคราวที่แล้วยังไงก็ต้องอยู่ในหลักล้าน. ในเมื่อคราวนี้พรรคเล็กยิ่งมีภาษีดีขึ้นเพราะเหลือพรรคใหญ่อยู่เพียงพรรคเดียวทำให้ถูกดึงความสนใจไปน้อยลง ทำไมตัวเลขจะขึ้นถึง 2,354,730 ไม่ได้ฮึ?

ไหนว่า “ฮั้ว” ไง ?

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้งครั้งนี้มีเงื่อนไขพิเศษอีก. ยังจำได้ไหมว่าเมื่อข่าวออกมาว่าผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์คนหนึ่งของพรรคไทยรักไทยลาออกไปบวชและหมดคุณสมบัติ เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ดังขึ้นทันทีว่าอาจจะมีการ “ฮั้ว” การเลือกตั้งเพื่อให้พรรคประชากรไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ถึง 5% จะได้มี ส.ส. ครบองค์ประชุมและเปิดสภาเลือกนายกรัฐมนตรีได้. คนที่เชื่อข่าวลือนั่นในเวลานั้น (ซึ่งสองหน่อข้างบนนั่นย่อมจะเชื่อ) ไม่น่ามาทำทีเหมือนกับพรรคเล็กไม่เคยมีตัวตนอยู่ในโลกในเวลานี้ โดยถึงกับบอกว่าคะแนนเลือกพรรคเล็กคือ “เสียงหาย”. แต่ก็อีก ความล้มละลายทางปัญญาแบบดังกล่าวย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเหล่า “ชนชั้นกลางผู้มีการศึกษา” ทั้งหลายที่เชื่อเข้าไปได้ว่า รัฐบาลทักษิณฝักใฝ่ทั้งทุนนิยมและคอมมิวนิสต์. สมองของคนเหล่านี้สำลักความโง่ของตัวมันเองตายไปนานแล้ว แต่ปากยังไม่ยอมหยุดพูด.

กลับมาถึงเรื่อง “ฮั้ว”, ผมเองไม่ทราบหรอกว่ามีการร่วมมือกันเป็นระบบหรือไม่, แต่คนที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยย่อมมีสิทธิที่จะคิดหาทางออกให้สภาเปิดได้. และถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรคเล็ก ผมย่อมจะเอาจุดนี้ไปเป็นจุดขายเลย, ซึ่งก็น่าจะขายดีพอสมควร. เฉพาะในภาคกลาง, เหนือ, และอีสาน 3 ภาคนั้นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเล็กก็ปาเข้าไป 2,122,868 เสียงแล้ว. ผู้ที่จ้องจะด่าเรื่อง “ฮั้ว” จงรู้ไว้ด้วยว่าถ้านี่เป็นการการลงคะแนนทางยุทธวิธีให้เพื่อช่วยพรรคไทยรักไทยแล้ว นั่นย่อมแปลว่าคะแนนนิยมที่แท้จริงของพรรคไทยรักไทยยิ่งสูงไปกว่าที่เห็นอยู่อีก. ผมไม่ขัดข้องใดๆ ทั้งสิ้นหากใครจะสรุปเช่นนั้น.

ทว่า ถ้าใครคิดว่า ส.ส. เขตของพรรคไทยรักไทย “ฮั้ว” โดยให้ผู้สนับสนุนลงคะแนนเขตให้ตัวแต่ลงคะแนนบัญชีรายชื่อให้กับพรรคเล็ก, ผมต้องขอบอกว่าผิดถนัด เพราะพรรคไทยรักไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของ มากกว่า ส.ส.เขต ในทุกภูมิภาคยกเว้นภาคใต้. คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่พรรคเล็กได้เพิ่มขึ้นจากระบบเขตดูเหมือนจะเป็นคะแนนที่มาจาก บัตรเสีย ที่ลดลงมากกว่า.

บัตรเสีย (และโนโหวต) ไม่จำเป็นต้องเกลียดทักษิณ

หากจะให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแสดงประชามติต่อนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เราย่อมจำเป็นต้องดูที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์. แต่ขณะนี้ในสื่อมวลชนหลายเจ้าพยายามบิดเบือนเอาผลของเขตมาใช้ โดยบอกว่า ทรท. “แพ้” ในกี่เขตกี่เขต (แพ้ใครไม่ทราบ? เราไม่มีพรรคการเมืองชื่อ “โน โหวต” และถ้ามีมันจะแตกคอกันเสียจนทำให้วังบัวบานกับวังน้ำเย็นดูชื่นมื่นไปเลย). ในทุกภาคยกเว้นภาคใต้ บัตรเสียและโนโหวตในระบบแบ่งเขต ลดลง ในระบบบัญชีรายชื่อและไปเติมคะแนนให้กับพรรคเล็กและทรท. (ทักษิณ) แทน. ที่บัตรเสียลดไปเติมให้พรรคเล็กนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการเลือกพรรคเล็กพรรคเดียวกันในบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบมีโอกาสสูงที่จะยังผลให้บัตรหนึ่งเป็นบัตรเสีย (เนื่องจากพรรคเล็กดังกล่าวไม่ได้ส่ง ส.ส. ในเขตนั้น) และบัตรหนึ่งเป็นบัตรดี. ส่วนการลดลงของ “โน โหวต” ในปาร์ตี้ลิสต์ที่ส่วนหนึ่งไปเติมให้กับไทยรักไทยนั้นน่าสนใจกว่าเพราะแสดงว่าบางคนแม้ไม่ต้องการเลือกผู้สมัครของไทยรักไทยก็ยังต้องการให้คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ดี. และนี้ก็เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในทุกภาคยกเว้นภาคใต้.

หากเราจะตั้งสมการเพื่อเปรียบเทียบระหว่างรูปแบบการลงคะแนนในระบบเขตกับในระบบบัญชีรายชื่อแล้ว มันจะออกมาในรูปนี้สำหรับ 4 ภูมิภาค (รวมกรุงเทพฯ):

ทรท. เพิ่ม + พรรคเล็กเพิ่ม = (โนโหวตลด) + (บัตรเสียลด)

(สมการอาจไม่ลงตัวพอดีเนื่องจากการปัดเศษ.)

ภาคกลาง

1.6% + 11.5% = (6.7%) + (6.5%)

ผลการเลือกตั้ง 2549: ภาคกลาง

พรรคเล็กเพิ่มขึ้นสูงสุด: 11.5% และโนโหวตตกมากที่สุด: 6.7% ในภาคนี้.

ภาคเหนือ

4.2% + 7.6% = (2.9%) + (8.9%)

ผลการเลือกตั้ง 2549: ภาคเหนือ

บัตรเสียตกลงมากที่สุดที่นี่: 8.9%

ภาคอีสาน

5.0% + 4.2% = (2.3%) + (6.9%)

ผลการเลือกตั้ง 2549: ภาคอีสาน

คะแนนไทยรักไทยสูงสุดที่นี่: 75.5% และโนโหวตต่ำสุดที่: 13.2%

กทม.

2.4% + 1.2% = (1.8%) + (1.9%)

ผลการเลือกตั้ง 2549: กทม.

ความแตกต่างระหว่างไทยรักไทยและโนโหวตเล็กน้อยที่สุดที่นี่: 0.6%

ภาคใต้

ภาคนี้เป็นภาคกลับตาลปัตรกับภาคอื่นแทบจะโดยสิ้นเชิง กล่าวคือคะแนนปารตี้ลิสต์เมื่อเปรียบเทียบกับแบบแบ่งเขตลดลงในทุกด้านยกเว้นโนโหวต. ดังนั้นสมการของเราจึงกลายเป็นแบบนี้

(ทรท. ลด) + (พรรคเล็กลด) + (บัตรเสียลด) = โนโหวตเพิ่ม

(0.9%) + (0.9%) + (1.5) = 3.3

แต่นี้ก็ยังมีเหตุผลอยู่ดีเพราะมันคู่ขนานกับภาคอื่นๆ เพียงแต่ในทางตรงกันข้าม. กล่าวคือในระดับท้องถิ่น (ระบบแบ่งเขต) ก็มีแฟนประชาธิปัตย์บางคนที่แตกแถวไปเลือกพรรคอื่นหรือกระทั่งไทยรักไทย แบบเดียวกับที่ในระดับท้องถิ่นภาคอื่นก็มีแฟนไทยรักไทยแตกแถวไปเลือกพรรคอื่นหรือไม่เลือกเลย แต่เมื่อถึงเวลาเลือกระดับชาติ (ปาร์ตี้ลิสต์) ผู้ใช้สิทธิ์ทั้งสองจำพวกก็แสดงความภักดีต่อพรรคที่ตัวเองชอบตามเดิม.

ผลการเลือกตั้ง 2549: ภาคใต้

ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าทรท. ได้คะแนนต่ำสุดที่นี่: 16.7% ในขณะที่โนโหวตสูงสุดที่นี่: 66.6%

สรุป

ผลการเลือกตั้ง 2549: ทั่วประเทศ

พรรคไทยรักไทยก็ยังชนะการเลือกตั้งนี้การเลือกตั้งนี้อย่างท่วมท้น

ไม่ว่าจะดูจากคะแนนเสียงรวมที่ได้รับที่ปารตี้ลิสต์ (56%) หรือเขต (53%) พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างท่วมท้น. สัดส่วนนั้นมีแต่จะสูงขึ้นหากตัดบัตรเสีย (อย่างที่ปกติในสากลโลกต้องตัด) และพรรคเล็กออก (อันนี้ทำเพื่อเปรียบเทียบเฉยๆ).

ระบบบัญชีรายชื่อ
ไทยรักไทยโนโหวตพรรคเล็กบัตรเสีย
ผู้มาใช้สิทธิ56.5%29.2%8.2%6.1%
บัตรเลือกตั้งที่สมบูรณ์60.2%31.1%8.7%-
ทรท vs. 3 พรรค65.9%34.1%--
ระบบแบ่งเขต
ไทยรักไทยโนโหวตพรรคเล็กบัตรเสีย
ผู้มาใช้สิทธิ53.5%32.0%12.2%2.3%
บัตรเลือกตั้งที่สมบูรณ์54.8%32.8%12.4%-
ทรท vs. 3 พรรค62.6%37.4%--

อย่างที่ได้แสดงให้เห็นแล้ว การวิเคราะห์คะแนนเสียงโดยภาพรวมอย่างคร่าวๆ (แต่ก็ละเอียดกว่า 2 อัจฉริยะแห่งพันธมิตรมหิงสาเยอะ) ไม่พบจุดใดชวนให้กังขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น “คะแนนที่หายไป”.

นี้เป็นเพียงอีกตัวอย่างหนึ่งที่คนที่จริงจังต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากไปกับการตอบโต้ข้อกล่าวหาชุ่ยๆ และเลื่อนลอยของคนปากพล่อยและสมองตาย. ถ้าเอาคนแบบนี้แบบนี้สัก 2-3 หมื่นไปยืนตากแดดจนของขึ้น, เอาคนอย่างคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล และคุณ เอกยุทธ อัญชัณบุตร และ นักพากย์ประชาชน ทั้งหลายมาเป็นหัวขบวน. ยิ่งมีกองเสริมกำลังหนุนอย่าง พรรคประชาธิปัตย์, วีรบุรุษประชาธิปไตย เสนาะ เทียนทอง, ลูกหนี้ดีเด่น ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และ สื่อมวลชนไทย ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมเราถึงได้เห็นการโจมตีแบบ ไร้ จริยธรรม, ไร้เหตุผล, และ ไร้ยางอาย แบบที่เราได้เห็นอยู่ตอนนี้. ผมได้พยายามใช้ความจริงและเหตุผลตอบโต้กับสิ่งเหล่านี้เท่าที่จะทำได้, แต่ก็เหมือนกับพยายามแกว่งสารส้มในคลองแสนแสบ. แรงน่ะมีอยู่หรอก. สารส้มก็มี. แต่ไม่มีเวลา.

แต่เอาเถอะ ว่าคนอื่นมาเยอะแล้ว ผมเองก็ต้องยอมรับว่า เขียนโพสต์ที่แล้ว โดยมองโลกในแง่ร้ายเลยเถิดไปมาก. กระทั่งคุณทักษิณเองก็เหมือนกัน. แม้ตอนให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์จะร่าเริงกว่าผมเยอะ แต่ก็ยังไม่วายถล่มตัวเกินไปที่บอกว่า “โนโหวต” ได้ 10 ล้านเสียง. จริงๆ แล้วผู้ไม่ประสงค์จะเลือกใครในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีแค่ 8,399,144 เสียง ต้องบวกบัตรเสียอีก 1,765,264 จึงจะได้ประมาณ 10 ล้าน. เราต้องยอมรับความจริงครับท่าน. เราต้องยอมรับความจริงว่าฝ่ายเราชนะการเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้นเหลือเกิน แบบเดียวกับที่ต้องยอมรับว่าถึงท่วมท้นแค่ไหนคะแนนเสียงของเราก็ไม่มีความหมายสำหรับคนที่กำลังต่อสู้เพื่อ “ประชาธิปไตย™”.

ฉะนั้น ขวิดข้างฝาต่อไปเถอะ พวกท่าน. ท่านชนะแล้ว. ท่านคือตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน. ประชาชนไม่เลือกเหมือนท่านก็เป็นเพียงเพราะท่านถูกโกง ทำให้เสียงของท่านหายไป 2 ล้านกว่าเสียง ดังที่สองสหายอัจฉริยะท่านได้สังเกตไว้อย่างแหลมคมอย่างยิ่ง. และถึงอย่างไรความชอบธรรมมันก็ไม่ได้วัดกันที่คะแนนเสียงอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่ที่ตัวท่านเพียงเท่านั้น.

เอ้า ฮุยเลฮุย.

08:42 ▪ politics

« ไม่ถึง 50-50 ด้วยซ้ำ | | เร็วๆ นี้ แต่ที่อื่น »

1
Naphat 6.04.06

รายงาน กกต. อันนี้มีรายละเอียด(แบบสุดจะละเอียด) เกี่ยวกับการเลือกตั้งปี 48 ครับ

สัดส่วนบัตรเสียอยู่ที่หน้า 353 แล้วก็หน้า 557 มีคะแนนเสียงบัญชีรายชื่อของทุกพรรค มหาชนได้ 1,346,631 เสียงครับ (พรรคคนขอปลดหนี้มาเป็นที่ 6 ก็ไม่เลวนะครับ เพิ่มเติมนิดนึง... ว่าที่ส.ส. ของพรรคนี้ชื่อคุณมาโนชญ์ เสนาชู คุณชิตเป็นผู้สมัครจากไทยรักไทย)

นี้เป็นเพียงอีกตัวอย่างหนึ่งที่คนที่จริงจังต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากไปกับการตอบโต้ข้อกล่าวหาชุ่ยๆ และเลื่อนลอยของคนปากพล่อยและสมองตาย.

เห็นด้วยครับ คุณทอมไม่น่าเสียเวลาจริงๆ มีข้อวิจารณ์หลายข้ออื่นๆ ที่มีเหตุมีผล อาทิการวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจของ อัมมาร สยามวาลา เป็นต้น

2
sitting in front of you in 158 6.04.06

hi bong~ bang~,
haven’t heard about you for ages. looks like you’re doing very well, turning a pundit already! it wonder how it feels like to be in your camp. say what you will about the anti-thaksin camp, but looks like they’ve got quite a bit of intellectual firepower. not many well-written, well-argued expositions from the thaksinites, save for yourself—most others are, really, just vulgar diatribes which gets old pretty fast. anyhow, take care and maybe we’ll meet again some time.

3
POL_US 6.04.06

ขอบคุณครับ สำหรับการวิเคราะห์โดยละเอียด

4
Plin, :-p 6.04.06

ใจคอจะไม่ให้พรรคเหล่านี้ได้คะแนนเสียงบ้างเชียวหรือ? ถ้าคนที่ออกมาเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์มีแต่คนที่เลือกพรรคไทยรักไทยหรือไม่ก็ “โนโหวต” หรือไม่ก็ทำบัตรเสียเท่านั้นแล้วละก็ คนอย่างคุณ ชิต ปุริโสดม พรรคคนขอปลดหนี้ เขาจะเอา 3,033 คะแนนมาจากไหนไม่ทราบ? ที่มีเสียง “หาย” ไปน่ะถูกต้องแล้ว. ถ้ามันไม่หายสิ จะ ซ.ต.พ. ได้เลยว่าไม่ชอบมาพากล.

เอ้อ นั่นสิ

“หาย” ไปให้กับพรรคมหาชน (พรรคเล็กแต่ใจใหญ่)

ชอบประโยคนี้มากเลย

ขอย้ำว่าตัวเลขจริงจะต้องสูงกว่านี้ เพราะเราประมาณคะแนนให้มหาชนสูงเกินไป

ประโยคนี้ก็ชอบ

ความล้มละลายทางปัญญาแบบดังกล่าวย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเหล่า “ชนชั้นกลางผู้มีการศึกษา” ทั้งหลายที่เชื่อเข้าไปได้ว่า รัฐบาลทักษิณฝักใฝ่ทั้งทุนนิยมและคอมมิวนิสต์. สมองของคนเหล่านี้สำลักความโง่ของตัวมันเองตายไปนานแล้ว แต่ปากยังไม่ยอมหยุดพูด

ประโยคนี้สุด ๆ กว่าอีก อ่านแล้วสันหลังวาบ

บัตรเสีย (และโนโหวต) ไม่จำเป็นต้องเกลียดทักษิณ

เห็นด้วยครับ ว่าไม่จำเป็นครับ ขนาดผม vote ไม่เลือกใคร และผมก็ไม่ชอบทักษิณด้วย อืม.. แต่ผมเห็นด้วยนะว่า คนที่เลือก no vote ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ชอบทักษิณ

_การวิเคราะห์คะแนนเสียงโดยภาพรวมอย่างคร่าวๆ (แต่ก็ละเอียดกว่า 2 อัจฉริยะแห่งพันธมิตรมหิงสาเยอะ) _

โอ๊ย เจ็บครับ

และถึงอย่างไรความชอบธรรมมันก็ไม่ได้วัดกันที่คะแนนเสียงอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่ที่ตัวท่านเพียงเท่านั้น

เฮ้อ แม้ผมไม่ชอบทักษิณ แต่ผมก็ไม่ชอบและไม่เคยเห็นด้วยกับวิธีการของ”อัจฉริยะพันธมิตรมมหิงสา” เหมือนกันครับ ชอบคำนี้จังเลง จดลิขสิทธิ์หรือเปล่าครับ วันหลังจะยืมไปใช้บ้าง ถ้าใช้จริง ๆ จะโยงเครดิตมาให้ครับ

*คือที่ยกมาไม่ใช่อะไร จะบอกว่า ชอบประโยคพวกนี้น่ะครับ สำนวนเหลือเกินจริง ๆ *
———————————————
นี้เป็นเพียงอีกตัวอย่างหนึ่งที่คนที่จริงจังต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากไปกับการตอบโต้ข้อกล่าวหาชุ่ยๆ และเลื่อนลอยของคนปากพล่อยและสมองตาย by Naphat

อันนี้เห็นด้วยสุด ๆ ครับ การอธิบายให้กลุ่มคนที่เอาแต่เหตุผลตัวเอง ไม่ฟังเหตุผลคนอื่น หรือชอบใช้แต่อารมณ์ ฟัง มันคงต้องใช้เหตุผลแบบมากกว่าปกติมากมาก ๆ (มากกว่าอธิบายให้คนชอบใช้เหตุผล) เพราะถ้าจะไปใช้อารมณ์ด้วย มันก็ยิ่งสุมไฟ มันก็ยิ่งทะเลาะกัน เขาก็ยิ่งไม่ฟังเรา

มันเลยต้องใช้เหตุผลแบบรัดกุมสุด ๆ ให้เขาจนด้วยเหตุผลของเขาเอง

5
ยายมี..บ้านหนองฮี 8.04.06

555 โอ้ยยายยจะบ้าตาย ไหนบอกพวกปักใต้
ชอบประชาธิไตย..แต่ทำไม๊ ทำไม ทำบัตรเสียซะเยอะจังยายงงไปหมดแล้วว สงสัยต้องถ่มน้ำหมากรดหัวให้สักหน่อย..จะได้รู้จักประชาธิปไตยมากกว่านี้ ..

6
teeking เสนอประเด็นโหวต 9.04.06

การแก้​ไขรัฐธรรมนูญ​ ​ผมอยาก​ให้​เพิ่มประ​เด็นการลง​
​โทษพรรคการเมืองที่ต่อต้านการเลือกตั้ง​โดย​จงใจ​
​ด้วย​ ​ถ้า​มีการจัด​ให้​มีการเลือกตั้ง​ ​แต่​ไม่​ส่ง​ผู้​สมัครลงแข่งเพื่อเลือกตั้ง​ ​ตามระบบประชาธิปไตย​
​ตัดสิทธิการส่ง​ผู้​สมัครลงแขง่​ไปเลย​ 5 ​ปี​ ​สำ​หรับพรรคที่​ไม่​ส่ง​ ​ถ้า​ใครอ่านเจอ​ช่วย​ยกประ​เด็นนี้ขึ้นโหวต​ด้วย​นะครับ​

7
Jess 10.04.06

มาร่วม ติ ชม ผสมโรงด้วยค่ะ … เมื่อตอนที่เจสนั่งลุ้นผลการเลือกตั้งอยู่นั้นก็ให้แปลกใจเหมือนกันว่านักข่าวหลายช่ิองไปให้ความสำคัญกับคะแนนช่อง “ไม่ประสงค์จะลงคะแนน” หรือ “No Vote” มาก ยิ่งช่องข่าว Nation Channel นี่พิธีกรรายการที่รายงานผลการเลือกตั้งแสดงออกอย่างชัดเจน ...เจสเองก็พยายามหาแหล่งข่าวที่รายงานผลได้ไวๆหวังจะพึ่ง website ของ กกต. ยิ่งแย่ใหญ่ค่ะแทบไม่มีการรายงานผลการเลือกตั้ง แบบอัพเดทนาทีต่อนาทีให้เห็นเลย

เห็นรายงานข่าวในโทรทัศน์แล้วก็ใจหายใจคว่ำว่าสงสัย พรรค ทรท.จะได้คะแนน party list ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งซะแล้ว และจะต้องถูก “นักวิจารณ์ดื้อแพ่ง” นำไปเป็น ประเด็นโจมตีบอกว่า “นี่ยังไงล่ะทักษิณขาลง” .. อิอิอิ แต่เมื่อเจสเห็นท่านนายกฯมาออกรายการ “กรองสถานการณ์” ทางช่อง11 บอกถึงผลการเลือกตั้งที่ออกมาว่าพรรคไทยรักไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ถึง 16 ล้านเสียง ก็งงมากเลยค่ะเพราะนั่งดูบรรดานักข่าวรายงานนี่เป็นคนละเรื่องเลย …เอิ๊กๆๆ

โดยภาพรวม ...เจสคิดว่่า จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาในครั้งนี้เจสต้องขอแสดงความยินดีกับ สมาชิกพรรคไทยรักไทยและ พ.ต.ท ดร. ทักษิณ ชินวัตร นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่น้ำใจนักกีฬาคนนี้ด้วยค่ะที่ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทั่วประเทศได้อย่างสง่างาม ครองใจ”มติมหาชน 16 ล้านเสียง” ท่ามกลางแรงเสียดทานจากหลายๆปัจจัยไม่ว่าจะเป็น:

1. ในสภาวะการการเมืองที่ไม่นิ่งตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาอันเนื่องมาจากการชุมนุมขับไล่ท่านนายกฯทักษิณของกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ แต่พรรคไทยรักไทย และนายกฯทักษิณก็ยังคงไ้ด้รับความยินยอมและความไว้วางใจจากประชาชนถึง 16 ล้านเสียงมากกว่าจำนวนผู้ประสงค์ไม่ลงคะแนน(No Vote) กว่าเท่าตัวซึ่งคะแนน No Vote ในครั้งนี้มีประมาณ 8 ล้านเสียง

ซึ่งจริงๆช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือ No Vote” ก็คือ การรวมตัวกันของฐานเสียงพรรค ปชป. + ชาติไทย + มหาชน + พรรคอื่นๆ + ผู้ไม่ประสงค์จะลงคะแนนให้พรรคใดทั้งสิ้น (อาจจะเกลียดนายกฯ และเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับม็อบพันธมิตรฯ) ในรูปแบบของการงดออกเสียงเท่านั้นเอง

การเลือกตั้งเมื่อปี 2548 มีประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ประมาณ 32 ล้านคน โดยการเลือกตั้งในครั้งนั้น พรรค ปชป. + ชาติไทย + มหาชน + พรรคอื่นๆ + ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนได้ มา 13.6 ล้านเสียง มาถึงการเลือกตั้งในครั้งนี้มีผู้ออกไปใช้สิทธิ์ประมาณ 28 ล้านคน พรรคไทยรักไทยได้ 16 ล้านเสียง หายไปประมาณ 2 ล้านเสียง แต่พรรคอื่นในรูปแบบการงดออกเสียงเหลือ 8 ล้านเสียง หายไปมากกว่า เพราะในภาพรวมผู้มาใช้สิทธิ์น้อยลงกว่าเดิม 4 ล้านคน คะแนนเสียงของพรรคไทยรักไทยจึงหายไปเพียงแค่ 2.8 ล้าน

2. ก่อนการเลือกตั้งในครั้งนี้ท่านนายกฯต้องเผชิญกับ การทำสงครามกับสื่อไทยที่ไร้จรรยาบรรณหลายสำนักที่ช่วยกันในการประโคมข่าวซึ่งมีแต่ข้อกล่าวหา การปล่อยข่าวลือ รวมทั้งการเต้าข่าว กุข่าวอย่างไม่ขาดสาย เจสเห็นด้วยกับคำสัมภาษณ์ของท่านนายกฯ กับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้มากค่ะเมื่อนักข่าวคนหนึ่งยิงคำถามเรื่องความแตกแยกในสังคมไทยที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวตอบไปว่า:

” ... ต้องขอร้องให้สื่อช่วยให้ความสมดุลในการนำเสนอข่าว หากยังมุ่งเน้นเรื่องการขายสินค้า ตนรู้ว่ายอดขายของสื่อดีขึ้น ต้องการนำเสนอภาพการประท้วงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยากให้ทุกคนหันกลับมามอง ต้องดูว่าชาติบ้านเมืองจะอยู่กันอย่างไร ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

3. การประกาศคว่ำบาตรไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อต้องการให้สภาตกอยู่ในสภาวะสูญญากาศ หลังการเลือกตั้งในวันที่ ๒ เมษายน

4. ก่อนการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์นำโดย ‘อภิสิทธิ์-ชวน’ หนีกระเจิง ถูกชาวเชียงใหม่บางกลุ่มโห่ไล่ หลังจากขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีพรรคไทยรักไทยอย่างหนักหน่วง เหตุความวุ่นวายที่เชียงใหม่นี้เมื่อมองอีกมุม อาจเป็นการเดินเกมส์ทางการเมืองไว้อย่างแนบเนียนของ พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ค่ะ เพื่อสร้างความไม่พอใจให้กับคนทางภาคใต้ที่นิยมพรรคประชาธปัตย์ เป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพื่อสกัดเงื่อนไขผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 20% กรณีมีผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยลงสมัครรับเลือกตั้งเพียงคนเดียว

5. การวิพากษณ์วิจารณ์หรือโจมตีแนวทางบริหารงานของพรรคไทยรักไทยและแนวความคิดทางการเมือง ของนายกฯทักษิณของนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโสบางส่วนที่ต่อต้าน “ระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์” อย่างหนักหน่วงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

แม้การเลือกตั้งทีผ่านมาจะมีกระแสต่อต้านจากคนส่วนหนึ่ง แทบทุกสื่อรุมด่า...แต่รัฐบาลนายกฯทักษิณและพรรคไทยรักไทยก็ยังได้รับความไว้วางใจจากประชาชนไทยมากถึง 16 ล้านเสียง หรือ 60.1% ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาเลยค่ะ อาจกล่าวได้ว่าน่าอัศจรรย์เสียด้วยซ้ำทั้งที่ยืนเป็นกระสอบทรายให้ต่อยมานานหลายเดือน

ที่สำคัญที่สุดคือผลจากการเลือกตั้งในครั้งนี้เสมือนกับเป็น “การลงประชามติของประชาชน” ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยว่า มติมหาชนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า:

1. ต้องการให้ พ.ต.ท ดร. ทักษิณ ชินวัตรกลับเข้ามาเป็นผู้นำรัฐนาวา เดินหน้าปฎิรูปการเมือง และบริหารประเทศต่อไปเหมือนเดิม

2. ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอันเป็นที่มาของความขัดแย้ง

3. ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง

4. พวกเขาต้องการชี้ให้เห็นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยมิใช่ของคณะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง “ปฏิเสธกฏหมู่อยู่เหนือกฏหมาย”

5. พวกเขายังเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย

ในทางรัฐศาสตร์นัยสำคัญของตัวเลขจากผลการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยถือว่ามีความสำคัญมากเนื่องเพราัะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้น้ำหนักกับตัวเลขที่วัดจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา๒๐๑ ได้ระบุไว้ว่า “นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งโดยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” พรรคที่ได้จำนวน ส.ส. สูงสุดก็จะมีโอกาสเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จากตรงนี้จะเห็นได้ว่า ความสำคัญของตัวเลขก็เกิดขึ้นทันที

ดังนั้นการที่ท่านนายกฯทักษิณได้กล่าวย้ำเตือนถึงความสำคัญของตัวเลข ๑๖ ล้านเสียง หรือ ๑๙ ล้านเสียงให้นักวิพากษ์วิจารณ์ฟังจึงเป็นการกล่าวที่ถูกต้องและชอบด้วยกฏหมายด้วยประการทั้งปวงค่ะ ...สำหรับเจสแล้วนายกรัฐมนตรีที่สง่างามต้องมาจากประชาชนเท่านั้น

เรื่อง “การปฏิรูปการเมือง”ในประเด็นที่แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ... โดยส่วนตัวเจสไม่เคยเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลยค่ะคุณ Tom รัฐธรรมนูญฉบับ สสร. นี้เจสคิดว่ามันก็ดีอยู่แล้ว ... คนไทยเรา ถูกปลูกฝังโดยนักการเมือง นักวิชาการมาตลอดว่า”รัฐธรรมนูญ”เป็นของคู่กับประชาธิปไตย และเชื่อว่าเราสามารถ”สร้างประชาธิปไตย” ด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญ เหมือนในตอนนี้ที่มีนักวิชาการบางส่วนท่านจะใช้รัฐธรรมนูญสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาให้ได้ ... ซึ่งความคิดเช่นนี้ก็ได้สร้างความล้มเหลวในทางการเมืองตลอดมาอย่างที่เห็นกันอยู่แม้จนทุกวันนี้ บ้านเรามีความเข้าใจผิดในเรื่องประชาธิปไตย เพราะเชื่อกันว่ารัฐธรรมนูญเป็นเครื่องสร้างระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะรัฐธรรมนูญมีได้ทั้งในระบอบเผด็จการและระบอบประชาธิปไตย เพราะแม้แต่ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ปัญญาชนคนฉลาด” ให้ความสำคัญกับตัวเองว่าต้องติดอาวุธทางปัญญาให้กับชาวรากหญ้่ายังพากันเดินพาเหรดสวนทางกับประชาธิปไตยกันเป็นทิวแถวเรียกหาการนำมาตรา7 มาใช้แล้วบอกว่่าการเมืองถึงทางตันแล้ว ..ก็จะไม่ตันได้ยังไงนะึคะในเมื่อไม่เข้าตามตรอกออกตามประตูแต่อยากใช้ทางลัดแทน..

ขอบคุณมากค่ะสำหรับการวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งโดยละเอียด ... สุขสันต์วันจันทร์ค่ะคุณ Tom

8
meed 10.04.06

ผมติดใจงานของคุณมากครับ ใช้เหตุผลได้ดีและกระทบสื่อได้อย่างแยบคาย ก็จะพยายามชวนคนอื่นๆมาอ่านบลอคนี้กันเยอะๆครับ :)

9
PTT 20.04.06

เฮ้อ! เราอ่านมาทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายพันธมิตร และฝ่ายทักษิณ พวกคุณทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันนักหรอก ถ้าต่างฝ่ายต่างยึดติดความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ก็จะมองไม่เห็นสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามอธิบายให้ฟังว่าเขาคิดอย่างไร ตอนแรกเราก็เฉยๆ แต่นับตั้งแต่เราได้ดูวีซีดี อาร์เจนติน่า ที่นิติภูมิ เขาไปถ่ายทำมา แต่ไม่ได้รับอนุญาติให้ออกอากาศ เราก็เลยเข้าใจ ว่าทำไมพันธมิตรเขาถึงต้องทุ่มเทถึงขนาดนั้น คุณอาจจะบอกว่าไม่มีผู้นำคนไหนไม่โกง แต่โกงแบบขายประเทศ เหมือนที่รักษาการนายกฯ กำลังเจริญรอยตาม นายกอาร์เจน แล้วให้คนไทยกลายเป็นคนไม่มีที่อยู่ ร้านโชว์ห่วยตายเรียบ คนต่างชาติเขามายึดประเทศ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคมนาคม ค่าน้ำมัน ขึ้นราคา จนไม่มีปัญญาจ่าย เราก็คงรับไม่ไหว ... ลองหามาดูสิคะ เพื่อว่าจะได้ลดอคติลงบ้าง

10
เป็นกลางแต่ไม่สนับสนุนคนไม่ดีให้ปกครองบ้านเมือง 27.05.06

เราเห็นว่าสิ่งที่พันธมิตรเอามากล่าว เมื่อวิเคระห์จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เราว่าเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น เช่น ปิดกั้นสื่อเห็นได้จากใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลจะต้องถูกปลดออกจากรายการ ใครวิจารณ์ฟ้องร้องดะ เรียกค่าเสียหายร้อยล้านพันล้าน อย่างนี้ไม่เรียกว่าใช้อำนาจ/อิทธิพลข่มขู่แล้วจะเรียกว่าอะไร ทั้งๆที่เป็นเรื่องจริงเห็นได้จากศาลยกฟ้อง จ่ายเงินงบประมาณอย่างไม่มีระเบียบแบบแผนขึ้นอยู่กับนายกคนเดียวถ้าไม่เรียกว่าเผด็จการแล้วจะเรียกว่าอะไร ฝ่ายตัวเองทำผิดเรื่องเงียบเหมือนเป่าสากถ้าฝ่ายตรงข้ามผิดนิดเดียวทำให้เป็นเรื่องผิดใหญ่โตหรือไม่ผิดก็หาเรื่องให้ผิด ไม่เคยส่งเสริมทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ มอมเมาประชาชนให้เป็นผู้เสพวัตถุทุกชนิดเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องได้ประโยชน์ทำธุรกิจแบบเอาเปรียบผูกขาด ไม่ให้สิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน เปิดทางให้มีการทุจริตในโครงการทุกโครงการของชาติ ไม่จริงใจในการทำงานเห็นได้จากนโยบายรายวัน พูดอย่างทำอีกอย่าง เราสงสารลูกหลานภายภาคหน้า จึงขอให้บรรพบุรุษสาปแช่งคนไม่จริงใจ เห็นแก่ประโยชน์ส้วนตัวทุกคนให้มีอันเป็นไป อย่าให้มีแผ่นดินอยู่ ก่อนที่ลูกหลานจะไม่มีแผ่นดินอยู่

11
futgutg 11.06.06

การจะอ้างเหตผลให้ความเห็นของตนนั้นถูกต้องชอบธรรมทุกอย่าง จะสมเหตผลแค่ไหน ความจริงเท่านั้นเป็นสิ่งที่เห็นชัดอยู่แล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคไทยรักไทย ประชาชนไม่ยอมรับเพิ่มขึ้น คะแนนNO VOTE เป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าประชาชนคิดยังไง ถ้าเป็นจริงตามที่อ้าง คะแนนเสียงต้องได้ใกล้เคียงการเลือกตั้งคราวก่อน

12
คนข้างทาง 24.07.06

ทำมาเพื่อเข้าข้างตัวเองแล้วจะทำมาให้คนอื่นอ่านทำมัยฟะ